ปลดล็อกท้องถิ่น ไปไม่ถึงฝันทอน กก.หาเสียงสู้ต่อ

ที่ประชุมรัฐสภาคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มอำนาจท้องถิ่นฉบับธนาธร จับตาแรงกระเพื่อมหลัง 2 สภาโหวตสวนทาง เสียงข้างมาก ส.ส.ให้ผ่าน แต่ส.ว.จับตอน "ก้าวไกล-ก้าวหน้า" แถลงเดือด! "ทอน" โต้สุดโต่ง ซัดคนที่กักขังประเทศไว้อย่างนี้ต่างหากที่สุดโต่ง ยันไม่ได้เลิกกำนัน-ผญบ. "พิธา" ลั่น! จะเอาไปหาเสียงทุกเขตเลือกตั้ง 

 เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ธันวาคม 2565 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม มีการโหวตร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช.... แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือร่างปลดล็อกท้องถิ่น ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 76,591 คน เป็นผู้เสนอ ในวาระที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมครั้งก่อน โดยเริ่มต้นที่การลงมติ

ทั้งนี้ ที่ประชุมเริ่มลงมติแบบขานชื่อ  โดยภาพรวมส่วนใหญ่เรียบร้อยดี จนกระทั่งถึงคิวนายพัฒนา สัพโพ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ขานมติ นายพัฒนากล่าวว่า “239 พัฒนา สัพโพ ไอ้โง่ รับหลักการครับ” นอกจากนี้ยังพบว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย ปรากฏตัวในการลงมติ โดยขานงดออกเสียง ท่ามกลางข่าวสะพัดว่าเดินทางไปดูไบเมื่อช่วงคืนวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา และยังไม่เดินทางกลับเข้าไทย หรือแม้แต่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง พาดพิง ร.อ.ธรรมนัสเกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนจีนสีเทา ก็ยังไร้เงา ร.อ.ธรรมนัสอยู่ดี กระทั่งล่าสุดปรากฏตัวในห้องประชุมรัฐสภาลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับดังกล่าว

ต่อมา เวลา 12.10 น. นายชวน ประกาศผลการลงมติว่า รับหลักการ 254 คะแนน แบ่งเป็น ส.ส. 248 คะแนน ส.ว. 6 คะแนน ส่วนไม่รับหลักการ 245 คะแนน  แบ่งเป็น ส.ส. 56 คะแนน ส.ว. 189 คะแนน งดออกเสียง 129 คะแนน แบ่งเป็น ส.ส. 119 คะแนน และ ส.ว. 10 คะแนน เท่ากับว่าที่ประชุมมีมติไม่รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับดังกล่าว เนื่องจากคะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ หรือ 361 คะแนน และได้คะแนนจาก ส.ว. ไม่ถึง 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.เท่าที่มีอยู่ หรือ 83 คน

ต่อมา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล,   นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล พร้อมสมาชิกพรรคก้าวไกล ร่วมกันแถลงหลังสภาคว่ำร่างกฎหมายปลดล็อกท้องถิ่น

โดยนายธนาธรกล่าวว่า ขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงถึงข้อที่เราคิดว่าไม่สมเหตุสมผล คือ  แนวคิดที่ว่าพวกเราสุดโต่งเกินไป เร็วเกินไป แรงเกินไป หลายคนกลัวว่าแนวคิดของเราจะนำไปสู่การแบ่งแยกประเทศ มันแรงเกินไปหรือไม่ ถามกลับว่าแล้วท่านไม่กลัวหรือว่าถ้าไม่ทำประเทศจะช้าและประชาชนจะเดือดร้อนไปอีกนานเท่าไร   คิดว่าความกลัวของท่านเป็นความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล ความกลัวของท่านกำลังกักขังอนาคตของประเทศนี้ และอนาคตของคนรุ่นต่อไปอยู่

"สุดโต่งเกินไปหรือไม่ ผมถามกลับว่าการปล่อยให้ปัญหาของประชาชนไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นสิบๆ ปี เป็นการอนุรักษนิยมสุดโต่งเกินไปหรือไม่ คำถามคือสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ปัจจุบันนี้ต่างหากที่สุดโต่งเกินไปหรือไม่ ผมยืนยันว่าสิ่งที่เราทำและเสนอไม่ได้สุดโต่งเกินไป คนที่กักขังประเทศไว้อย่างนี้ต่างหากที่สุดโต่ง"

นายธนาธรกล่าวต่อว่า คำชี้แจงต่อไปที่ตนคิดว่าไม่เป็นธรรม คือเรื่องการยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้าน ยืนยันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้านแต่อย่างใด โดยเขียนไว้ว่าให้จัดทำแผนการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค และมาทำประชามติว่าจะรับแผนยกเลิกส่วนภูมิภาคนี้หรือไม่ภายใน 5 ปี โดยให้สังคมไทยได้แลกเปลี่ยนกันว่าราชการส่วนภูมิภาคควรจะมีบทบาทอย่างไร

