ยึดทรัพย์โกงสอบ320ล. ‘ยธ.’ดุให้2จนท.DSIออก

นายกฯ นำแถลงผลโกงสอบท้องถิ่น ยึดอายัดทรัพย์แล้ว 320 ล้าน ตำรวจขยายผลเคส “นายกเฮง” บุกจับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 2  นาย ร่วมขบวนการเรียกรับเงิน อ้าง “บอส” ช่วยบรรจุราชการได้ "ยธ.” สั่งพิจารณาออกจากราชการไว้ก่อน

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ.2568

นายอนุทินกล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายคนเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบแล้ว แต่ความจริงแล้วคดียังไม่จบ  เราอยู่ระหว่างกำลังดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบ ที่ผ่านไปแล้วคือในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีการเพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่งเท่านั้น และได้มีการแจ้งชื่อทั้งหมดผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (อปท.) ให้ดำเนินการเลิกจ้างผู้ที่มีส่วนในการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีการทุจริตกว่า 5,000 ราย ซึ่งคดีการทุจริตมีการทำงานที่กว้างกว่านั้นมาก

นายอนุทินกล่าวอีกว่า การดำเนินงานในคดีนี้พบพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ผลจากการทำงานร่วมกันทำให้สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 320 ล้านบาท ซึ่ง ปปง.อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สิน  รวมถึงประสานข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงขยายผลต่อไป

นายกฯ ระบุว่า ขอยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดอยู่ในตำแหน่งระดับใด เรายึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรม หากปรากฏว่าพยานหลักฐานหรือเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เปิดทางตรวจสอบและดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังให้สิ้นซาก

เมื่อถามถึงกรณีทำหนังสือสอบถามถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อสอบถามกรณีนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว นายกฯ ตอบว่า เพื่อต้องการทำให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนด้วย เผื่อใครอยากสอบถาม ไม่ใช่ว่ามาตอบลอยๆ พอตอบลอยๆ ก็บอกว่าคนนี้เป็นคนที่รู้จัก เป็นคนที่ทำงานด้วยกัน มีความใกล้ชิดกัน เดี๋ยวจะหาว่าไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกกล่าวชื่อเป็นเรื่องการทำงาน ส่วนเรื่องของส่วนตัว นอกเหนือจากการทำงาน ตนไม่ทราบว่าทางคนที่ทำงานร่วมกับตนไปทำอะไรกันบ้าง

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่นว่า ทาง ป.ป.ช.ยังคงมีการประชุมหารือกันเป็นระยะ แต่อาจยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูล และอยู่ช่วงปลายของการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งนี้ได้ดำเนินการแยกเรื่องการชี้มูลในส่วนที่เราจะทำได้ก่อน แล้วดูว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องไปถึงใครบ้าง และจัดกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมีอยู่ 3-4 กลุ่ม และรับรองว่าเราจะต้องสาวไปถึงตัวการให้ได้

เมื่อถามถึงกรณีมหาวิทยาลัยบูรพายื่นหนังสือด่วนขอคุ้มครองพยานและผู้ให้ข้อมูลในคดีโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น เนื่องจากเกรงว่าจะถูกด้อยค่าทางสังคม หรือไม่ปลอดภัยในการดำเนินคดี นายสุรพงษ์กล่าวว่า ไม่มีแน่นอน เพราะกระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียวตามกลไกอยู่แล้ว

วันเดียวกัน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พร้อม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. แถลงร่วมกันแถลงจับกุมนายอิทธิพล หรือวิกเตอร์ อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชํานาญการ กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ที่ 64/2569 ลงวันที่ 10 ก.ย.69 และนายอนุรักษ์ หรือ ดร.ต่อ อายุ 46 ปี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชํานาญการพิเศษ ดีเอสไอ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ที่ 65/2569 ลงวันที่ 10 ก.ย.69

พล.ต.ต.จรูญเกียรติเปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ส.ค.69 เจ้าหน้าที่  บก.ปปป.ได้จับกุมนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือนายกเฮง และนางนวพร ปรือปรัง ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 กรณีร่วมกันเรียกรับเงินจากผู้กล่าวหา จํานวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 650,000 บาท โดยกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบแข่งขันและได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า จากการสอบสวนขยายผล นายประวิทย์ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และได้นําพยานหลักฐานส่งมอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันว่าได้รับการติดต่อชักชวนจากนายอิทธิพล ซึ่งกล่าวอ้างว่าได้รับโควตาจากผู้มีอํานาจเกี่ยวข้องกับการจัดสอบ หรือที่เรียกว่า บอส และสามารถช่วยเหลือบุคคลให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้โดยให้พยานจัดหาบุคคลที่สนใจสมัครสอบ

รอง ผบช.ก.กล่าวว่า นายอิทธิพลได้นัดหมายให้พยานและนายประวิทย์พบกับนายอนุรักษ์ พร้อมแนะนําว่า นายอนุรักษ์เป็นหุ้นส่วนของบอส หลังจากพูดคุยตกลงกันแล้ว จึงมีการนัดหมายส่งมอบเงินที่เรียกรับมาจากผู้สมัครสอบจํานวน 701 ราย พร้อมรายชื่อบุคคลที่ประสงค์จะสอบบรรจุเข้ารับราชการ หลังจากนั้นให้ช่วงเดือน พ.ย. นายประวิทย์และพยานได้นําเงินที่เรียกรับจากผู้สมัครสอบ 701 ราย ส่งมอบให้นายอิทธิพลและนายอนุรักษ์ จํานวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 55 ล้านบาท เพื่อเป็นค่ามัดจํา

