ฉลุย! มติสภาไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.งบ 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 3 เห็นด้วย 338 เสียง ไม่เห็นด้วย 144 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง หลังลากยาว 4 วัน “ปชน.-ปชป.” ดาหน้าถล่ม “กกต.” ปมฮั้ว สว.เละ “ไอติม” ซัดไร้ประสิทธิภาพ สนับสนุนอาชญากรรมประชาธิปไตย “ไอซ์” บอกพวกปากว่าตาขยิบ แนะเช็กตั๋วบินไปบุรีรัมย์ เตือนระวังถูกเช็กบิลย้อนหลัง “มาร์ค” บอกวิกฤตศรัทธาพุ่ง “ศุภชัย" โต้ฟ้อง 229 คดีฮั้ว สว. ผลไม้พิษยัดไส้ล้มภูมิใจไทย ย้อน กกต.เมินสอบสายสีส้ม ลั่น 14 ก.ย. อาจจะช็อกมากกว่านี้ “โสภณ” เลื่อนถกญัตติไฟใต้-รายงาน กกต.ไปสัปดาห์หน้า
ที่รัฐสภา วันที่ 10 ก.ย.2569 เวลา 09.40 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่สี่ ซึ่งขยายจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 3 วัน มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานการประชุม โดยเข้าสู่มาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลสำนักนายกรัฐมนตรี
น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายปรับลดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เนื่องจากเห็นว่าชุดอุปกรณ์เก็บกู้วัตถุระเบิด สตช.ได้จัดหา 50 ชุด ราคาชุดละ 6 แสนบาท รวมวงเงิน 30 ล้านบาท ราคาสูงกว่าที่อื่นมากถึง 15 เท่า ไม่ใช่ส่วนต่าง 10 หรือ 20%
เวลา 10.20 น. น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. อภิปรายงบ สตช. ในส่วนการขอจัดซื้ออุปกรณ์ดำน้ำ ของกองต่อต้านการก่อการร้าย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ หรือ บก.ปพ. จำนวน 1 ชุด ราคา 3.4-3.5 ล้านบาท ถือว่าผิดปกติ เพราะเป็นราคาเพียง 1 ชุด ซึ่งคนดำน้ำจะรู้ว่าอุปกรณ์ดำน้ำต่อให้ใช้ยี่ห้อที่หรูที่สุดแพงที่สุดเต็มที่ 1 ชุดไม่เกิน 2-3 แสนบาท
เวลา 10.43 น. นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายงบตำรวจชายแดนใต้ วงเงิน 1,742 ล้านบาท โดยในช่วงท้ายนายรอมฎอนได้อภิปรายพร้อมขึ้นสไลด์ตัวเลข “229" ระบุว่า ขอตัดงบประมาณเชิงสัญลักษณ์ 229 บาท เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณางบในครั้งถัดไป จะมีการใส่ใจต่อสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และประวัติของเทคโนโลยีที่ใช้
ที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 27 ด้วยคะแนน 270 ต่อ 124 เสียง งดออกเสียง 26 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
จากนั้น เวลา 11.45 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ประธาน แจ้งต่อที่ประชุมว่า การอภิปรายงบฯ จะจบในวันนี้ และเวลาของฝ่ายค้าน 6 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลพยายามใช้เวลาจำกัดเท่าที่ประธานวิปจะไปบริหาร ถ้ามีการประท้วงก็ขอให้เป็นดุลพินิจของประธานว่ายุติตามดุลพินิจของประธาน ซึ่งเราได้ข้อตกลงว่าจบงบประมาณ 19.00 น.
“ในวันที่ 11 ก.ย. ไม่มีการประชุม แต่จะเพิ่มประชุมนัดพิเศษในสัปดาห์หน้าและสัปดาห์ถัดไป สัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่เร่งด่วน โดยการประชุมสัปดาห์หน้ามีเรื่องจำเป็นต้องให้จบ คือ ญัตติภาคใต้ และรับทราบรายงานของ กกต.” ประธานสภาฯ ระบุ
ต่อมาเวลา 11.50 น. เข้าสู่มาตรา 28 จังหวัดและกลุ่มจังหวัด วงเงิน 4.27 พันล้านบาท มีสมาชิกอภิปรายเพียงคนเดียว ก่อนที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 273 เสียง ไม่เห็นด้วย 115 เสียง งดออกเสียง 25 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เช่นเดียวกับมาตรา 29 งบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 7.37 หมื่นล้านบาท
กระทั่งเวลา 12.43 น. เข้าสู่มาตรา 30 หน่วยงานของรัฐสภา ในส่วนสำนักเลขาธิการวุฒิสภา งบประมาณโครงการส่งเสริมประชาธิปไตย 714.6 ล้านบาท นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคปชน. อภิปรายตอนหนึ่งระบุว่า ขออย่าใช้งบประมาณฟอกขาวตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย อย่าแอบอ้างประชาธิปไตยแบบพร่ำเพรื่อในการใช้เขียนโครงการ ทั้งที่ไม่เคยพิสูจน์ได้ว่าประชาชนได้อะไรจากการมี สว.
จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับมาตรา 30 รัฐสภา เห็นชอบ 271 เสียง ไม่เห็นด้วย 124 เสียง งดออก 46 เสียง ไม่ลงคะแนน 7 เสียง
‘ส้ม-ฟ้า’ บี้ กกต.ถล่มฮั้ว สว.
เวลา 13.15 น. เข้าสู่มาตรา 31 งบของหน่วยงานศาล โดย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. ขอตัดลดงบประมาณในหลักสูตรอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) 7,915,000 บาท เพราะสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือคนระดับสูง 52 คน มาเจอกันมาใช้ภาษีประชาชนไปแฮงก์เอาต์ แล้วกลายเป็นเครือข่ายระดับสูงของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งนายกฯ อนุทิน สว. ทหารระดับนายพลระดับสูง ตำรวจ อัยการ ศาล ผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรม นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ก็เรียน หรือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ก็เรียนหลักสูตรนี้
จากนั้นที่ประชุมลงมติมตรา 31 เห็นด้วย 272 เสียง ไม่เห็นด้วย 122 เสียง งดออกเสียง 47 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
เวลา 13.35 น. เข้าสู่มาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ วงเงิน 7.85 พันล้านบาท นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายตอนหนึ่งว่า กกต.ของบ 2,700 ล้านบาท เพื่อให้กระบวนการเลือกมีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับในความสุจริตและเที่ยงธรรม แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของ กกต.ที่ผ่านมา ไม่มั่นใจว่างบประมาณที่กำลังจะอนุมัติให้ กกต.จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย
นายพริษฐ์กล่าวว่า บทบาทของ กกต. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับกรณีการโกง สว. ซึ่งเป็นขบวนการโกงที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต.อย่างโจ่งแจ้ง และเป็นประเด็นที่สังคมกังวลใจว่า 4 วันข้างหน้า กกต.จะลงมติตัดตอนไม่ให้เรื่องไปถึงศาลหรือไม่ เมื่อตนได้รับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับขบวนการนี้ เริ่มมีความกังวลใจว่า กกต.หรือบางส่วนของ กกต. รู้เห็นเป็นใจกับขบวนการโกง สว.ตั้งแต่แรก
นอกจากนี้ นายพริษฐ์ได้อภิปรายย้อนลำดับเหตุการณ์กระบวนการเลือก สว.และเส้นทางการโกง สว. รวมทั้งผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 สรุปให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน และ 21 คน เป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรค ภท. ก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดและข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ออกมาปกป้อง
“อนุกรรมการวินิจฉัยที่ยกคำร้องให้ตรงกับธงทางการเมือง หรือแม้แต่เบี้ยประชุมในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยตัดไปเลยก็ได้ ถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สายก็ได้คำตอบเดียวกัน ไม่รู้ว่าวันที่ 14 ก.ย.นี้ กกต.จะตัดสินใจตามคณะอนุฯ วินิจฉัยที่ 36 หรือไม่ แต่หากยังทำแบบนี้ ผมเห็นว่า กกต.ไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจได้ว่า งบประมาณที่สภาจะอนุมัติจะไม่กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย” นายพริษฐ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการอภิปรายของนายพริษฐ์ มี สส.ภท.ประท้วงเป็นระยะ อาทิ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา, นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ และนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ โดยขอให้นายพริษฐ์อภิปรายอยู่ในประเด็นของการพิจารณางบประมาณวาระ 2 ซึ่งนายศุภชัยประท้วงด้วยว่า สิ่งที่นายพริษฐ์กำลังพูดเป็นเนื้อหาของสำนวนที่เป็นความลับ แต่ถูกนำมาเผยแพร่ ทำให้ประธานขอให้นายพริษฐ์อภิปรายอยู่ในประเด็น
