
ศาล รธน.ออกคำสั่งคุมเข้มอ่านคำวินิจฉัยคดี "อานนท์-รุ้ง-ไมค์" กับพวกรวม 8 คน ชุมนุม 10 ส.ค.63 ที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ "ณฐพร-ผู้ร้อง" เผยมีหมัดน็อกเป็นเอกสารตีตรา "ลับมาก" ของตำรวจสันติบาล พบแกนนำสามนิ้วรับเงินองค์กรต่างประเทศ-เอ็นจีโอต่างชาติมาเคลื่อนไหวปฏิรูปสถาบันกษัตริย์-เลิก ม.112 ขณะที่ศาลอาญาสั่งยกคำร้องขอประกันตัว "อานนท์ นำภา" อีก 2 สำนวน ชี้เกรงจะก่อเหตุร้ายอีก
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกคำสั่งกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยรองรับการอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 10 พ.ย.นี้ ในคดีที่นายณฐพร โตประยูร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่าการกระทำของนายอานนท์ นำภา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์, น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, น.ส.สิริพัชระ จึงธีรพานิช, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ น.ส.อาทิตยา พรพรม รวม 8 คน ชุมนุมปราศรัยเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต เพื่อเสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่
โดยคำสั่งดังกล่าวระบุเหตุผลว่า เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณที่ทำการศาล คุ้มครองประโยชน์สาธารณะและเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดบุคคลให้เฉพาะผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ผู้รับมอบอำนาจหรือผู้รับมอบฉันทะ หรือผู้ที่ศาลอนุญาต รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เท่านั้นอยู่ในห้องพิจารณาคดีเพื่อรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลในวันดังกล่าว และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีช่องทางการรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและสื่อมวลชน และออกประกาศศาลรัฐธรรมนูญกำหนดอาณาบริเวณสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงพื้นที่อาคารเอ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ และบริเวณโดยรอบเป็นสถานที่ปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในวันที่ 10 พ.ย.64 เวลา 00.01 น.ถึงเวลา 23.59 น.
ด้านนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้องฯ เปิดเผยว่า จะเดินทางไปฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันพุธที่ 10 พ.ย.นี้แน่นอน โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น. ซึ่งคำร้องคดีดังกล่าวพบว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้เวลาในการไต่สวนถึงหนึ่งปีเต็ม เพราะได้ยื่นคำร้องไปตั้งแต่ พ.ย.ปี 2563 จนศาลมานัดอ่านคำวินิจฉัยในวันพุธนี้ อีกทั้งน่าสนใจว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญออกคำสั่งคุมเข้มการเข้า-ออกศาลรัฐธรรมนูญในวันอ่านคำตัดสิน แสดงว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ
นายณฐพรกล่าวว่า สำหรับคำร้องคดีนี้ ที่ใช้เวลาการไต่สวนถึงหนึ่งปีเต็ม แสดงว่าศาลคงใช้เวลาไต่สวนหาข้อมูลต่างๆ พอสมควร ถึงนัดอ่านคำตัดสิน ซึ่งส่วนตัวก็ยังมีความมั่นใจในการยื่นคำร้องคดีนี้ เพราะได้ยื่นคำร้องและเอกสารหลักฐานไปให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบคำวินิจฉัยหลายอย่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า พฤติการณ์ของแกนนำกลุ่มคณะราษฎร 63 ดังกล่าว น่าจะเข้าข่ายตามคำร้อง คือล้มล้างการปกครอง จากการจัดชุมนุมใหญ่ที่ลานพญนาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และมีการออกข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันออกมา
"หลักฐานสำคัญอันหนึ่งที่ผมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญไป ก็คือหลักฐานเรื่องการรับเงิน การโอนเงินจากต่างประเทศ ที่ผมได้รับจากสำนักงานตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งตอนแรกผมทำหนังสือขอไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ต่อมาผมก็ขอไปยังตำรวจสันติบาล ทางสันติบาลก็ส่งมาให้ผม และผมก็ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบคำร้อง อีกทั้งทราบมาว่าทางศาลรัฐธรรมนูญเองท่านก็ได้ทำเรื่องขอเอกสารหลักฐานลักษณะดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองด้วย เท่ากับว่าศาลท่านก็คงจะได้ข้อมูลจากสองทาง คือจากที่ผมส่งไปและที่ศาลขอไปเอง ผมถึงมั่นใจมากในคราวนี้เพราะผมมีหลักฐานสำคัญว่ามีการรับเงิน โอนเงินจากต่างประเทศเข้ามา ตรงนี้จึงเป็นหลักฐานสนับสนุนคำร้องผม โดยมีการรับเงินจากเช่นเอ็นจีโอของต่างประเทศ หลักฐานครบหมด โอนไปให้กลุ่มไหน ไปประชุมกันที่ไหน ใครเป็นตัวการ อย่างตอนที่ผมยื่นยุบพรรคอนาคตใหม่ว่าล้มล้างการปกครอง ตอนนั้นผมยอมรับว่าที่ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญหลักฐานที่ส่งไปมีแค่ของสื่อมวลชนไปประกอบคำร้องเท่านั้น ตอนนั้นไม่มีหลักฐานละเอียดขนาดนี้ แต่คดีนี้มีหลักฐานจากสันติบาลและจากหน่วยงานที่เขาสืบสวนเรื่องนี้ ถึงใช้เวลาในการไต่สวนนานถึงหนึ่งปีเต็ม" นายณฐพรระบุ
