สส.ส้มไล่บี้กกต. สนธิขู่ม็อบใหญ่ ถ้าสวนทางปชช.

“สนธิ” ขู่นัดชุมนุมใหญ่หากมติ กกต.ปมเลือก สว.ค้านสายตาประชาชน ด้าน “กมธ.ส้ม” จี้ กกต.สั่งฟ้อง แนะเสนอศาลฎีกาสั่งผู้กระทำผิดหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเปิดพิรุธกระบวนการสอบช่วย 229 ผู้ถูกกล่าวหา "สมชัย"  ชี้มีนักการเมือง 6 คนส่งสัญญาณอาการหนักในคดี ยกหลักฐานคุยโทรศัพท์ถี่โชว์

ที่รัฐสภา วันที่ 10 ก.ย.2569 เครือข่ายนิสิตนักศึกษาและภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.) และขอให้ศึกษาทบทวนเพื่อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับระบบวุฒิสภา (สว.) เนื่องจากเครือข่ายฯ มีความกังวลต่อระบบการได้มาซึ่ง  สว.ตามกติกาปัจจุบัน โดยมีผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำทุจริตในการเลือก สว.ปี 2567 ถึง 229 คน จำนวนนี้มี สว.ปัจจุบันถึง 138 คน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 2 ใน 3

ด้านนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า ขอเรียกร้องต่อ กกต. ตรวจสอบการโกงเลือก สว. คือ 1.วันที่ 14 ก.ย.69 กกต.ต้องมีมติดำเนินการสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงการเลือก สว. ตามความเห็นของคณะไต่สวนและสอบสวนชุดที่ 26  เพื่อป้องกันปัญหาและผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง สว.และ กกต. และให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา

2.ในการสั่งฟ้อง สว.และผู้ที่เกี่ยวข้อง กกต.ต้องทำคำร้องเพิ่มเติมด้วยว่า ให้ สว.ที่ถูกสั่งฟ้องยุติปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจาก สว.ชุดปัจจุบันมีอำนาจทางการเมืองสูง เช่น การชะลอกฎหมายจาก สส. หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงผู้บริหารระดับสูง เช่น ประธานศาลปกครองสูงสุด หาก สว.ที่ขาดความชอบธรรมในกระบวนการการได้มาใช้อำนาจต่อไป ย่อมจะกระทบต่อความชอบธรรมทางการเมืองในภาพรวม

3.ภายหลัง กกต.มีมติสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง  สว.หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้าน กกต.ต้องแถลงรายละเอียด เพื่อให้สาธารณชนและสื่อมวลชนได้สอบถามถึงที่มาที่ไปของมติดังกล่าว หาก กกต. ไม่ได้ดำเนินการสั่งฟ้อง สว. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด อนุ กมธ.จะทำความเห็นเสนอต่อ กมธ.กิจการศาลฯ เพื่อผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การได้มาซึ่ง สว. ในประเด็นผู้มีอำนาจยื่นฟ้องคดีทุจริตต่อศาลฎีกา เพื่อให้สิทธิแก่ผู้ที่พบเห็นการทุจริตมีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยตรงต่อไป

ทางด้านคณะอนุ กมธ.พิจารณาศึกษากระบวนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป พ.ศ.2569 และการเลือก สว. พ.ศ.2567 ซึ่งนำโดยนายภัณฑิล น่วมเจิม ในฐานะรองประธานอนุ กมธ. คนที่ 1 และนายเอกศักดิ์ หอมชื่น สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานอนุ กมธ. คนที่ 2 ร่วมกันแถลง

นายเอกศักดิ์กล่าวว่า วันที่ 14 ก.ย.2569  เป็นวันที่ กกต.นัดประชุมเพื่อลงมติชี้ชะตาว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงในการเลือก สว.หรือไม่  ทั้งนี้ จากข้อมูลของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 26 ของ กกต. ที่ปฏิบัติงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบพยานหลักฐานและคำให้การของพยานมากกว่า 700 ปาก สำนวนหนากว่า 80,000 หน้า  ซึ่งเห็นควรให้สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 229 คน ซึ่งแบ่งเป็น สว. 138 คน เครือข่ายผู้สมัคร 50 คน  สส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน  และทีมงานอีก 20 คน อย่างไรก็ตาม อนุ กมธ.พบความผิดปกติในกระบวนการตรวจสอบหลายประการที่อาจนำไปสู่การไม่สั่งฟ้องในที่สุด

นายปัญจมพงศ์ เสริมสวัสดิ์ศรี อนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ความผิดปกติประการแรก คือ การตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีที่มาขัดต่อระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 ข้อ 74 ที่กำหนดให้บุคคลในคณะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ปรากฏว่ากรรมการในชุดนี้มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องอย่างชัดเจน อาทิ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมควบคุมประพฤติ  เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นบอร์ดการประปานครหลวง ในสมัยที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น รมว.มหาดไทย นอกจากนี้ การตั้งคณะอนุกรรมการฯ  คณะที่ 36 เป็นการหลีกเลี่ยงระบบเวียนสำนวนที่เดิมมีอยู่ 35 คณะ ซึ่งระบบนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันการวิ่งเต้นหรือแทรกแซงคดี

