
“อนุทิน” ไม่กังวลฝ่ายค้านใช้เวทีงบฯ ซักฟอกรัฐบาล ชี้เป็นสิทธิ์ของ สส. ปัด “ภูมิใจไทย” ยื้ออภิปรายรายงาน กกต.หนีคดีฮั้ว สว. ยํ้าไม่เคยเกี่ยวข้อง ยันไม่เคยหนีสภา ลั่นถ้ามีหลักฐานใครเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่นยื่น ป.ป.ช.สอบได้เลย หลังลือสะพัดผู้ถูกกล่าวหาซัดทอด รมต.เกี่ยวข้อง เพื่อความสบายใจไม่มีอิทธิพล-คำสั่งใดๆ ฝั่งการเมืองแน่นอน ใครโกงโดนหมด แจงเลื่อนกินข้าวพรรคร่วมรัฐบาล ต้องไปร่วมถวายความเคารพพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ จ.ราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎรจะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2-3 ในวันที่ 7-9 สิงหาคมนี้ ว่า สส.หลายคนเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) อยู่แล้ว ก็พร้อมชี้แจง เพราะ พ.ร.บ.งบประมาณเป็นเรื่องระหว่าง กมธ.กับสภาผู้แทนราษฎร ส่วนภาคราชการก็ให้ข้อมูลสนับสนุน ซึ่งต้องชี้แจงให้กระจ่าง ใครสงวนญัตติไว้ก็เอามาพูดในที่ประชุม
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะใช้โอกาสเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ตอบว่า สส.มีเอกสิทธิ์อยู่แล้ว จะพูดหรืออภิปรายอะไรก็อยู่ที่หัวข้อและการกำกับดูแลของประธานสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อถามว่า การประชุมสภาฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายค้านกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยพยายามดึงเกมไม่ให้อภิปรายรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะกลัวพาดพิงคดีฮั้ว สว. นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มี พรรคภูมิใจไทยทำงานบริหารราชการแผ่นดินในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ฝ่ายบริหารก็ทำงานอย่างเต็มที่ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เหมือนกัน
ซักว่ามีความพยายามโยงคดีฮั้ว สว.กับพรรคภูมิใจไทย มีหน่วยงานไหนมาสอบถามหรือไม่ นายกฯ ปฏิเสธว่า ไม่รู้ ไม่มี ไม่ทราบ รัฐบาลไม่เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ไม่มีส่วนไหนที่รัฐบาลชุดนี้เกี่ยวข้อง เพราะรัฐบาลนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ส่วนรัฐบาลอนุทิน 1 ก็ปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่มีการเลือก สว.เมื่อปี 2567 ดังนั้นรัฐบาลของตนทั้งสองชุดมาหลังการเลือก สว.ประมาณ 1 ปี 3 เดือน ยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง
ถามว่า มองว่าเป็นการปั่นกระแสของฝ่ายค้านหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกคนทำหน้าที่ตัวเอง มีอะไรเราก็รับฟัง เราก็ชี้แจง จะไปห้ามคนกล่าวหาไม่ได้ ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบ รัฐบาลก็ต้องชี้แจง ถ้าชี้แจงตรงไหนไม่ได้ก็เสร็จ แค่นั้นเอง
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้เข้าสภามาชี้แจงด้วยตัวเองนั้น นายกฯ เผยว่า ตนก็เข้าสภาอยู่เนืองๆ มีหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วย แต่วันที่ 7-9 กันยายนนี้ ตนอยู่ที่สภาไม่ได้เพราะได้รับพระบรมราชโองการให้เป็นผู้แทนพระองค์ไปถวายความเคารพพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์ กว่าจะกลับวันที่ 11 กันยายน เรื่องหน้าที่นิติบัญญัติ ถ้าตนไม่ติดภารกิจบริหารราชการแผ่นดินก็ไปจ่อมอยู่ที่สภาตลอดเวลา ตนทำงานอยู่ที่สภาได้เพราะมีห้องทำงานของนายกฯ แต่ส่วนใหญ่จะมีภารกิจที่อยู่ต่างจังหวัดบ้าง อยู่ต่างประเทศบ้าง
ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น ที่มีกระแสข่าวออกมาว่าอาจจะมีคนในรัฐบาลเกี่ยวข้อง โดยนายกฯ ย้อนถามว่า “มันมีข่าวเหรอ มันต้องมีหลักฐานหรือต้องมีสิ่งที่พิสูจน์ได้ ถ้าไปบอกว่ามีข่าวว่ามีกระแสข่าวว่าคนโน้นว่าที คนนี้ว่าที มันตอบไม่ได้ ก็ไม่รู้จะตอบอะไร ผมไม่ได้ข่าวนั้น”
เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวว่าคนที่โดนจับก่อนหน้านี้มีการยื่นหลักฐานระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน นายกฯ ระบุว่า ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด ยื่นมาเยอะๆ ก็ดี ตนขอประชาสัมพันธ์ตรงนี้เลยว่า คนที่ทำเรื่องนี้คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฉะนั้นไปยื่นที่ ป.ป.ช.เลย จะได้สบายใจว่าไม่มีอิทธิพลหรือคำสั่งใดๆ จากฝั่งการเมืองอย่างแน่นอน แม้กระทั่งฝั่งบริหารหรือรัฐบาล
"ตอนนี้ ป.ป.ช.ทำเรื่องอยู่แล้ว ถ้าใครเห็นว่ามีความไม่เป็นธรรม มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตไม่ว่าระดับไหน ขอให้นำหลักฐานไปยื่นกับ ป.ป.ช.ได้เลย ไม่ว่าเป็นหลักฐานจริงหรือหลักฐานเท็จ ป.ป.ช.เขาก็มีวิธีการพิสูจน์ นี่คือวิธีการที่จะทำให้ความจริงทั้งหมดปรากฏ ทั้งนี้ในส่วนของรัฐบาลเราได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ทำการให้คนที่คิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนได้ส่วนเสียออกจากตำแหน่งที่จะบริหารจัดการอะไรได้ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว ต่างคนต่างทำงาน”
เมื่อถามย้ำว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวว่า “ไหนหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต้องเป็นหลักฐานที่ประจักษ์ชัด แต่ถ้าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก็ส่งไปที่ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย หรือศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล แต่ถ้าดีที่สุดขณะนี้ ป.ป.ช.รับเรื่องในการที่จะสอบสวนสืบสวนดำเนินคดีในเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ก็เอาหลักฐานจากอันควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ เอาไปส่งมอบให้ ป.ป.ช. จะได้เป็นหลักฐานที่เขานำไปดำเนินการต่อได้ ถ้าเป็นหลักฐานที่เชื่อได้ ก็นำมาเป็นส่วนดำเนินคดีได้"
นอกจากนี้ นายอนุทินยังให้สัมภาษณ์กรณีการเลื่อนนัดกินข้าวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บ้านพักส่วนตัวในวันที่ 6 ก.ย.นี้ จะขยับวันเข้าไปใกล้ช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ว่า ตนต้องไปร่วมถวายความเคารพพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคต ไปในนามรัฐบาลไทย เลยมีความจำเป็นต้องเลื่อนไปก่อน เพราะจะต้องออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.นี้ เมื่อถามว่าจะขยับไปช่วงสัปดาห์หน้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนด
ซักว่าดูสถานการณ์ตอนนี้อาจจะยังไม่จำเป็นต้องทานข้าวเพื่อกระชับมิตรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน การนัดรับประทานอาหารพรรคร่วมรัฐบาลที่อยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งบอกว่าตั้งแต่เข้ามา 6 เดือนแล้วยังไม่เคยได้ทานข้าวในบรรยากาศที่สามารถพูดคุยอะไรกันได้แบบสบายๆ ก็เลยจะนัดในวันที่ 6 ก.ย.นี้ แต่มีภารกิจที่สำคัญยิ่ง เลยต้องเลื่อนไปก่อนเท่านั้นเอง
คุยกับ ครม.อนุทิน
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ในวันเดียวกันนี้ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ประเดิมเป็นเทปแรกในการสื่อสารกับประชาชนว่า ยังไม่ได้ติดตามเลย ก็ดีครับ เราเข้ามาทำงานเกือบจะครึ่งปีแล้ว ก็น่าจะถึงเวลาที่ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ทางกรมประชาสัมพันธ์ก็ดำริให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ต้องการจะถ่ายทอดหรือแจ้งประชาชนในเรื่องต่างๆ กรมประชาสัมพันธ์ก็จัดช่วงเวลาให้ เมื่อถามว่านายกฯ จะร่วมด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าโอกาสอำนวย