 “ความตั้งใจของเราไม่ใช่ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่เป็นการทำให้ประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ  การให้บริการประชาชนของภาครัฐดีขึ้น ข้อกล่าวหาและหลายข้อสงสัยไม่ได้ตั้งอยู่บนความจริง แต่ตั้งอยู่บนอคติที่ผิดๆ เสียดายอย่างยิ่งที่การลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ถูกปัดตกไป ถ้าเราดูเฉพาะเสียงของ ส.ส. ผมต้องบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เสียงรับหลักการมากกว่าเสียงไม่รับ จริงๆ แล้วที่มันไม่ผ่าน ต้องบอกว่ามันไม่สามารถหาเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ได้ถึง 84 เสียง หรือ 1 ใน 3 ตามที่กฎหมายกำหนด จึงน่าเสียดายโอกาสและเวลาของประเทศเป็นอย่างยิ่ง” นายธนาธรกล่าว

ด้านนายพิธากล่าวว่า ยินดีรับฟังและจะนำไปสานต่อ ซึ่งเราจะใช้เป็นนโยบายปราศรัยทุกเขต และยืนยันกับนายธนาธรว่าการกระจายอำนาจหรือการปลดล็อกท้องถิ่นได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน หากไม่มีการแก้กฎหมายต่อไปในครั้งหน้า ไม่มีพรรคที่เอาด้วย ไม่มี ส.ว.ที่มากกว่า 6 คน ประเทศไทยก็จะกระจุกตัวต่อไป ฉะนั้น ปัญหาของประชาชนที่ไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือแล้งซ้ำซาก ขยะส่งกลิ่นเหม็น ก็จะไม่มีโอกาสได้แก้ไข เพราะหลักการในการปกครอง คนที่ใกล้ชิดกับปัญหาควรที่จะได้รับโอกาสในการแก้ปัญหา

   ส่วนนายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่มีการเสนอให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคทันที หากประชาชนลงประชามติให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ในทางปฏิบัติสามารถวางหลักประกันได้ว่าจะไม่มีใครตกงาน หรือสูญเสียผลประโยชน์ความก้าวหน้าหรือทางอาชีพ ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐส่วนท้องที่อย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐยังคงอยู่เช่นเดิม ซึ่งสามารถพูดคุยได้ว่าจะอยู่ภายใต้สังกัดใด ซึ่งอาจตอบโจทย์มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ จึงขอยืนยันว่าร่างที่เสนอคือเอาพื้นฐานประชาชนเป็นที่ตั้ง และจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตประชาชนมากขึ้น

  นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล ยืนยันว่าเรื่องการกระจายอำนาจก็ไม่มีส่วนไหนเลยที่เราต้องการจะไปยกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นผ่านชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส.ส. และ ส.ว.บางส่วน จึงเป็นความเข้าผิดว่าพรรคก้าวไกลมีความประสงค์จะยกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นการใส่ร้ายพรรคก้าวไกล ทั้งที่ไม่ได้มีเนื้อหาสาระแบบนั้น ตนไม่อยากให้มีการผลิตซ้ำในสิ่งที่พวกเราไม่ได้ทำ จึงอยากฝากถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกคนให้ติดตามเนื้อหาสาระของร่าง และดูรายละเอียดนโยบายของพรรคก้าวไกล

ขณะที่นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ลงมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่า  เห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจที่แท้จริง ส่วนเนื้อหาของร่างแก้ไขที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะนำไปสู่การยุบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้น ตนมองว่าในชั้นกรรมาธิการสามารถแก้ไขปรับปรุงได้ แต่ในการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ผ่านการรับหลักการของรัฐสภา แต่กระจายอำนาจไปสู่ประชาชนยังเป็นความสำคัญ ดังนั้นในนโยบายการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมขับเคลื่อนการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนที่แท้จริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘กกต.’จ่อเคาะกฎใหม่!

นับหนึ่งเลือกตั้ง กกต.ถกสัปดาห์นี้ จ่อเคาะระเบียบเลือกตั้ง ส.ส.ฉบับใหม่ จับตาปมร้อน แบ่ง 400 เขตทั่วประเทศ

เตือน‘สรรพากรเก๊’หลอกดูดเงิน!

รัฐบาลเตือนอย่าหลงเชื่อสรรพากรเก๊หลอกยื่นภาษีประจำปี ให้กดลิงก์ปลอมตามที่ส่งให้ทางแอปพลิเคชัน LINE หรือให้แจ้งรหัส OTP 6 หลัก แนะตั้งสติ โทร.1161 ตรวจสอบว่าเป็นกรมสรรพากร หรือเจ้าหน้าที่สรรพากรจริง