นายปัญจมพงศ์กล่าวอีกว่า การทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 พบข้อย้อนแย้งในการพิจารณาที่อ้างว่าสำนวนมีความซับซ้อนจนต้องขอเบี้ยประชุมเพิ่มเป็นเดือนละ 8 ครั้ง แต่ในการปฏิบัติจริงกลับใช้เวลา 95 เปอร์เซ็นต์ ไปกับการฟังเลขานุการสรุปสำนวนโดยไม่มีการเรียกพยานหรือชุดไต่สวนเดิมมาสอบถามเพิ่มเติม  โดยเฉพาะการพิจารณาส่วนของนักการเมือง 22  คน กลับใช้เวลา 2 นัด รวม 4 ชั่วโมงครึ่ง หรือเฉลี่ยเพียงคนละ 12 นาทีเศษ ทั้งที่มีหลักฐานความเชื่อมโยงที่น่าสงสัย อาทิ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยบางคนโทรศัพท์หาผู้สมัคร สว. 58 ครั้ง หรือมีหลักฐานการโทรศัพท์ของ สส.บางคน จำนวน 101 ครั้ง และโทรศัพท์หาผู้สมัคร สว.ในจังหวัดตัวเอง 50 ครั้ง ซึ่งต่อมาบุคคลเหล่านั้นได้รับเลือกเป็น สว. นอกจากนี้ยังมีการวางแนวทางพิจารณา 4 ข้อที่ตีความกฎหมายในวงแคบ ทำให้กลุ่มที่สมัครแบบ “พลีชีพ” เพื่อโหวตให้คนอื่น หรือผู้ที่อ้างว่าไม่รู้เห็นกับการที่มีคนมาโหวตให้ หลุดพ้นจากการกระทำความผิด ซึ่งส่งผลให้กลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังไม่มีความผิดไปด้วย

นายปัญจมพงศ์กล่าวว่า กกต.เสียงข้างมาก 4 ใน 7 คน มาจากการเห็นชอบของ สว.ชุดปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่า “สว.สีน้ำเงิน” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย รายชื่อทั้ง 4 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์, นายอนันต์ สุวรรณรัตน์, นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร โดยพบข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต อาทิ นายอนันต์ เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุคของ รมว.เกษตรฯ ที่มาจากพรรคภูมิใจไทย, นายณรงค์ รักร้อย เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี และสนิทสนมกับเครือข่ายนักการเมืองใน จ.อุทัยธานี และนายจิรุตม์ ในฐานะอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย  ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีบริษัทเครือข่ายของตระกูลชาญวีรกูล เป็นคู่สัญญา อีกทั้งกระบวนการสรรหา กกต. ถูกตั้งคำถาม เนื่องจากมีกรรมการสรรหาบางคนที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นหรือเคยทำงานใกล้ชิดกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย

 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องฮั้ว สว. โดยระบุว่า “มีกี่คนอาการหนัก ในฝ่ายการเมือง 22 คนของคดีฮั้ว สว.” การได้อ่านรายงานการประชุมครั้งที่ 7/2569 และ 8/2569 ของอนุฯ วินิจฉัยชุด 36 ทำให้เห็นว่ามีหลายกรณีที่ “เป็นเหตุอันควรสงสัย” ว่าจะมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 76 วรรคแรก ความเข้มของความผิดนั้น ขอใช้ตัวชี้วัดแบบง่ายๆ คือ ความถี่ในการกระทำ เช่น จำนวนรายของผู้สมัคร สว.ที่โทรหากัน จำนวนครั้งของการโทรศัพท์ จำนวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพราะในรายละเอียดว่าเนื้อหาที่โทรหนักเบาอย่างไร ในรายงานไม่มีบอก เมื่อเอาแว่นของอดีต กกต.ไปมอง แบบปล่อยๆ จาก 22 ราย ผมว่าต้องมีเหตุควรสงสัยอย่างน้อย 6 ใน 22 ราย

ขณะที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงรูปแบบการนัดชุมนุมในวันที่ 14 ก.ย.ว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังมีวิกฤตสองช่วง คือในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.ที่ กกต. 5 คน ที่สมาชิกวุฒิสภาฝ่ายสีน้ำเงินเป็นคนเลือกมา คาดการณ์ว่าจะมีมติ 5:2 เพราะฉะนั้นวันที่ 14 ก.ย. จะเป็นวันชี้ชะตาอีกวันหนึ่งของนายอนุทิน และรัฐบาลชุดนี้ หากผลออกมาสวนทางกับสิ่งที่ประชาชนเห็น ตนนัดชุมนุมแน่นอน ไม่วันที่ 18 ก.ย.ก็วันที่ 19 ก.ย.นี้ และวันที่ 28 ก.ย. เป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องตัดสินใจว่าการเลือกตั้งโมฆะหรือไม่

นายสนธิกล่าวอีกว่า กกต.ที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ขนาดหลักฐานไม่ค่อยมีก็ยังส่ง กลับกันในเรื่องที่มีหลักฐานแน่น ก็ไม่ส่ง ฉะนั้น กกต. 5 คนต้องติดคุกไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะเขาสามารถฟ้องและเอาอดีตที่เคยทำตัวอย่างมาเปรียบเทียบว่าเคยส่งเรื่องพวกนี้ไปให้ฟ้อง แต่พอถึงตอนนี้ส่งไปเพราะอะไร.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สนธิ-คปท.' บุกสถานทูตอิสราเอล ยื่น 4 ข้อ จี้คุมพลเมือง-เปิดตรวจที่ดิน 'ชาบัด'

“สนธิ-คปท.-มวลชน ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงทูตอิสราเอล เรียกร้อง 4 ข้อ คุมพลเมืองเคารพกฎหมายไทย ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด เปิดทางตรวจสอบการถือครองที่ดิน