เมื่อถามกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่าเพราะรัฐบาลกระแสตกจึงต้องมีการจัดรายการ นายกฯ หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนระบุว่า ขอคำถามถัดไป
นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ยิ่งนานวันพรรคประชาชนก็ยิ่งทำตัวงอแงเหมือนเด็กขึ้นทุกวัน เมื่อก่อนรัฐบาลไม่ได้จัดรายการอะไรก็บอกว่ารัฐบาลไม่เคยสื่อสารอะไรกับประชาชน พอรัฐบาลจะจัดรายการคณะรัฐมนตรีพบประชาชนเพื่อสื่อสารกับพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคนอย่างที่ฝ่ายค้านต้องการ ก็กลับบอกว่าเพราะคะแนนนิยมตกต่ำ ทั้งๆ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินเน้นทำงานเป็นหลัก จึงไม่เคยมาเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าคะแนนนิยมจะตกต่ำเพราะถูกฝ่ายค้านเสียดสี สาดโคลนหรือไม่ เพียงแต่ในระยะหลังฝ่ายค้านเริ่มเลอะเทอะ ให้ข้อเท็จจริงกับประชาชนไม่ครบถ้วน รัฐบาลจึงต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน
ส่วนกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า มีหลายช่องทางที่สามารถพูดคุยสื่อสารกับประชาชนได้ ทั้งการออกมาแถลงข่าว การประชุม ครม. และการให้ข่าวต่างๆ นั้น นายธนกรกล่าวว่า การแถลงข่าวรัฐบาลจะใช้เมื่อมีกลุ่มคนที่ทำให้สังคมสับสน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบเพื่อคลายความกังวล รัฐบาลไม่นิยมแถลงพร่ำเพรื่อ พูดไปเรื่อยรายวัน เพียงเพราะหวังชิงพื้นที่สื่ออย่างที่พรรคประชาชนชอบทำ เพราะประชาชนไม่ได้อะไรเลยนอกจากเสียเวลาเปล่า ส่วนเรื่องการใช้พื้นที่สภาในการตอบคำถามหรือตอบกระทู้ของ สส.นั้น อยากให้ น.ส.ศิริกัญญากลับไปถามคนในพรรคตัวเองก่อนดีกว่าว่า เคยมีสักครั้งหรือไม่ที่พรรคประชาชนคิดใช้เวทีสภาเพื่อหารือความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ เห็นมีแต่รวมตัวกันไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพื่อสาดโคลน ป้ายสีรัฐบาลรายวัน หรือกลัวว่าประชาชนจะไม่รู้ว่าฝ่ายค้านยังทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาอยู่ ไม่ได้ทำหน้าที่ฝ่ายแค้น
เป็นอาการดิ้นพล่าน
“ยืนยันว่า ท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับการทำงานของสภา สนับสนุนการติดตามตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้หลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ในสภา แต่เนื่องจากติดภารกิจสำคัญ จึงมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรงเป็นผู้ชี้แจงแทน เพราะเป็นคนที่ทราบรายละเอียดในเรื่องนั้นๆ และสามารถให้ข้อมูลได้ชัดเจนและครบถ้วนกว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเชื่อว่าประชาชนก็คงได้เห็นแล้วว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านนั้น เป็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรือเป็นการทำตามหน้าที่ในรัฐสภาจริงหรือไม่ หรือแค่ต้องการใช้เวทีสภาไปกดดันหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรือไม่ เพียงเพื่อหวังเพิ่มคะแนนนิยมให้ตัวเอง” นายธนกรกล่าว
ด้านนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ กล่าวถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์รายการ "ครม.พบประชาชน" เป็นเพราะรัฐบาลได้รับความนิยมลดลงว่า เป็นอาการดิ้นพล่านด้วยความหวาดกลัวของคนพรรคประชาชน เนื่องจากรัฐบาลกำลังเดินหน้าทำงานอย่างจริงจัง ทั้งการปราบปรามการทุจริต การกวาดล้างนอมินีต่างชาติ เรื่องสีเทา ยาเสพติด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ออกมาโชว์ผลงานเป็นรูปธรรม สวนทางกับพรรคประชาชนที่ไม่มีผลงานชิ้นโบแดง นอกจากพฤติกรรมแบบเด็กเลี้ยงแกะ ปั้นน้ำเป็นตัวสร้างวาทกรรมปลุกปั่นกระแสไปวันๆ จนประชาชนเอียนและเบื่อหน่ายเต็มที