เวลา 16.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายขอตัดงบ 10 % ว่า สถาบันพระปกเกล้าได้สำรวจความคิดเห็น ความเชื่อมั่น ความศรัทธา ในองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางการเมืองปรากฏว่า กกต.ได้รับความน่าเชื่อถือต่ำ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เพราะปัญหาเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม แต่เหตุใดจึงไม่มีความเชื่อมั่นใจกระบวนการตรงนี้ คดีฮั้ว สว.ต้องกลับมาดูว่าอำนาจ กกต.ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริตให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา นี่คือสิ่งที่ กกต.ต้องทำ
น้ำเงินลั่น 14 ก.ย.อาจมีช็อก
เวลา 16.22 น. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายงบของ กกต.ตอนหนึ่ง ได้โชว์รูปพร้อมชื่อของหญิงคนหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า ถ้าได้ติดตามข่าวมีกรณีของคุณญาณี ที่ปรากฏในรายงาน กกต.ว่าเป็นผู้ที่โอนเงิน 13 ครั้ง เป็นจำนวน 860,000 บาทให้แก่นายสุรชัย ซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายสืบสวนของ กกต. ซึ่งการโอนเงินนี้อยู่ในระหว่างวันที่ 7-22 เม.ย.2567 ซึ่งเป็นการคาบเกี่ยวกระบวนการเลือก สว. ประชาชนเห็นเส้นเงิน ถูมือแล้วบอกว่าโดนแน่ทั้งคนให้และคนรับ แต่ปรากฏว่าเลขาฯ กกต.ได้ออกมาชี้แจงว่า เงินจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สส. ไม่ได้เกี่ยวกับการเลือก สว.
"ดิฉันสงสัยจริงๆ ว่าทำไม กกต.ถึงเชื่อคนง่าย และเมื่อไม่นานนี้ก็ปรากฏว่ามีการโทร.หาเลขาฯ กกต. 39 วินาที ดิฉันเป็น สส.มา 4 ปี ยังไม่มีเบอร์เลขาฯ กกต. เลขาฯ ป.ป.ช. หรือเลขาฯ สภาเราด้วยซ้ำ แต่ท่าน สว.บุรีรัมย์ท่านนี้โทร.หาท่านแสวง 39 วินาที ซึ่งประชาชนก็สงสัยว่าท่านโทร.คุยอะไรกัน ท่านปราณีตได้แจ้งเบาะแสการโกง สว.หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าประชาชนต้องเอามาพิจารณาในบริบทนี้ หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า สว.ท่านนี้เป็นอดีตคนขับรถของปู่ชัย ชิดชอบ ดิฉันถึงต้องตั้งข้อสังเกตว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่" น.ส.รักชนกกล่าว
สส.ปชน.รายนี้ระบุว่า กกต.ต้องทบทวนข้อสังเกตที่ตนกล่าวตั้งแต่ตน ไม่ใช่ประพฤติตัวให้ประชาชนสงสัยว่าท่านทำตรงข้ามกับการต่อต้านการทุจริต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากร อาชญากรรมสีน้ำเงิน แผนส่งเสริมประชาธิปไตย โดยตั้งคำถามว่าจะส่งเสริมไปทำไม ในเมื่อ กกต.ปากว่าตาขยิบ ถ้า กกต.เองยังไม่สามารถที่จะทำในสิ่งที่ได้เขียนเอาไว้ในแต่ละโครงการได้
