ปชป.พาเหรดเชือด‘ภท.’นิ่มๆ

"จุรินทร์" ลั่นภาคใต้ส่งครบ 58 เขต กรีดนิ่มๆ พรรคมีวุฒิภาวะ แยกแยะได้ อะไรคือเรื่องการแข่งขันทางการเมือง และอะไรเป็นการทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล "ราเมศ" ขุดผลงานข่ม พรรคอะไรเอ่ยเคยอยู่กับทักษิณแล้วเลือกปฏิบัติ

สนามเลือกตั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ร้อนระอุ สืบเนื่องมาจากพรรคร่วมรัฐบาล 2 พรรค คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยกลายมาเป็นคู่แข่งกันโดยตรง ล่าสุดเกิดวิวาทะทางการเมืองระหว่าง 2 พรรคอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการไปเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดกระบี่และพังงา จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจกระทบถึงเสถียรภาพของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ปะทะด้วย เราทำการเมืองสร้างสรรค์ ไม่ไปทะเลาะกับใคร เราก็หาเสียงของเรา และเราก็มั่นใจในเสียงตอบรับที่ประชาชนให้แก่พรรค อย่างเมื่อวันที่ 14 ส.ค.มีการเปิดตัว 30 ส.ส.รุ่นใหม่และ ส.ส.เลือดใหม่สำหรับเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ใหม่ ซึ่งเกินครึ่งของเขตภาคใต้ทั้งหมด ยังไม่นับรวม ส.ส.ปัจจุบันอีก 21 คนและอดีต ส.ส.ที่ยังยืนหยัดอยู่กับพรรค ปชป. รวม 58  คน ครบทุกเขต หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเขต

"ฉะนั้นเราก็จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และยังมั่นใจว่าเรายังได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชน และส่วนของการทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง ไม่มีปัญหาอะไร พรรคมีวุฒิภาวะ ไม่ต้องห่วงแยกแยะได้  อะไรคือเรื่องการแข่งขันทางการเมือง และอะไรเป็นหน้าที่ของการทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า การเปิดตัวผู้สมัครของพรรคการเมืองทุกพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่การเปิดตัวที่เริ่มต้นด้วยการโจมตีพรรคการเมืองอื่นต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น การเมืองยุคใหม่ต้องยึดการนำเสนอนโยบาย นำเสนอผลงานที่เคยทำมา ประชาชนชาวปักษ์ใต้ทราบดีว่าแต่ละพรรคมีวิถีทางการเมืองเช่นไร การกล่าวของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในเรื่องแนวคิด การมากล่าวหาว่าประชาชนให้โอกาสพรรคเก่ามา 30 ปี ไม่มีผลงาน จุดเริ่มต้นคำพูดมันทำให้เห็นว่าเป็นการเมืองที่ย้อนยุคไปมาก และถ้าไม่มาพาดพิงพรรคก่อนก็ไม่อยากจะไปตอบโต้ให้เสียเวลา และไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อประชาชน แต่เมื่อมาพาดพิงพรรคก็จำเป็นต้องชี้แจง

นายราเมศกล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พี่น้องชาวปักษ์ใต้ทราบดีว่าได้ทำอะไรให้ประชาชนบ้าง การวางโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม  รถไฟทางคู่ ถนนสี่ช่องจราจร พัฒนารายจังหวัดให้มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยว ราคายาง ราคาปาล์ม  ประชาชนยังจดจำผลงานต่างๆ ที่ทำสิ่งดีๆ ให้ประชาชนมากมาย ลูกหลานไปโรงเรียนได้ดื่มนม มีอาหารกลางวัน  ได้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

 "อยากถามว่าเมื่อครั้งที่รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เลือกปฏิบัติ จนภาคใต้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณ พรรคไหนที่ต่อสู้ก็พรรคประชาธิปัตย์อีกที่ต่อสู้ เรื่องการไม่สร้างศูนย์ประชุมที่ภูเก็ต เรื่องถนนหนทางไปภาคใต้ ที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรม ตอนนั้นคนที่กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่ที่ไหน ฉะนั้นที่บอกว่า 30 ปีไม่มีอะไรดีขึ้นเลยนั้น ให้กลับไปถามประชาชนในปักษ์ใต้ดูก็จะได้ความจริง" นายราเมศกล่าว

