
ผวา BA.2.75 ตัวร้ายหลบภูมิคุ้มกัน โผล่แล้ว! กรมวิทย์ยันพบในชายวัย 53 ชาวตรัง เดินทางไปประชุมที่ภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ อาการไม่รุนแรง การันตีวัคซีนเข็มกระตุ้นรับมือได้ เบรกคนไทยไม่ควรวิตกมากเกิน ด้านสาธารณสุขตรังแจงไทม์ไลน์ยิบ ระบุ 4 คนกลุ่มเสี่ยงผลตรวจยังเป็นลบ อย.จ่อออกประกาศให้ "คลินิกเอกชน" ซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ได้
เมื่อวันพุธ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายงานผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ (รักษาตัวใน รพ.) จำนวน 2,886 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยในประเทศ 2,884 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 2 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 2,342,419 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) หายป่วยกลับบ้าน 2,029 ราย หายป่วยสะสม 2,343,131 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษา 23,179 ราย โดยมีจำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 851 ราย และเสียชีวิต 19 ราย ซึ่งจากรายงานข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ขณะนี้กราฟผู้ป่วยต้องรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นชัดเจน แม้ผู้ป่วยอาการหนักที่เข้า รพ.ยังอยู่ในเส้นสีเขียว แต่ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจแนวโน้มยังสูงอยู่ และผู้เสียชีวิตแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังคงเน้นย้ำการปฏิบัติตนตามมาตรการ 2U การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับทุกคนยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 และผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วเกิน 3 เดือน ควรฉีดเข็มกระตุ้น เพราะยิ่งทิ้งระยะเวลานานภูมิคุ้มกันจะยิ่งลดลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 และลดอัตราการเสียชีวิต พร้อมเตือนกรณีคนวัยหนุ่มสาวหรือกลุ่มคนที่มีสุขภาพแข็งแรง แม้จะได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว แต่หากตรวจพบเชื้อหรือมีอาการแจ้งเตือน ขออย่านิ่งนอนใจ ให้แยกกักตัวและปฏิบัติตนตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด” นายธนกรระบุ
ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยข้อเท็จจริงถึงกรณีประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ BA.2.75 ว่า ผู้ติดเชื้อเป็นชาวไทยอายุ 53 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดตรัง เดินทางไปประชุมที่ภูเก็ต ที่มีชาวต่างชาติร่วมประชุมด้วย จากนั้นมีอาการและได้ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด และตรวจยืนยันด้วย RT-PCR พบติดเชื้อ และโรงพยาบาลได้ส่งตัวอย่างมาตรวจสายพันธุ์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12/1 ตรัง
"กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รับตัวอย่างส่งต่อเพื่อยืนยันสายพันธุ์ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม พบเป็นโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงนำส่งข้อมูลเพื่อเผยแพร่บนฐานข้อมูลสากล GISAID เมื่อวันที่ 18 ก.ค. และ GISAID ได้ตรวจสอบและประกาศขึ้นระบบเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ทั้งนี้ สายพันธุ์ BA.2.75 พบครั้งแรกที่ต่างประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 แต่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในอินเดียช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุดฐานข้อมูล GISAD มีรายงานตรวจพบจากทั่วโลกแล้วจำนวน 359 ราย" นพ.ศุภกิจกล่าว
นพ.ศุภกิจกล่าวต่ออีกว่า BA.2.75 เบื้องต้นพบมีการกลายพันธุ์บน spike protein หลายตำแหน่งที่ต่างจากสายพันธุ์ย่อย BA.2 โดยสองตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ตำแหน่งกลายพันธุ์ G446S อาจทำให้เกิดการหลบภูมิคุ้มกัน ที่สร้างขึ้นภายหลังการติดโรคโควิด-19 หรือจากการฉีดวัคซีน ทำให้โอกาสการติดเชื้อซ้ำจากไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์เพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น และการกลายพันธุ์ตำแหน่ง R493Q ทำให้ไวรัสจับกับเซลล์มนุษย์และรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการแพร่กระจาย องค์การอนามัยโลกจัด BA.2.75 อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวลที่ต้องจับตาดู (VOC-LUM) ขณะความเร็วในการแพร่เชื้อและความรุนแรงยังไม่มีข้อมูลที่มากพอ จึงยังไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป
“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการรายงานผลการตรวจเฝ้าระวังสายพันธุ์ขึ้นระบบฐานข้อมูลกลาง GISAID อย่างสม่ำเสมอ และขอเน้นย้ำการรับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันสูงมากพอ ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ รวมถึงมาตรการการป้องกันตนเองที่เหมาะสม เช่น การสวมหน้ากาก การล้างมือ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยงที่จะรับหรือแพร่เชื้อ” นพ.ศุภกิจกล่าว