“อยากจะให้ กกต. หรือ ป.ป.ช. ไปตรวจสอบตั๋วเครื่องบินของคนที่กำลังจะแต่งตั้งโยกย้ายแล้วมาอยู่ในตำแหน่งสูงๆ ว่าในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีการตีตั๋วไปที่บุรีรัมย์จริงหรือไม่ และการไปบุรีรัมย์นี้อาจเป็นเหตุผลที่ว่า ที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในวันนั้น อาจจะไม่ได้ไปสวัสดีนายกรัฐมนตรีก็ได้ อาจจะต้องไปบุรีรัมย์ด้วยเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งหรือไม่ เป็นการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่จะขึ้นตำแหน่งใหญ่โตต้องไปบุรีรัมย์หรือไม่ อยากจะทิ้งท้าย ท่านต้องระวัง อำนาจเป็นของที่ไหลลื่นได้ และวันหนึ่งถ้าไม่มีอำนาจคุ้มกะลาหัวขึ้นมา อาจจะต้องถึงวันที่ท่านโดนเช็กบิล ทำอะไรไว้ ระวังสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ มันจะย้อนกลับมาในอนาคต" สส.ปชน.ระบุ
จากนั้น เวลา 16.41 น. นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. อภิปรายว่า มีคนตั้งธงให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ตามสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ทั้งนี้ การทำคดีดังกล่าวมีธงตั้งแต่ต้น และตนตรวจสอบแล้วพบว่าคนร้องเป็นกลุ่มผู้สมัคร สว.ที่เป็นอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ และที่ปรึกษาหน้าห้องกระทรวงหนึ่ง ทั้งนี้ในข้อกล่าวหาทราบหรือไม่ว่า ทั้ง 229 คนนั้นมีเนื้อหาเหมือนกัน เขียนบนกระดาษแผ่นเดียว และใช้วิธีเปลี่ยนชื่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่วิธีการที่ไม่เกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้น มีโทษจำคุก สิ่งเหล่านี้เป็นข้อกล่าวหา บอกว่าต้องสั่งฟ้อง 229 คน แบบเหวี่ยงแหฟ้องทุกคน ไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม ต้องพิจารณาคนกระทำผิดว่าพฤติกรรมเข้าองค์ประกอบตามกฎหมายหรือไม่
นายศุภชัยกล่าวว่า คดีที่เกิดขึ้น ตนทราบว่ามีกันคนไว้เป็นพยาน เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะหาก กกต.สอบสวนไม่เคยกันใครเป็นพยาน แต่สำนวนคดีที่เปิดเผยกันนั้นระบุเลขรหัสพยาน ซึ่งเป็นขั้นตอนของดีเอสไอ และในสำนวนมีรายละเอียดที่น่ากลัวและหนักมากๆ แต่ไม่เคยถูกเปิดสำนวนด้านนี้ คือคดีดังกล่าวมีการข่มขู่เพื่อใส่ร้ายบุคคล คือมีบุคคลคนหนึ่งยืนยันว่ารัฐบาลมีแผนจะใช้ดีเอสไอและ สตช.เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายการเมืองและพรรคภูมิใจไทย เตรียมสร้างพยานหลักฐานใส่ร้าย ซึ่งระบุอีกว่าให้ซัดทอดเพื่อทำคดีนี้ และจะถูกรับรองความปลอดภัย กันตัวเป็นพยาน
"แบบนี้ไม่ใช่ดีลเพื่อความยุติธรรม แต่เป็นผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ ผลคือใช้การไม่ได้ เพราะหลักกฎหมายต้องพิสูจน์ มีเหตุมีผลพอว่าคนนั้นกระทำผิด ทั้งสำนวนเป็นสำนวนที่เป็นพิษ ที่มาจากการข่มขู่พยาน สิ่งที่ห่วงคือ วันที่ 14 ก.ย. คดีจะช็อกมากกว่านี้ เพราะเต็มไปด้วยพิษ เรื่องนี้อยู่ในสำนวน แต่ไม่หยิบมาพูด หากไม่มีวาระซ่อนเร้น ทั้งหมดหวังมุมการเมืองจะล้ม สว.ได้หรือไม่ ไม่เป็นไร ขอให้ล้มพรรคภูมิใจไทยให้ได้" นายศุภชัยกล่าว
ฉลุยสภาฯ ผ่านงบ 70 วาระ 3
สส.พรรค ภท. กล่าวว่า มีเรื่องที่ตนมองว่า กกต.ละเลยคือ กรณีที่โยงสำนวนของดีเอสไอเข้ามาในคดี ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ทั้งนี้ ตนพยายามอยู่เฉย แต่ท่านกลับยื่นเรื่องสอบคนพรรคภูมิใจไทยเข้ามาแตะเรื่องนี้เพราะความเชื่อ ขณะที่กรณีเอกสารสำนวนคดีที่ถูกเปิดเผย แต่ กกต.ไม่ดำเนินคดีกับคนที่นำมาเปิดเผย
“การที่อ้างว่ามีฮั้วหรือโกง สว. ทำกันหมด จัดเพื่อเจอกัน สีส้มมีคุยที่จิมทอมป์สัน ตลาดนัด สว. ห้องจูปิเตอร์ โรงแรมใกล้สนามบินดอนเมือง มีอดีตผู้สมัคร สว. ขบวนการฮั้วสายสีส้มที่ กกต.ละเลย ที่มุ่งเป้า 229 คน ที่เกิดขึ้นเพราะมีกระบวนการข่มขู่ล้มพรรคภูมิใจไทย ในคืนหมาหอน ที่ห้อง 406 โรงแรมแถวสนามบินดอนเมือง มีสายเงิน ชุมนุมเต็มห้อง สีส้ม ห้องจูปิเตอร์ ใครจ่ายเงิน ไม่ได้ลงขันใส่กล่อง มีตัวตน จัดเลี้ยงหรือไม่ กกต.ทำไมไม่ทำ” สส.พรรค ภท.ระบุ
