อ้อนคนใต้ไว้ใจรบ. นายกฯนอนค้างคืนรอบ10ปี/อิ๊งค์ติด1ใน150เรียนมินิวปอ.

"เศรษฐา" ชื่นมื่นลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้วันที่ 2 ใส่เสื้อสีมายาเยือนยะลา สักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  เยี่ยมอุทยานการเรียนรู้ บอกเยาวชนเก่งแล้วต้องอย่าถ่อมตน มีของดีต้องทะเยอทะยาน โวเป็นนายกฯ ที่มาค้างคืน 3 จว.ชายแดนใต้ในรอบ 10 ปี ชี้เห็นโอกาสพื้นที่เติบโต เชื่อใส่เงินลงไปไม่สำคัญเท่าใส่ใจ โยนยกเลิก พ.ร.ก.เป็นหน้าที่ฝ่ายมั่นคง ย้ำไม่ล้มคุยสันติภาพ วางคิวทัวร์ "ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์" 2 มี.ค.ต่อทันที "วิปวุฒิฯ” ยัน 25 มี.ค.ไม่เลื่อนซักฟอก ม.153  "ภูมิธรรม" ปัดไร้กระแสปรับ ครม. บอกหากขยับคงหลังงบ 67 ผ่าน "อุ๊งอิ๊ง" มีชื่อติด 1 ใน 150 เข้าอบรม "มินิ วปอ." รุ่นแรก

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ภารกิจการลงพื้นที่  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นวันที่ 2 ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว “เที่ยวใต้สุดใจ” ณ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ระหว่างวันที่ 27-29 ก.พ. ช่วงเช้าเริ่มขึ้นเวลา 09.20 น. ภายหลังจาก

พักค้างคืนที่จังหวัดปัตตานีเป็นคืนแรก

โดยนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม, นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย, พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เข้าสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองยะลา โดยมี นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกฯ เดินทางถึงได้มีประชาชนชาวจังหวัดยะลาต้อนรับ มอบดอกกุหลาบสีแดง พร้อมกล่าวว่า ชาวยะลายินดีต้อนรับนายกฯ ซึ่งภายหลังสักการะศาลหลักเมือง นายกฯ พร้อมคณะรัฐมนตรีร่วมคณะได้ให้อาหารปลา

สำหรับวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีสีหน้ายิ้มแย้ม ใส่เสื้อมัดย้อมสีมายา ลายดอกพิกุล แซมด้วยใบศรียะลา สัญลักษณ์ต้นไม้ประจำจังหวัดยะลา

เวลา 09.50 น. นายกฯ เยี่ยมชมอุทยานการเรียนรู้ยะลา (TK Park) ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา แวะทักทายนักเรียนในห้องการเรียนรู้ต่างๆ และเมื่อมาถึงห้อง FabLab Yala เป็นห้องสำหรับผู้ที่มาเรียนรู้จะได้รับการต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ การสร้างสตาร์ทอัปในพื้นที่ และการสร้างอาชีพ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการเพิ่มจีดีพีของประเทศในอนาคต

นายกฯ ได้สอบถามการต่อยอดงานวิจัยต่างๆ หากสำเร็จจะต่อยอดอย่างไร และจะตั้งโรงงานขึ้นมาผลิตเองหรือไม่ ทั้งนี้ นายกฯ สนใจเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นการเสริมความรู้และสร้างอาชีพ พร้อมให้กำลังใจให้ทำต่อให้สำเร็จ โดยเฉพาะ Farmer Friends ให้เริ่มจากที่จังหวัดยะลาก่อน และต่อยอดไปในพื้นที่อื่นๆ

แนะเด็กต้องทะเยอทะยาน

"ขอให้มั่นใจในสิ่งที่ทำดี เมื่อเรามีฝีมือ เราเชื่อมั่นว่าเรามีของดี ขอให้ทะเยอทะยาน อย่าถ่อมตน เด็กทำมาแล้วผู้ใหญ่ก็ต้องสนับสนุนให้ต่อยอด ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ทำมาดีจะสูญเปล่า เพราะที่ผ่านมาก็ได้รางวัลมาเยอะแยะ" นายกฯ แนะนำผู้ฝึกสอนและเยาวชน