ทางด้าน นพ.ชัยรัตน์ ลำโป นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า เท่าที่ดูจากรายงานการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าไปรับเชื้อมาจาก จ.ภูเก็ต ในงานประชุมกิจกรรมของโรตารี ซึ่งมีชาวต่างชาติหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาประชุมร่วมด้วย เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 65 ก่อนที่จะพบว่าติดเชื้อโควิด-19 วันที่ 27 มิ.ย.65 ช่วงเวลาประมาณ 04.00 น.โดยรู้สึกว่ามีอาการเจ็บคอ และมีอาการไอนิดหน่อย ก็เลยสงสัยว่าติดเชื้อโควิด- 19 ก็เลยตรวจเอทีเค (ATK) ผลเป็นบวก และเข้าทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ตรัง
"เท่าที่สอบสวนมีผู้สัมผัสใกล้ชิดเพียงแค่ 4 คน เป็นลักษณะการนั่งดื่มด้วยกันเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.65 ช่วงกลางคืน ก็ได้เฝ้าระวังติดตามอาการของผู้สัมผัสทั้ง 4 คนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้คำแนะนำให้แยกตัวออกจากคนอื่น จนถึงขณะนี้ทั้ง 4 รายผลตรวจก็ยังคงเป็นลบ ส่วนอาการผู้ป่วยตั้งแต่ต้นก็ไม่ได้มีอะไรมาก ไม่มีไข้ มีเพียงอาการเจ็บคอ และไอเล็กน้อย นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลประมาณ 2-3 วัน อาการก็ดีขึ้น ทางโรงพยาบาลก็ได้ให้กลับมารักษาตัวที่บ้าน โดยให้ยาหรือรักษาตามปกติของผู้ป่วยโควิด-19 ในส่วนของผู้ป่วยรายนี้ไม่มีอะไรที่ต้องน่ากังวล เพราะว่าสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 เป็นแค่สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน ซึ่งไม่มีอะไรที่รุนแรง ถ้าหากมีวัคซีนเข็มกระตุ้น ภูมิต้านทานแข็งแรง ก็สามารถลดอาการรุนแรงของโรคได้” นพ.ชัยรัตน์ระบุ
วันเดียวกัน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงกรณีการเตรียมขยายให้คลินิกเอกชนสามารถจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์มาดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เองได้ เพิ่มเติมจากการที่ได้รับการสนับสนุนยาจากภาครัฐว่า หลังจากนี้คือเร่งรัดให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่จะให้การกระจายยา โดยเฉพาะยาโมลนูพิราเวียร์และยาต้านไวรัสอื่นๆ กระจายลงไปในระดับคลินิก เข้าใจว่าสัปดาห์นี้จะเสร็จ และ สบส.จะแจ้งสถานพยาบาลประเภทคลินิกทั้งประเทศที่มีประมาณหมื่นแห่งให้ทราบข้อกำหนดนี้ และแจ้งช่องทางการติดต่อซื้อขาย ส่วนที่ยังไม่ขยายไปถึงร้านยาในตอนนี้ เนื่องจากสเต็ปแรก ต้องการให้ทำในคลินิกก่อน เพราะมีแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมดูแล จากนั้นจะมีการติดตามประเมินอีกครั้ง
นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ผลการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยทีมวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 พบว่า การฉีดวัคซีน AstraZeneca, Pfizer หรือ Moderna เป็นเข็มกระตุ้นที่ 4 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสูตรไขว้ จะมีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์โอมิครอนได้สูงถึงร้อยละ 73 ร้อยละ 71 และร้อยละ 71 ตามลำดับ ซึ่งระดับประสิทธิผลนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ได้รับวัคซีนเพียง 3 เข็ม
"โดยผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มกระตุ้นที่ 4 ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิด mRNA หรือไวรัสเป็นตัวนำ มีประสิทธิผลไม่ต่างกันในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่ม 608
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ผู้ได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มจะช่วยป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิตจากสายพันธุ์โอมิครอนได้สูงถึงร้อยละ 96 ในกลุ่มอายุ 18-59 ปี และร้อยละ 97 ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ดังนั้น กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 7 กลุ่มโรคเสี่ยง รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ได้มากที่สุด” นพ.โสภณระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บี้นับใหม่18เขต/กกต.ยื้อชลบุรี
“กกต.” ขอเวลา 2 วัน สอบปมร้องนับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี ส่ง "รองเลขาฯ ฝ่ายสืบสวน" ประสาน ผอ.กกต.จังหวัด
หนูจ่อควบกลาโหม แย้ม300เสียงอยู่ครบ4ปี เท้งคิดไขก๊อกกันเดดล็อก
“อนุทิน” ย้ำรอดูตัวเลข กกต.นิ่งก่อนคุยจัดตั้งรัฐบาล ลั่นต้องอยู่ครบวาระ 4 ปี
สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย
"อนุทิน" สั่ง ครม.เร่งศึกษาเลิก MOU 44 เป็นประธานวันครบรอบ 72 ปี
กลุ่มตกหล่นเฮ! คนละครึ่งเฟส2 ได้2-2.4พันบาท
คลังยันวางระบบ "คนละครึ่งพลัส" พร้อมเดินหน้า 100% "เอกนิติ" คอนเฟิร์มตามนโยบายหาเสียงให้สิทธิ์กลุ่มตกหล่น 2,000-2,400 บาท
ดัชนีทุจริตร่วง รั้ง116ของโลก ตํ่าสุดรอบ19ปี
ดัชนีคอร์รัปชันปี 68 ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน รั้งอันอับ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ "ประธานต้านโกง" ชี้ CPI ปีนี้เลวร้ายมาก ต่ำสุดในรอบ 19 ปี "ป.ป.ช." เปิดบัญชีทรัพย์สิน "สีหศักดิ์" รวย 14.5 ล้าน ไม่มีหนี้สิน
ร้องเรียนทุจริต113เรื่อง ปชน.ลุยหาหลักฐานฟ้อง
"กกต." เผยร้องเรียนทุจริตโผล่แล้ว 113 เรื่อง ซื้อเสียงหนักสุด งึมงำเฉียบขาด-กัด