เขากล่าวว่า การออกมาดิสเครดิตรัฐบาลจึงเป็นเพียงเกมเบี่ยงเบนความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องฮั้ว สว. ที่ไม่มีหลักฐานไปถึงแกนนำพรรค แถมยังมีการนำสำนวนที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ จนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่างๆ และเสี่ยงต้องรับโทษจำคุกในอนาคต
รวมไปถึงวิบากกรรมของคนในพรรคที่กำลังจ่อโดนดำเนินคดีเป็นรายคน ผ่านกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นคดีฟอเร็กซ์ ที่ สส.ในพรรคกำลังถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษจ่อส่งสำนวนฟ้องอัยการในเดือนกันยายนนี้ และคดีนอมินีทุนต่างชาติของ สส.เขต ที่มีกำหนดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงในวันที่ 7 กันยายนนี้
“วิบากกรรมเหล่านี้กำลังทำลายภาพลักษณ์ของพรรคที่อ้างเป็นของคนรุ่นใหม่ และทำงานการเมืองสร้างสรรค์ และพยายามบอกว่าพรรคมีแต่คนซื่อสัตย์สุจริตเป็นจุดขาย แต่สุดท้ายไม่ได้เป็นเช่นนั้น จนหมดสิ้นความน่าเชื่อถือ” นายวัชรพงศ์กล่าว
เริ่มมีความเคลื่อนไหว
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในเดือนกันยายนว่า ได้รับข้อมูลจากมวลชนหลายกลุ่มว่า เริ่มมีความเคลื่อนไหว และมีความเป็นไปได้ที่จะมีกิจกรรมหรือการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นภายในเดือนกันยายน ขณะที่บางกลุ่มได้ประกาศทิศทางความเคลื่อนไหวต่อสาธารณะแล้ว
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาไม่ได้มีเพียงการชุมนุม แต่เป็นช่วงที่แรงกดดันหลายด้านกำลังมาบรรจบกัน ทั้งการตรวจสอบทางการเมือง คดีและกระบวนการทางกฎหมายที่สังคมจับตา รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และภาระหนี้ของประชาชน หากปล่อยให้สะสมโดยไม่มีคำตอบ ก็อาจกลายเป็นเชื้อไฟทางการเมืองได้
เขาเตือนว่า รัฐบาล ฝ่ายการเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่ประมาท แต่ก็ไม่ควรตื่นตระหนก รัฐบาลต้องไม่มองประชาชนที่เห็นต่างเป็นศัตรู ประเทศไทยผ่านบทเรียนความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนนมาแล้วหลายครั้ง และผลกระทบสุดท้ายตกอยู่กับประชาชน เศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของประเทศ
ทั้งนี้ การใช้สิทธิชุมนุม ตราบใดที่ไม่ก่อความเดือดร้อน วุ่นวาย หรือสร้างความเสียหาย ถือเป็นสิทธิที่รัฐบาลต้องรับฟัง ขณะเดียวกัน ผู้จัดการชุมนุมต้องไม่ปล่อยให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่ หรือสร้างเงื่อนไขนำไปสู่การเผชิญหน้า
“ข้อเรียกร้องที่นำไปสู่การชุมนุม มีทั้งกรณีคนบางกลุ่ม บางชาติ แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในประเทศไทย ปัญหาทุนเทา อาชญากรรมข้ามชาติ นอมินี และผู้มีอิทธิพล ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประเทศและเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องตรวจสอบตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นสงครามกล่าวหาทางการเมือง ทุนเทาต้องจัดการด้วยกฎหมาย กฎหมายต้องไม่มีสี ความยุติธรรมต้องเท่าเทียม และต้องไม่มีสองมาตรฐาน” นายพร้อมพงศ์กล่าว
นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า ทุกการชุมนุมสิ่งที่น่าหวั่นใจคือเหตุแทรกซ้อน เมื่อมวลชนจำนวนมากรวมตัวท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่สูง ย่อมมีความเสี่ยงที่บุคคลหรือกลุ่มที่ไม่หวังดีอาจฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ ทำให้การชุมนุมโดยสงบบานปลายได้
ม็อบอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นบนถนน
