“อนุทิน” ย้ำชัดไทยไม่ใช่ปลายทางแรงงานราคาถูก แต่มีจุดขายทั้งความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน-ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงตลาดอาเซียน 700 ล้านคน งามหน้าโพลเผยคนไทยส่วนใหญ่ชี้เข้าถึงสวัสดิการรัฐยาก-ช่วยได้น้อย ไม่เชื่อมั่นการจัดสวัสดิการยุค “ครม.หนู”
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและโอกาสดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าไทยว่า รัฐบาลมุ่งเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อประเทศไทยใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดการมองข้ามศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ โดยสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอคือ ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค บุคลากรที่ได้รับการอัปสกิลและรีสกิล รวมถึงความคุ้มค่าและความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ
“ไทยมีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เนื่องจากไทยได้ลงทุนต่อเนื่องมาตลอด 20 ปี โดยเฉพาะโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงระบบรางทั้งรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่กำลังต่อขยายไปยังลาว จีนตอนใต้ และมาเลเซีย ตลอดจนการมีทางออกทะเลสองด้าน ทำให้นักลงทุนมองไทยเป็นฐานการกระจายสินค้าที่ทรงประสิทธิภาพ ดังนั้นนักลงทุนที่จะมาลงทุนไม่ได้มาเพื่อขายของให้คน 70 ล้านคนในไทย แต่เขามาเพื่อที่จะใช้ไทยเป็นฐานเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าเพื่อเข้าถึงประชากรกว่า 700 ล้านคนในภูมิภาคอาเซียน ด้วยระบบโลจิสติกส์ของเราที่เชื่อมโยงเหมือนใยแมงมุม”
นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า ในการเดินทางไปเจรจาและพบปะกับภาคธุรกิจต่างประเทศ ได้วางจุดยืนและแนวทางเจรจาอย่างชัดเจน โดยบอกกับนักลงทุนต่างชาติว่า ถ้าจะมาลงทุนต้องช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยด้วย ถ้าคิดจะมาหาแรงงานราคาถูก คิดจะมาหาของกินราคาถูก ค่าไฟค่าน้ำราคาถูก หรือจะมาจ้างคนไทยเพียงแค่นั่งขันนอตประกอบของ เพื่อให้มีคำว่า Made in Thailand โดยไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเลยมาผิดที่ แต่ถ้ามาเพราะว่าเรามีความพร้อมเรื่องระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทรัพยากรมนุษย์ของเราได้รับการพัฒนาทักษะ มีความรู้ มีความพร้อมที่จะประกอบธุรกิจของท่านได้ การลงทุนในไทยจะสร้างผลกำไรให้ได้มากที่สุดและมาถูกที่แล้ว
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่องประชาชนคิดอย่างไรกับสวัสดิการรัฐ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,132 คน โดยเมื่อถามว่า รัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการด้านใดบ้าง พบว่า 68.90% การช่วยเหลือคนพิการและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ, 64.93% การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน, 64.22% การดูแลผู้สูงอายุ, 62.63% การรักษาพยาบาลและสาธารณสุข และ 57.42% การช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ
เมื่อถามว่า การจัดสวัสดิการของรัฐควรมีลักษณะอย่างไร พบว่า 48.06% จัดสวัสดิการพื้นฐานให้ประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง, 38.34% จัดสวัสดิการพื้นฐานให้ทุกคน และให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มที่มีความจำเป็น และ 13.60% จัดสวัสดิการเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่มีความจำเป็น และเมื่อถามว่าปัจจุบันประชาชนเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่รัฐกำหนดไว้ได้มากน้อยเพียงใด พบว่า 46.29% เข้าถึงได้ค่อนข้างน้อย, 31.44% เข้าถึงได้ค่อนข้างมาก, 15.64% เข้าถึงได้น้อยมาก และ 6.63% เข้าถึงได้มาก