จากนั้นได้ร่วมรับฟังเวที My Dream ฉันฝัน ฉันเห็น ฉันอยากเป็น ของนักเรียนจังหวัดยะลา ที่ได้เล่าความฝันของตัวเองให้กับนายกรัฐมนตรีรับฟัง และได้ขอสนามบินให้กับชาวยะลา พร้อมสอบถามว่าพวกเราที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้รับโอกาสทางการศึกษาเหมือนกับพื้นที่อื่นหรือไม่

ทั้งนี้ นายกฯ ยืนยันว่าการอยู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้รับสิทธิ์ ไม่ได้รับโอกาสเท่าเทียมกับจังหวัดอื่น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องให้ประชาชนทุกคน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพถ้าผู้ใหญ่มาแล้วไม่เห็น มาแล้วไม่ทำ ผู้ใหญ่ก็ผิด

นายกฯ ได้ถ่ายภาพร่วมกับเยาวชนและมารับชมดนตรีเพลงเสน่ห์ยะลา และเพลง Can't Help Falling in Love จากวงออเคสตราเยาวชนเทศบาลนครยะลา  โดยนายกฯ ได้ส่งกำลังใจพร้อมส่งจูบ และมอบช่อดอกไม้ให้ ต่อจากนั้นนายกฯ   ชมนิทรรศการผ้า ที่เป็นผ้าเทคนิคย้อมด้วยแสง เป็นหนึ่งในกลุ่มผ้ามัดย้อม แบรนด์ pakaian melayu

เวลา 11.25 น. นายกฯ พร้อมคณะเดินทางมายังวัดช้างให้ เพื่อสักการะหลวงปู่ทวด และนมัสการพระสุนทรปริยัติวิธาน เจ้าอาวาสวัดช้างให้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โดยนายกฯ ได้สนทนาธรรมกับพระสุนทรปริยัติวิธาน เจ้าอาวาสวัดช้างให้

นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องความสงบ มั่นใจฝ่ายความมั่นคงได้ดำเนินการควบคู่ไปกับเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและมีความคืบหน้าในทิศทางที่เป็นบวกมากในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา สำหรับเรื่องเศรษฐกิจ ตนน้อมรับไปทำต่อ ไม่ว่าจะเรื่องการท่องเที่ยว วัฒนธรรม หรือการประมง ที่เป็นหัวใจของพี่น้องชาวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราได้มีการแก้กฎหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติประมงก็ได้เสนอเข้าสภาไปแล้ว รัฐบาลนี้ตระหนักดีและพยายามแก้ไขพัฒนา หวังว่าคงมีทิศทางบวกในเร็วๆ นี้

ก่อนเดินทางกลับเจ้าอาวาสวัดช้างให้ ได้มอบรูปเหมือนหลวงปู่ทวด ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว พร้อมพระผงหลวงปู่ทวดปี 2551 รุ่นบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ ให้กับนายกฯ จากนั้นนายกฯ พร้อมคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานปัตตานีไปยังท่าอากาศยานเบตง จังหวัดยะลา

ต่อมาเวลา 14.10 น. นายเศรษฐาพร้อมคณะเดินทางด้วยรถยนต์ Toyota Land Cruiser กันกระสุน หมายเลขทะเบียน กต 3264 ยะลา ถึงร้านอาหารบ่อปลานิลสายน้ำไหล (โกหงิ่ว) ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา โดยมี สส.จากพรรคประชาชาติให้การต้อนรับ ประกอบด้วย นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา เขต 1, นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา เขต 2 และนายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลา เขต 3 ซึ่งการรักษาความปลอดภัยยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ นายกฯ และคณะได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยมีนายชุมพล แจ้งไพร หรือเชฟชุมพล มาทำอาหารจากปลานิลสายน้ำไหลให้รับประทาน 2 เมนู คือ เมนูปลานิลผัดพริกขิง และเมนูปลานิลนึ่งส้มจี๊ด ซึ่งเมนูปลานิลสายน้ำไหลใช้ปลาน้ำหนัก 4.8 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 400 บาทประกอบอาหาร อาทิ เมนูปลานิลทอดกะเพรา ขาหมูสามรส ไข่เจียว แกงส้มปลานิล ขลุ่ยปลานิล ผัดถั่วเจี๋ย ทอดน้ำปลา ปลานิลสายน้ำไหลเบตงนึ่งซีอิ๊ว ปลาพลวงชมพูนึ่งซีอิ๊ว และของหวานเป็นเฉาก๊วยเบตง