“ขอย้ำว่า ไม่ได้กล่าวหาว่ามีกลุ่มใดเตรียมก่อเหตุ แต่บทเรียนในอดีตชัดเจน เราต้องป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไม่ปล่อยให้มีมือที่สามเข้ามาแทรกแซง ขยายความขัดแย้ง ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยตามหาผู้รับผิดชอบ” นายพร้อมพงศ์กล่าว
นายพร้อมพงศ์เสนอ 4 เรื่องเร่งด่วน ก่อนสถานการณ์การเมืองจะร้อนแรงขึ้น ประกอบด้วย 1.รัฐบาลต้องฟังก่อนปัญหาลงถนน เรื่องใดตอบได้ต้องรีบตอบ เรื่องใดมีข้อสงสัยต้องเร่งตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ความไม่พอใจสะสมจนประชาชนรู้สึกว่าไม่มีช่องทางอื่นในการส่งเสียง
2.เรื่องที่สังคมสงสัยต้องตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับรัฐบาล ฝ่ายค้าน นักการเมือง กลุ่มทุน หรือบุคคลใด หากผิดต้องดำเนินคดี แต่หากไม่มีหลักฐานก็ต้องให้ความเป็นธรรม
3.ป้องกันเหตุแทรกซ้อน เจ้าหน้าที่และผู้จัดการชุมนุมต้องมีช่องทางประสานงานที่ชัดเจน เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความอดกลั้นและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม ได้สัดส่วน ขณะที่ผู้จัดการชุมนุมต้องป้องกันไม่ให้ผู้ที่จ้องสร้างสถานการณ์เข้ามาปะปนกับประชาชนที่ใช้สิทธิโดยสงบ
4.รัฐบาลต้องเร่งสร้างผลงาน ลดเชื้อไฟจากปัญหาปากท้อง ทั้งค่าครองชีพและค่าพลังงานที่สูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนสัมผัสทุกวัน หากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจมาบรรจบกับความไม่พอใจทางการเมือง ความตึงเครียดก็อาจขยายตัวและลุกลามได้
“ม็อบอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นบนถนน แต่ต้นเหตุของความไม่พอใจอยู่ที่การบริหารจัดการของรัฐบาล ปัจจัยสำคัญคือการกินดีอยู่ดีของประชาชนและเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องดับไฟ 2 กองพร้อมกัน คือไฟความเดือดร้อนจากความเป็นอยู่ของประชาชน กับไฟความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยผลงาน ความโปร่งใส และการใช้กฎหมายที่เท่าเทียม หวังว่าเดือนกันยายนควรเป็นเดือนที่ทุกฝ่ายร่วมดับไฟ ร่วมกันแก้ไข พร้อมกับเสนอทางออกให้กับประเทศ” นายพร้อมพงศ์กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รับพลทหารอาสา เปิด1.8หมื่นอัตรา
ทบ.รับนโยบาย กห. เปิดรับสมัคร “พลทหารอาสา” ปี 2570 จำนวน 18,784 อัตรา สมัครใจรับราชการ 4 ปี เลือกผลัด-หน่วยได้ทั่วประเทศ พร้อมสิทธิประโยชน์และโอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพ
ทรงช่วยชาวเนปาล
"ในหลวง-พระราชินี" พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือชาวเนปาลในเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยกองทัพอากาศดำเนินการจัดส่ง
ฝ่ายค้านจ่อซักฟอก-ม็อบก่อหวอด จุดเปลี่ยน'รัฐบาลสีน้ำเงิน'
วันที่ 6 ก.ย.นี้ ครบ 5 เดือนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
นายกฯลงนาม เนรเทศชาวยิว
"อนุทิน" ลงนามคำสั่งเนรเทศ "ยาคอฟ โอฮะยอน" ชาวอิสราเอลออกนอกราชอาณาจักร หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาผิด ม.392 ฐานขู่เข็ญทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ
'อนุทิน' ลั่นใครเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่นโดนหมด แนะมีหลักฐานยื่น ป.ป.ช.
นายกฯ ยันไม่มีอิทธิพลการเมืองแทรกสอบทุจริตท้องถิ่น หากมีหลักฐานพาดพิงรัฐมนตรีให้ส่ง ป.ป.ช.ตรวจสอบ ชี้รัฐบาลตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้ว
'อนุทิน' เลื่อนวงข้าว ครม. บินนอร์เวย์ภารกิจสำคัญ ยังไม่เคาะนัดใหม่
นายกฯ แจงเหตุเลื่อนนัดกินข้าว ครม. 6 ก.ย. หลังต้องเดินทางนอร์เวย์ในนามรัฐบาลไทย ย้ำไม่เกี่ยวสถานการณ์การเมืองหรือกระชั