นายราเมศกล่าวอีกว่า เรื่องเบี้ยผู้สูงอายุขณะนี้มีหลายพรรคการเมืองนำไปแอบอ้างว่าเป็นคนทำ แต่ความจริงเบี้ยผู้สูงอายุเกิดขึ้นในสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นรัฐบาล จาก 200 บาทเป็น 300 บาท และขึ้นอีกครั้งสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพิ่มเป็น 500 บาทต่อเดือน ส่วนสมัยที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาล 5 ปี ไม่ได้เพิ่มให้แต่อย่างใด

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นรายการโทรทัศน์ชื่อดังเชิญนายธนพร ศรียากูล นายกสมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปวิพากษ์วิจารณ์การสำรวจของซูเปอร์โพล "จุดแข็ง-จุดอ่อน" 6 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไทย โดยมีการระบุผลการสำรวจค่อนข้างชี้นำเชียร์หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า คนจะชี้นำให้ตนเป็นอะไรคือประชาชน แล้วจะชี้นำเร็วที่สุดจากวันนี้ก็คือวันเลือกตั้ง วันนี้เราต้องทำหน้าที่ในรัฐบาลให้ดีที่สุด ตราบใดที่รัฐบาลชุดนี้ยังคงอยู่ ตนและสมาชิกพรรคภูมิใจไทยก็ต้องให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ต่อไป การเลือกตั้งเป็นอีกเรื่องที่ผลเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนด ตัวชี้นำว่าการเมืองของไทยจะเป็นไปในทิศทางใด ใครจะมาบริหารและตรวจสอบ หรือใครจะอยู่ในบทบาทใด ก็ต้องให้ผลการเลือกตั้งเป็นตัวชี้วัด

เมื่อถามต่อว่า มีการกล่าวถึงผลสำรวจดูเป็นการจงใจทำให้ภาพลักษณ์ดูหล่อมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนว่าไปเก็บข้อมูลมาจากแถวที่ทำการ ภท.หรือ สธ. นายอนุทินกล่าวพร้อมหัวเราะว่า มีแบบนี้ด้วยหรือ เขาพูดในรายการหรือ แต่ก็ดูหล่อไม่แพ้เขาใน 5-6 คนนั้น แต่อย่าไปสนใจ เรื่องฝนตกขี้หมูไหล

วันเดียวกันนี้ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ว่าที่หัวหน้าพรรคเทิดไท ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐต่อนายทะเบียนพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2565 เพื่อเตรียมตัวไปเป็นหัวหน้าพรรคเทิดไทอย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2565 นายเสกสกลได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐไปแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อไปทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นพรรคที่นายเสกสกลมอบหมายให้คนในทีมงานไปจดทะเบียนไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 แต่หลังจากเจอเหตุการณ์คลิปเสียงจึงได้ลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมกับลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ต่อมาจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง

ส่วนสาเหตุที่ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้  นายเสกสกลระบุว่า ที่ผ่านมาพรรคพลังประชารัฐไม่เคยให้บทบาทในการทำงาน ทั้งนี้แม้ตนจะไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ แต่ยังมีจุดยืนเดิมที่จะปกป้องสถาบันและสนับสนุน  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายอนุชา สะสมทรัพย์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า ตนและนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา จะนำนายศุภโชค ศรีสุขจร หรือ ส.จ.ฟิล์ม มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา และเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครปฐม ในวันอังคารที่ 16 ส.ค.นี้ เวลา 13.00 น. ที่พรรคชาติไทยพัฒนา โดย น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนาให้เกียรติร่วมเปิดตัวนายศุภโชค

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครปฐม เป็นการย้ำให้เห็นว่าตระกูลสะสมทรัพย์ยังอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนาใช่หรือไม่ นายอนุชาตอบว่า "ครับ  ใช่ครับ ผมก็บอกกับนายศุภโชคว่า ผมอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา ผมรักพรรค ผมอยากให้พรรคเป็นพรรคภาคกลางเล็กๆ อย่างที่บอก ก็อยากให้ช่วยดูแลชาวบ้าน".

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'จุรินทร์' เปิด 3 ขุนหลัก กทม. 'องอาจ-สุชัชวีร์-มาดามเดียร์'

'จุรินทร์'เผยยังไร้สัญญาณยุบสภา ลั่น ปชป.พร้อมเลือกตั้ง นโยบายเสร็จแล้ว 80-90% บอก กทม.มี 3 ขุนพลหลัก 'องอาจ-สุชัชวีร์-มาดามเดียร์'