เป็นบรรทัดฐานฟันก๊วนล้มเจ้า
ผู้ร้องคดีกล่าวอีกว่า หากคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของแกนนำม็อบเข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ คำตัดสินคดีดังกล่าวจะเป็นบรรทัดฐาน และเป็น "สารตั้งต้น" ที่จะเป็นบรรทัดฐานต่อไป ที่จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในลักษณะที่พาดพิงหรือเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ตามมา คืออาจทำให้จะไม่สามารถเคลื่อนไหวแบบที่เคยทำมาได้ จะทำให้เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินคดีกับแกนนำที่ถูกยื่นฟ้องดำเนินคดีเวลานี้ว่าศาลได้ตัดสินแล้วว่าพฤติการณ์เข้าข่าย ความผิดทางอาญาจริง ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะนำไปสู่การเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรืออาจจะเอาผิดตาม ป.อาญามาตรา 215 (ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ได้ รวมถึงคนที่ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวก็อาจถูกขยายผลเอาผิดได้ เช่น กลุ่มนักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนม็อบ หรือพรรคการเมือง นักการเมือง ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวด้วย ที่อาจถูกเอาผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 (กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ) และมาตรา 245 ที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคได้
"หากศาลตัดสินว่าคนที่เคลื่อนไหว เข้าข่ายใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินคดีอาญาไป โดยก็เอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ข้อหากบฏ ส่วนพวกอาจารย์ก็อาจโดนอาญาหรือวินัย คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญคือ สารตั้งต้นที่จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปว่าการเคลื่อนไหวลักษณะดังกล่าวคือการล้มล้าง ไม่ใช่การชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วพวกนี้ก็จะมาเคลื่อนไหวในลักษณะเกี่ยวกับสถาบัน การล้มล้างอีกไม่ได้แล้ว" นายณฐพรระบุ
นายณฐพรยืนยันว่า ไม่ได้มีอะไรกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวรวมถึงพรรคการเมืองอย่างพรรคก้าวไกล แต่ถามว่าทำไมผู้เคลื่อนไหวไม่ออกมาชุมนุมในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่นเรื่องการเคลื่อนไหวในเรื่องค่าโทรศัพท์มือถือของประชาชนที่ทำให้ถูกลงได้หรือเรื่องสัมปทานน้ำมัน ที่จะทำให้ประชาชนใช้น้ำมันถูกลง ถ้าเคลื่อนไหวแบบนี้ผมจะออกไปร่วมด้วย แต่นี้มาเคลื่อนไหวเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เลิก 112 ถามว่าหากไม่มี 112 หรือไม่มีสถาบัน ประเทศจะเจริญขึ้นหรือไม่ น้ำมันจะถูกลงหรือ
อนึ่ง นายณฐพรเคยยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่กรณีล้มล้างการปกครองมาแล้ว แต่สุดท้ายศาลมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 แต่สุดท้าย พรรคอนาคตใหม่ก็ถูกยุบพรรคในคดีเงินกู้ 191 ล้านบาท
ที่ศาลอาญา ที่ประชุมผู้บริหารศาลอาญาพิจารณาคำสั่งขอปล่อยชั่วคราวนายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎรจำเลยคดีดูหมิ่นสถาบันฯ ร่วมกันมั่วสุมชุมนุมหมายเลขดำ อ.1629/2564 และคดีหมายเลขดำ อ.2495/2564 แล้วเห็นว่าศาลนี้เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยตลอดมา จนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 พ.ย.64
โดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีตามที่ปรากฏแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม คงให้ขังจำเลยไว้โดยเหตุเกรงว่าจำเลยจะก่อเหตุร้ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1(3) เช่นเดิม
กลุ่มละเมิดอำนาจศาลป่วนอีก