เวลา 17.00 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ป.อภิปรายว่า ขณะนี้องค์กรอิสระกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง หากปล่อยให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพลกินรวบทั้ง สส., สว.และองค์กรอิสระ จะนำไปสู่หายนะของประเทศอย่างแท้จริง ในวันที่ 14 ก.ย.ถือเป็นโอกาสสำคัญและโอกาสเดียวของ กกต.ที่จะกอบกู้ศรัทธาของประชาชน ด้วยการยึดหลักกฎหมายและส่งสำนวนคดีการโกง สว.ให้ศาลพิจารณาชี้ขาดต่อไป
จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 32 ด้วยคะแนน 277 เสียง ไม่เห็นด้วย 137 เสียง งดออกเสียง 53 เสียง ไม่ลงคะแนน 4 เสียง
ต่อมาเวลา 18.00 น. การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2 รายมาตรา ตั้งแต่มาตรา 33 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 34 หน่วยงานอื่นของรัฐ มาตรา 35 สภากาชาดไทย มาตรา 36 ส่วนราชการในพระองค์ มาตรา 37 แผนงานบูรณาการ มาตรา 38 รายจ่ายแผนบุคลากรภาครัฐ มาตรา 39 ทุนหมุนเวียน มาตรา 40 แผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ และมาตรา 41 รายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง ที่เป็นมาตราสุดท้าย การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมี กมธ.และ สส.อภิปรายให้ความเห็นเพียงไม่กี่คน และบางมาตราไม่มีผู้ประสงค์อภิปรายเลย การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น ใช้เวลาอภิปรายทั้ง 9 มาตรา รวมเกือบ 3 ชั่วโมง
ภายหลังที่สมาชิกอภิปรายวาระ 2 ครบถ้วนทั้ง 41 มาตราแล้ว จากนั้นเวลา 20.36 น. ที่ประชุมลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบรายจ่ายปี 2570 ในวาระ 3 ด้วยคะแนน เห็นด้วย 338 ไม่เห็นด้วย 144 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนี้จะส่งเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) พิจารณาต่อไปในวันพรุ่งนี้ (11 ก.ย.) ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พิพัฒน์ท้า‘ลิซ่า’ ให้เปิดหลักฐาน ไม่สอบก็ได้บรรจุ
“พิพัฒน์” กระทุ้ง “ลิซ่า” เปิดหลักฐาน ปมแฉเส้นใหญ่ไม่ต้องสอบก็ได้บรรจุ ซัดอย่าพูดลอยๆ หวังสร้างคะแนนนิยม
สส.ส้มไล่บี้กกต. สนธิขู่ม็อบใหญ่ ถ้าสวนทางปชช.
“สนธิ” ขู่นัดชุมนุมใหญ่หากมติ กกต.ปมเลือก สว.ค้านสายตาประชาชน
ข่าวดี!มีเงินดันไทยพลัส ตีปี๊บสินเชื่อAIนกกระซิบ
"เอกนิติ" แย้มข่าวดี! ฟังเสียงสะท้อนร้านค้า-ประชาชนเรียกร้องต่ออายุ "ไทยช่วยไทยพลัส" อีก 1-2 เดือน
เตือนอิสราเอลเคารพกม.ไทย
"สนธิ-คปท." นำมวลชนบุกสถานทูตอิสราเอล เรียกร้อง 4 ข้อ คุมพลเมืองเคารพกฎหมายไทย ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด
เขาตะเวเดือดวิสามัญโจรใต้
ปะทะเดือดเทือกเขาตะเว! นปพ.ร่วมนราธิวาสปะทะโจรใต้เสียชีวิต 1 ราย
ตร.บุกยิงครูดับกลางรร. มท.3บี้ล้อมคอกเยียวยา
ช็อก! ร.ต.ต.บุกยิงครูดับกลาง รร.อนุบาล ท่ามกลางความตกใจของเด็กนักเรียน พบทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน "มท.3" ลงพื้นที่ทันที สั่งเร่งช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ จ่อยกระดับ รปภ.โรงเรียนเข้มงวดขึ้น "ปชน." จ่อยื่น กม.คุมเข้มความปลอดภัยในสถานศึกษา หลังเกิดเหตุรุนแรงถี่ขึ้น