ภายหลังนายกฯ รับประทานอาหาร ผู้สื่อข่าวถามว่าเมนูปลานิลสายน้ำไหลอร่อยหรือไม่ นายกฯ ยกนิ้วโป้ง พร้อมตอบว่า "กินประจำ อร่อยมาก แต่เห็นหลายโต๊ะไม่กินตรงท้องปลา ตรงนั้นอร่อย"

ฟุ้งนายกฯ ค้างคืนใต้รอบ 10 ปี

นายกฯ ยังได้เยี่ยมชมขั้นตอนการเลี้ยงปลานิลสายน้ำไหลเบตง และปลาพลวงชมพูฮาลาบาลา ด้วยความสนใจ ก่อนจะให้อาหารปลาและชมการจับปลาจากเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรจับปลานิลสายน้ำไหลตัวใหญ่ประมาณ 6 กิโลกรัมขึ้นมาได้ และบอกว่าตัวนี้มีราคาประมาณ 3,600 บาท จึงทำให้นายกฯ ถึงกับกล่าวว่า เมื่อพวกเรามาก็จะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า เป็น 7,200 บาท

เวลา 15.26 น. นายเศรษฐาพร้อมคณะเดินทางมาเยี่ยมชมกิจกรรมภายในสวนไม้ดอกเมืองหนาวเบตง (สวนหมื่นบุปผา) จังหวัดยะลา โดยมีชนเผ่าลาหู่ให้การต้อนรับ พร้อมมอบดอกไม้ ทั้งนี้นายกฯ ยังได้ทดลองทำเทียนหอมจากดอกไม้สดที่เหี่ยวแล้ว ซึ่งเป็นกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวสวนหมื่นบุปผานำกลับไปเป็นที่ระลึก ต่อมานายกฯ  รับฟังการบรรยายในพิพิธภัณฑ์โครงการไม้ดอกเมืองหนาว ก่อนถ่ายรูปและเซลฟีเป็นที่ระลึกกับชนเผ่าลาหู่ เจ้าหน้าที่และข้าราชการด้วย

นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีและยะลาว่า มาที่นี่มาดูเรื่องโอกาส ไม่อยากพูดถึงเรื่องปัญหา แต่เราเห็นโอกาสเยอะแล้ว จริงๆ แล้วปัญหาส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีตคือความห่างเหินระหว่างประชาชน ข้าราชการ ซึ่งอาจจะมีความไม่เข้าใจกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ให้งบประมาณ เรื่องงบประมาณที่นี่เยอะ แม้จะมีการใส่งบประมาณไปแล้ว มีโครงการไปแล้ว แต่การใส่เงินลงไปไม่สำคัญเท่าการใส่ใจ

"การที่ผมลงมาที่นี่ด้วยตัวเอง และมาค้าง 2 คืน ถือเป็นนายกรัฐมนตรีในรอบ 10 ปีที่ไม่ได้มาค้างที่นี่ ถือเป็นการแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าเราจะนำความเสมอภาค ความเท่าเทียม และโอกาสมาสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ และผมอยากให้พี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความไว้วางใจรัฐบาลนี้ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และจะเข้าเดือนรอมฎอนหรือพิธีถือศีลอด ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาอิสลาม มีการยกโทษให้กันและกัน เป็นเรื่องของการที่เราต้องเดินไปข้างหน้า วันนี้รัฐบาลพร้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนกับประชาชนในทุกเขตทุกประเทศ เพื่อให้เราลืมความทุกข์ และวันนี้อยากขอให้เราโฟกัสในเรื่องของโอกาสจะดีกว่า เพราะตอนนี้กำลังเห็นโอกาสอีกเยอะ พรุ่งนี้ไปจังหวัดนราธิวาส ก็คงได้เห็นโอกาสอีกเยอะ" นายเศรษฐากล่าว