ส่วนที่ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลจังหวัดธัญบุรี ศาลนัดไต่สวนคําร้องคดีละเมิดอํานาจศาลในคดีอาญาหมายเลขดําที่ ลศ.1/2564 ระหว่างผู้อํานวยการสํานักอํานวยการประจําศาลจังหวัดธัญบุรี ผู้กล่าวหานายพรหมศร วีระธรรมจารี ที่ 1 กับพวกรวม 9 คนผู้ถูกกล่าวหา วันนี้ นาย Sam Samart หรือ Samat หรือแซม สาแมท นายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ชิวารักษ์, นายณัฐชนน ไพโรจน์, นายสิริชัย นาถึง, นายชาติชาย แกดํา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 7 และทนายความของผู้ถูกกล่าวหาทั้งเก้ามาศาล ส่วนนายพรหมศร วีระธรรมจารี ผู้กล่าวหาที่ 1 มีกําหนดฉีดวัคซีนวันนี้ นางสาวปนัดดา ศิริมาศกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 เป็นบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่ต้องถูกกักตัว และนายธนพัฒน์ กาเพ็ง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 จะต้องเดินทางไปจังหวัดนราธิวาสเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาไม่มาศาล
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 7 ให้การรับสารภาพ ประกอบกับตรวจสํานวนคดีแล้ว ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยคดีได้ จึงให้งดการไต่สวน คดีเป็นอันเสร็จการไต่สวนของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 7 และให้เลื่อนไปนัดฟังคําสั่งในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 เวลา 13.30 นาฬิกา พร้อมกับไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 8 และที่ 9 ศาลมีคําสั่งให้เบิกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 7 ให้มาศาลตามนัด กําชับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 7 ให้มาศาลตามกําหนดนัด และหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 8 และที่ 9 มาศาลในวันเดียวกัน การส่งหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้ ให้ทนายของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 8 และที่ 9 แจ้งกําหนดวันนัดให้กับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ 8 และที่ 9 ทราบอีกทางหนึ่ง
ภายหลังกระบวนการภายในศาลเสร็จสิ้น ผู้อํานวยการสํานักอํานวยการประจําศาลจังหวัดธัญบุรีได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่า ผู้ต้องหาได้เขียนข้อความไม่เหมาะสมบริเวณผนังห้องผู้ต้องหา จากนั้นได้รับแจ้งเพิ่มเติมว่ามีกลุ่มคนประมาณ 15-20 คน มารวมตัวกันพร้อมส่งเสียงดังและร้องเพลง ใช้คําพูดที่ไม่สุภาพหรือกิริยาในทางที่ก่อให้เกิดความรําคาญนอกบริเวณศาลหน้าประตูทางเข้า พร้อมทั้งมีการทําลายทรัพย์สินของราชการได้รับความเสียหาย ซึ่งการกระทําของผู้ต้องหา เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยภายในบริเวณศาล และกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศของศาลจังหวัดธัญบุรี
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. โฆษก บช.น. เปิดถึงการชุมนุมทางการเมืองว่า วันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการชุมนุมจำนวน 4 จุด ทุกกลุ่มเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีกลุ่มทะลุแก๊สออกมาชุมนุมแต่อย่างใด ส่วนการดำเนินการทางด้านกฎหมายมีคดี 782 คดี สอบสวนสั่งฟ้อง 385 คดี คงเหลือ 397 คดี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อนุทินปลุกไทยหวนคืนเสือเอเชีย
นายกฯ ประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ “อนุทิน” ลั่นต่อยอดนโยบายควิกบิ๊กวิน พาไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก และเป็นเสือแห่งเอเชีย เล็งเดินหน้านโยบายหาเสียง “โพลพระปกเกล้า”
‘เสี่ยหนู’จดทะเบียนสมรส
“อนุทิน” หัวใจสีชมพู ควง “จ๋า ธนนนท์” จดทะเบียนสมรสที่บ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางครอบครัวเป็นสักขีพยานก่อนวันวาเลนไทน์ “รัฐบาล-ตำรวจ” พาเหรดเตือนภัยวันแห่งความรัก
แดงร่วมรบ.นํ้าเงิน! ยศชนันนำ ถกไร้เงื่อนไข คิวต่อไปทาบ‘กล้าธรรม’
"ภูมิใจไทย-เพื่อไทย" ชื่นมื่น ร่วมจัดตั้งรัฐบาล หนุน "อนุทิน" เป็นนายกฯ "หนู" ขอให้ลบเรื่องบาดหมางในอดีต กลับมาทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์บ้านเมือง แย้มเตรียมคุย "กล้าธรรม
‘ทร.’ปรับทัพ ทำ งานเชิงรุก ป้อง‘อธิปไตย’
กองทัพเรือปรับการทำงานเชิงรุกปกป้องอธิปไตยทางทะเล หลังพบเรือประมงเขมร 30 ลำรุกล้ำทะเลไทยด้าน จ.ตราดอีกรอบ ก่อนถูก "เรือหลวงเทพา
บาร์โค้ดระอุ!กกต.แจงยิบสู้ทีมล้มเลือกตั้ง
“กกต.” รับคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ตรวจสอบถึงบัตรเลือกตั้งได้ แต่ต้องมีต้นขั้ว ยันไม่รู้ถึงคนลงคะแนน "วิโรจน์" ซัดผิดเจตนารมณ์กฎหมาย ขู่ติดคุกยกยวง
สดุดีผอ.ศศิพัชร ปูนบำเหน็จ7ขั้น ศธ.เข้มงวดรปภ.
"สมเด็จพระสังฆราช" ทรงสดุดี "ผอ.ศศิพัชร" กล้าหาญเสียสละ ประทานปัจจัย-ผ้าไตร-ไม้จันทน์ "ศธ." ปูนบำเหน็จ 7 ขั้น