ถามอีกว่า หากรัฐต้องการจัดสวัสดิการให้ประชาชนเพิ่มขึ้น ท่านคิดว่าควรดำเนินการอย่างไร 48.32% ปรับลดหรือจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณด้านอื่น, 48.14% ให้ธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจที่มีกำไรสูงรับภาระภาษีเพิ่มขึ้น, 40.64% เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี
ถามต่อว่า คิดว่าสวัสดิการของรัฐในปัจจุบันช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเพียงใด พบว่า 47.53% ช่วยได้ค่อนข้างน้อย, 27.03% ช่วยได้ค่อนข้างมาก, 16.34% ช่วยได้น้อยมาก/แทบไม่ช่วย และ 9.10% ช่วยได้มาก สุดท้ายถามว่ามีความเชื่อมั่นต่อการจัดสวัสดิการรัฐของรัฐบาลอนุทินมากน้อยเพียงใด 39.66% ไม่ค่อยเชื่อมั่น, 28.18% ค่อนข้างเชื่อมั่น, 25.19% ไม่เชื่อมั่นเลย และ 6.97% เชื่อมั่นมาก
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย คนไทยไม่ได้มองว่าสวัสดิการรัฐเป็นเพียงเงินช่วยเหลือที่แจกแล้วจบ แต่คาดหวังให้เป็นหลักประกันที่ช่วยลดภาระและทำให้ใช้ชีวิตได้มั่นคงขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเข้าถึงได้จริงและตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน
ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า ประชาชนมิได้เรียกร้องเพียงการเพิ่มสวัสดิการ หากแต่คาดหวังให้รัฐจัดสรรทรัพยากรบนหลักความเสมอภาค ความเป็นธรรมทางสังคม และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และที่น่าพิจารณาคือ 61.93% เห็นว่าประชาชนเข้าถึงสวัสดิการได้ค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก สะท้อนช่องว่างระหว่างการรับรองสิทธิตามกฎหมายกับการเข้าถึงสิทธิในทางปฏิบัติ อีกทั้ง 64.85% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นต่อการจัดสวัสดิการของรัฐบาล จึงเป็นโจทย์สำคัญด้านความไว้วางใจในการบริหารภาครัฐ รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับธรรมาภิบาลทางการคลัง จัดสวัสดิการพื้นฐานอย่างทั่วถึงควบคู่กับการช่วยเหลือตามความจำเป็น และสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เพราะความสำเร็จของรัฐสวัสดิการต้องวัดจากสิทธิที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วธ.เมินคืน‘โบราณวัตถุ’ ‘ทบ.’จับตาหนังเขมรปั่น
“ซาบีดา” ลั่นไม่คืนโบราณวัตถุที่พบในปราสาทคนาให้กัมพูชา ยันเป็นของไทย
WHOจี้‘อนุทิน’ คงสถานะสสส. มหิดลร่วมหนุน
WHO ส่ง จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ อนุทิน หนุนรัฐบาลไทยคงเสถียรภาพการเงินการคลังของกองทุน สสส. แนะคงภาษีเหล้า-บุหรี่ อธิการบดีมหิดลเห็นพ้อง แนะรัฐบาลเปลี่ยนท่าทีฟังเสียงประชาชน
ขู่ฟ้องศาล!ปมนํ้าท่วม
“อธิบดี ปภ.” โต้รีด กทม. 200 ล้านเยียวยาน้ำท่วม แจงวิธีปฏิบัติปกติตามหลักสำนักงบฯ
ซัดรบ.เงื่อนไขเยอะ สาทิตย์ชี้สาหัสกว่าสมัยแม้ว/26ต.ค.ฝ่ายค้านถกวันซักฟอก
"ธนกร" แจงรัฐบาลพร้อมเปิดให้ซักฟอกเต็มที่ในกรอบวันเวลาที่เหมาะสม แต่ฝ่ายค้านยื้อจะเอา 5 วันให้ได้ "สาทิตย์" โวย 31 ปีในสภาไม่เคยเจอ รัฐบาลเงื่อนไขเยอะ
‘นายกฯ’มั่นใจ GDPเกิน2.1% ยกระดับลงทุน
“อนุทิน” มั่นใจ GDP ปีนี้โตเกิน 2.1% ได้ลงทุน-ส่งออก-จ้างงานหนุน ไทยวางตำแหน่งไม่แข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟราคาถูก หรือรับงานประกอบสินค้าเพื่อรับเพียงค่าจ้าง
ส่อแห้ว‘ซักฟอก’! ‘อนุทิน’ยันหาวันอภิปรายใหม่ยาก/แบไต๋‘กล้าธรรม’
"อนุทิน" เผยเป็นเรื่องยากเคาะหาวันอภิปรายไม่ไว้วางใจใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าเหมาะสมสะดวกที่สุดแล้ว โยน "ปธ.สภาฯ" ตัดสินใจกำหนดวัน ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 หากประเทศประชาชนได้ประโยชน์ บอกการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด ยันพรรคร่วมฯ ไร้คลื่นใต้น้ำ