เขาระบุว่า จากพยานหลักฐานดังกล่าว พนักงานสอบสวน บก.ปปป.จึงยื่นคําร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 จนศาลอนุมัติหมายจับ ต่อมาเจ้าหน้าที่ บก.ปปป.ได้สนธิกําลังร่วมกับเจ้าหน้าที่สํานักงาน ป.ป.ช. และสํานักงาน ป.ป.ท. วางแผนปฏิบัติการเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองและตรวจค้นสถานที่เป้าหมายพร้อมกัน รวมจํานวน 3 จุด เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ก่อนนําตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่กระทรวงยุติธรรม ได้ออกเอกสารแถลงการณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมได้สั่งการให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตามระเบียบข้าราชการพลเรือนโดยทันที   กรณีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษทั้ง 2 ราย ซึ่งดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษระดับชำนาญการพิเศษและระดับชำนาญการ  โดยให้พิจารณาดำเนินการให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามอำนาจหน้าที่และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2561 กฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 รวมทั้งประมวลจริยธรรมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างโปร่งใสและปราศจากข้อครหา 

กระทรวงยุติธรรมขอยืนยันว่า ไม่มีนโยบายปกป้องหรือช่วยเหลือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดและไม่มีการละเว้นไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานใดในกระทรวงยุติธรรม หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิด จะดำเนินการทางวินัยและทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งยึดมั่นและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ในการรักษามาตรฐานทางวินัยและจริยธรรมของข้าราชการ ผู้ใดกระทำผิดต้องได้รับการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า กระทรวงยุติธรรมจะยืนอยู่บนหลักความถูกต้อง และหากคนของกระทรวงกระทำผิดต้องรับผิด และได้รับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สีหศักดิ์การันตี มาเลย์หนุนไทย แก้ปัญหาไฟใต้

กอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดไทม์ไลน์เหตุยิงปะทะผู้ก่อเหตุรุนแรงเทือกเขาตะเวดับ 2 ราย พบหมายจับรวม 9 หมาย ยึด M16-AK-104 พร้อมระเบิด 2 ลูก "สีหศักดิ์" ย้ำแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเดินหน้าควบคู่ทั้งความมั่นคงและการพัฒนา เผยมาเลเซียให้ความร่วมมือเต็มที่

ฉลุย!สภาสูงผ่านงบปี2570

“วุฒิสภา” ถกงบ 70 ครึ่งวันจบ ลงมติเห็นชอบ 145 เสียง ไม่เห็นชอบ 5 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง “อนุทิน” ขอบคุณสภาสูง ยันใช้เงินให้คุ้มค่า “ธรรมนัส” แจงยกมือหนุนเพราะคิดถึงประโยชน์ ปชช.

มีลุ้น‘ไทยพลัส’ต่อ1-2ด.

“เอกนิติ” บอกกำลังพิจารณาไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 อยู่ แย้มอาจได้ 1-2 เดือน ขอดูสภาพเศรษฐกิจก่อน “สุรศักดิ์” เผยชง ครม. 22 ก.ย.นี้ไทยเที่ยวไทยพลัส รฟท.ยันแอร์พอร์ตลิงก์ไปต่อหลัง 30 ก.ย.

ขยายผล 'นายกเฮง' ซัดทอด 2 ดีเอสไอ รับเงิน 55 ล้าน ส่ง 'บอส' โยงผู้มีอำนาจจัดสอบท้องถิ่น

ตำรวจ บก.ปปป.-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. สนธิกำลังบุกจับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เอี่ยวขบวนการโกงสอบท้องถิ่น หลังขยายผลจับกุม "นายกเฮง" อดีตนายก อบต.-อดีตผู้สมัคร สส.เพื่อไทย อ้าง "บอส" สามารถช่วยบรรจุราชการได้ นัดหมายส่งมอบเงินผู้สมัครสอบ 107 ราย มูลค่า 55 ล้าน เป็นค่ามัดจำ แจ้งข้อหาหนัก

นายกฯ แถลงใหญ่ฟันไม่ดูชื่อ 'โกงสอบท้องถิ่น' แจงทำหนังสือถาม ผบ.ตร. ปม 'ทองเจือ'

นายกฯ นำแถลงผลโกงสอบท้องถิ่น เผยยึดอายัดทรัพย์แล้ว 320 ล้าน ลั่นต้องปราบปรามให้สิ้นซาก ดำเนินคดีคนผิดถึงที่สุด ไม่ละเว้นตำแหน่งใด -ระดับใด เรียกความเชื่อมั่นปชช.ต่อระบบราชการ พร้อมคืนความยุติธรรมให้คนสอบได้ แจงทำหนังสือถาม ‘ผบ.ตร.’ ปม ‘ทองเจือ’ ไม่อยากตอบลอยๆ ยันไม่รู้เรื่องส่วนตัว ความสัมพันธ์แค่คนร่วมงาน