ปรับ‘จีดีพี’ปี66 เหลือ2.5-3% เหตุส่งออกดิ่ง

“สภาพัฒน์” ปรับลดจีดีพีไทยปี 66 เหลือ 2.5-3% หลังไตรมาส 2 ขยายตัวได้แค่ 1.8% โดยมีปัจจัยหลักมาจากส่งออกที่ทรุดต่อเนื่อง 3 ไตรมาส สั่งจับตาสถานการณ์การเมืองฉุดเศรษฐกิจ

เมื่อวันจันทร์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาสที่ 2/2566 และภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2566 โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 ขยายตัว 1.8% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.6% ในไตรมาสแรกของปี 2566 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 ขยายตัวได้ 0.2%  จากไตรมาสก่อน รวมครึ่งแรกของปี 2566 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2%

โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้เพียง 1.8% มาจากภาคการส่งออกในไตรมาสนี้ที่ลดลง 5.6% ติดลบต่อเนื่องจากการลดลง 4.5% ในไตรมาสก่อนหน้า และติดลบติดต่อกัน 4 ไตรมาส โดยปริมาณส่งออกลดลง 5.8% ต่อเนื่องจากการลดลง 6.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 โดยลดลง 5.4% เช่นเดียวกับในเรื่องดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง 4.1% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่การอุปโภคภาครัฐลดลง 4.3% จากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ลดลงในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

นายดนุชากล่าวว่า ในส่วนของเศรษฐกิจไทยปี 2566 สศช.ได้ปรับคาดการณ์จีดีพีลงจากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 2.7-3.7% มาอยู่ที่ 2.5-3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่จะขยายตัวได้ 5% แต่การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลง 3.1% จากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า และ สศช.คาดว่าการเบิกจ่ายงบประมาณ 2567 จะลงสู่ระบบในไตรมาส 2 ของปีหน้า หลังจากที่งบประมาณปี 2567 เริ่มบังคับใช้ได้ในเดือน เม.ย.เป็นต้นไป

ขณะที่การลงทุนรวมจะขยายตัวได้ 1.6% การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ 2% และการส่งออกคาดว่าจะติดลบ 1.8% ตามปริมาณการค้าโลกที่ลดลงต่อเนื่อง ส่วนภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องและมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศได้ 28 ล้านคน แต่มีการปรับรายได้จากภาคการท่องเที่ยวลง 1.03 ล้านล้านบาท จากเดิม 1.27 ล้านล้านบาท เนื่องจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไม่สูงมากนัก

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วปรับลดลงที่ 1.7-2.2%  จากเดิม 2.5-3.5% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในปีนี้ มาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากกว่าคาด หนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร

เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ในส่วนการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2566 ควรให้ความสำคัญกับการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ รวมทั้งการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการติดตามป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวเนื่อง การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร และการขับเคลื่อนภาคการส่งออกสินค้า เพื่อไม่ให้เป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ส่วนการพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไปนั้น เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหาการบริโภคในประเทศ แต่เป็นเรื่องการส่งออก ดังนั้นต้องเร่งรัดการส่งออกเป็นหลัก การจะมีมาตรการใดๆ ออกมาต้องคำนึงถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนั้นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะมีมาตรการอะไรที่จะเข้ามาช่วยพยุงหรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ตรงเป้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะต้องติดตามเศรษฐกิจจีนที่มีความผูกพันกับเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก ตลอดจนปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ และการแข่งขันทางการค้าในช่วงถัดไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พ่ายฝน300มม.! ‘ชัชชาติ’ สารภาพยากต่อการรับมือให้รอ3วันนํ้าแห้ง

กรุงเทพฯ วิกฤต “ชัชชาติ" เผย กทม.ฝนสะสมกว่า 300 มม. ยอมรับยากต่อการรับมือ หากต้องการแก้อย่างมีประสิทธิภาพต้องลงทุนเพิ่ม ระบุสถานการณ์ทรงตัว คาดฝนลดลงช่วยระบายน้ำคลี่คลายภายใน 2-3 วัน พร้อมถอดบทเรียนพัฒนาระบบพยากรณ์

‘อนุทิน’รีบบินกลับ!

"อนุทิน" รีบกลับไทยก่อนกำหนด ประชุมคอนเฟอเรนซ์กำกับสถานการณ์น้่ำท่วมกรุง รัฐบาลเตือน 25 จังหวัดเสี่ยงแผ่นดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก ย้ำพื้นที่ฝนสะสมสูงเตรียมพร้อมอพยพ เปิดจุดจอดรถหนีน้ำฟรี

นายกฯโรดโชว์ แวะจีบอังกฤษ ลงทุนนวัตกรรม

นายกฯ โรดโชว์อังกฤษ ชูเสถียรภาพรัฐบาล ช่วยเดินหน้านโยบายต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่น ชวนเอกชนสหราชอาณาจักรลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต AI-วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-นวัตกรรม

‘จีน-สหรัฐ’ คุมเข้มAI ตั้งช่องทางสื่อสาร

จีนและสหรัฐอเมริกาตกลงที่จะจัดตั้ง "ช่องทางการสื่อสาร" สำหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ทั้งสองฝ่ายกล่าวหลังจากที่การประชุมสุดยอดที่วอชิงตันไม่ประสบความคืบหน้าใดๆ