ศาล ปค.สูงสุดนัดอ่านคำสั่งคดี “ยิ่งลักษณ์” ร้องพิจารณาใหม่ ปมชดใช้ความเสียหายจำนำข้าวหมื่นล้าน ขณะที่ มท.เดินหน้าตามไทม์ไลน์ 19 ต.ค. เร่งบรรจุ ขรก.ท้องถิ่น พร้อมลุยแก้กฎกระทรวงปลดล็อก “สนุกเกอร์” ให้พ้นบัญชีการพนัน ด้านรัฐบาลโต้ “ครม.ส้ม” ยันปี 70 เพิ่มงบ กยศ. พุ่งแตะ 9,000 ล้านบาท หนุนโอกาสทางการศึกษา
เมื่อวันที่ 22 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 23 ก.ย. เวลา 13.30 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดงที่ พม. 3/2569 ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ ในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับสามี ฟ้องนายกรัฐมนตรีกับพวก รวม 9 คน ร่วมกันให้กระทรวงการคลัง มีคำสั่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเงิน 10,028,861,880.83 บาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คดีดังกล่าว ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 ม.ค.2569 ไม่รับคำร้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับนายอนุสรณ์ สามี ขอพิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากเห็นว่าหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 ส.ค.2568 เรื่อง ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 ก.ย.2559 เรื่อง ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่าพยานหลักฐานใหม่ เป็นเพียงหลักฐานการหารือของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปยังกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้ว ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ในคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการบรรจุและเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นว่า เดี๋ยวจะให้ผู้ที่ได้บรรจุในรอบ 1-3 ได้มีการโอนย้ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 ต.ค. หลังจากนั้นจะมีการเรียกมาเติมทดแทนในส่วนที่มีการเพิกถอนไป และมีการขอใช้บัญชีจากท้องถิ่นทั่วประเทศใหม่ โดยจะมีการเรียกมารายงานตัวในวันที่ 19 ต.ค. ซึ่งเป็นไปตามปฏิทิน แม้อาจจะมีเหลื่อมวันบ้างในเรื่องของเอกสาร แต่คิดว่าจะไม่ขยับไปมากกว่านั้น เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้ ในรอบ 1-3 ที่โดนลัดคิวไป และรอบ 4 ที่มีการรอบรรจุอยู่ ซึ่งหลังจากนี้บัญชีจะวิ่งไปตามระบบ
น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยเห็นชอบข้อเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ ตามที่คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเสนอ พร้อมให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหารือกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อนำหลักการและข้อเสนอที่เกี่ยวข้องไปประกอบการจัดทำร่างกฎหมายต่อไป
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ปัญหาการทุจริตสอบอย่างเป็นระบบ หลังพบกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 สาระสำคัญคือ กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา พร้อมให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่มีอำนาจจับกุม สามารถสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิด รวมทั้งจัดให้มีช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประชาชนแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการทุจริตสำหรับผู้ที่กระทำความผิด จะถูกตัดสิทธิ์เข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง
ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการปลดล็อกสนุกเกอร์ออกจากพนันว่า อยู่ระหว่างการแก้กฎกระทรวง ขณะนี้อยู่ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนที่จะเสนอไปยัง รมว.มหาดไทย เพื่อให้ความเห็นชอบและจะนำร่างกฎหมายขึ้นมา จากนั้นจะมีการรับฟังความคิดเห็น 30 วัน เมื่อรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว จะส่งร่างกลับมายัง รมว.มหาดไทย เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อผ่านที่ประชุม ครม. สามารถบังคับใช้ได้เลย โดยให้ความสำคัญในการพัฒนาทักษะของนักกีฬาในอนาคต อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนไปเกี่ยวข้องกับการพนันภายในร้านสนุกเกอร์ หรือบิลเลียดต่างๆ และเห็นว่าวิธีการแบบนี้จะรวดเร็วกว่าการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติที่ใช้ระยะเวลานาน
ขณะที่ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ครม.เงา พรรคประชาชน ระบุว่ารัฐบาลไม่ได้เติมงบให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) “แม้แต่บาทเดียว” ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ครบถ้วน เนื่องจากรัฐบาลได้เพิ่มงบอุดหนุน กยศ. สำหรับปีงบประมาณ 2570 เป็น 9,000 ล้านบาท จาก 5,000 ล้านบาทในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 แล้ว
ทั้งนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า ต้องแยกงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ กยศ. ออกจากวงเงิน 5,162 ล้านบาทที่มีการกล่าวถึง เนื่องจากเป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ไม่ใช่วงเงินที่รัฐบาลเสนอ และเป็นคนละส่วนกับงบ 9,000 ล้านบาท.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘หนู’ลุยเวทีUN ประจานเขมร จัดงบซื้ออาวุธ
“สีหศักดิ์” เผยไทยเตรียมแสดงบทบาทในเวที UNGA 81 ดันประเด็นสันติภาพ-สิทธิมนุษยชน พร้อมฟาดเขมรใช้ภาพชุด
ไฟเขียวไทยพลัส2เดือน เติมบัตรคนจน700บาท
ครม.ไฟเขียว 4.3 หมื่นล้าน ต่ออายุ "ไทยช่วยไทยพลัส" 1 พันบาท ใช้ 2 เดือน เปิดยืนยันสิทธิ 1-15 ต.ค.
‘ส้ม’ตะเพิด‘เขียว’ เคลียร์ทางซักฟอกน้ำเงิน/อนุทินเย้ยปชน.‘รอบุญถึงก่อน’
“พริษฐ์” ขับ “กล้าธรรม” พ้นวิปฝ่ายค้าน ผวาเป็นหอกข้างแคร่ศึกอภิปราย
เด้งอธิบดีDSI‘ปิยะ’เสียบแทน
ตามคาด! ครม.ไฟเขียว “ปิยะ” นั่งอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ ขยับ "ยุทธนา” เข้าสำนักนายกฯ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ซี 11 “
'ยิ่งลักษณ์' ลุ้นศาลปกครองสูงสุด 23 ก.ย. ขอรื้อคดีชดใช้จำนำข้าว 1 หมื่นล้าน
“ยิ่งลักษณ์” ลุ้นศาลปกครองสูงสุด 23 ก.ย.นี้ หลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ ปมคำสั่งให้รับผิ
เล็งลดภาษีน้ำมันเกษตร ปชน.ขยี้‘ไทยพลัส’เหลว
"เอกนิติ" แย้มแผนคุมราคาน้ำมัน ปลดล็อกเฉพาะกลุ่มหากใช้ช่องลดภาษีสรรพสามิต E20-B20 ช่วยเกษตรกรอันดับแรก