ถามถึงเรื่องการพูดคุยสันติภาพที่รัฐบาลสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ริเริ่ม ซึ่งวันนี้จะครบรอบ 11 ปี รัฐบาลจะมีการต่อยอดหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า แน่นอนจะต้องดำเนินการต่อ แต่ในการพูดคุยกันอยากให้พูดคุยเรื่องของโอกาส เรื่องของอนาคตที่ดี ที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อถามย้ำว่าการพูดคุยจะไม่มีการล้มใช่หรือไม่ นายกฯ ยืนยันว่าจะไม่มีการล้มแน่นอน

ซักว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้หรือไม่จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ นายกฯ กล่าวว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องพูดคุยกัน วันนี้อย่างที่ตนขอร้องไว้  การลงมาครั้งนี้ไม่อยากพูดถึงเรื่องพวกนี้  เราไม่อยากพูดถึงความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง เราขอพูดถึงเรื่องโอกาสและศักยภาพดีกว่า ตนเชื่อว่าทุกคนรักและอยากทำให้ประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับเรา จึงอยากให้โฟกัสเรื่องนี้มากกว่า

จากนั้นเวลา 17. 25 น. นายกฯ เดินทางถึงด่านศุลกากรเบตง ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของด่านศุลกากรเบตง โดยนายกฯ รับฟังรายงานการบริหารงานและปัญหาของด่านศุลกากรเบตง ที่พบว่าบริเวณด่านมีความคับคั่งและระยะเวลารอคอยในการดำเนินการพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับยานพาหนะเข้าและออกชั่วคราว และการจราจรบริเวณช่องทางผ่านแดนในช่วงวันหยุดและเทศกาลต่างๆ ซึ่งพบว่าสถิติในปัจจุบันมีการใช้บริการเพิ่มมากขึ้น รวมถึงข้อเสนอที่ขอให้มีการขยายทางหลวงหมายเลข 410 ยะลา-เบตง เป็น 4 ช่องทางจราจร และการเจาะอุโมงค์ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ  กรมศุลกากร กรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดยะลา บังคับการตรวจคนเข้าเมือง นายกเทศมนตรีเบตง เป็นต้น

ทัวร์ 'ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์' ต่อ

นายกฯ กล่าวสรุปว่า สำหรับสำหรับการขยายถนน 4 ช่องทางสาย 410 ยะลา-เบตง ซึ่งจะทำให้แล้วเสร็จก่อน 4 ปี ส่วนการสร้างอุโมงค์จะให้กระทรวงคมนาคมทำการศึกษาเพื่อหาข้อมูลก่อน ไม่อยากให้คาดหวังเกินไป ส่วนเรื่องผังเมืองเป็นเรื่องระยะยาวที่ตนได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยไปประสานงานเพื่อดูผังเมืองยะลาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องการยกเว้นดำเนินการยกเลิกรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้าในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบต.ม.6) ขณะที่ในส่วนที่กรมโยธาธิการและผังเมือง จ.ยะลา เสนอเรื่องการเพิ่มพื้นที่การตรวจสินค้าและลานตรวจ และขนถ่ายสินค้า ตรงนี้ตนเห็นด้วยที่จะเร่งรัดให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แต่ต้องดูให้เร็ว และขยายลานจอดรถเทรลเลอร์และเพิ่มห้องเย็น

ต่อมานายกฯ ได้เดินไปตรวจเยี่ยมการทำงานของด่านศุลกากรเบตง พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งขณะที่นายกฯ มาตรวจในวันเดียวกันนี้ ด่านยังคงเปิดตามปกติ มีรถนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเดินทางเข้าฝั่งไทย และมีนักท่องเที่ยวจากฝั่งไทยข้ามไปยังฝั่งประเทศมาเลเซีย ก่อนที่นายกฯ จะขึ้นไปถ่ายรูปกับป้ายใต้สุดสยาม และนอนพักค้างคืน 1 คืนที่ อ.เบตง จ.ยะลา ก่อนบินไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.นราธิวาส ในวันที่ 29 ก.พ. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการลงพื้นที่ตรวจราชการ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจนายกฯ ภายหลังกลับจากลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า นายกฯ มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.กาฬสินธุ์ ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ โดยเวลา 08.45 น. นายกฯ และคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) ไปยังท่าอากาศยานร้อยเอ็ด

โดยจุดแรกเวลา 09.45 น. นายกฯ ติดตามประเด็นการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง ต.พระธาตุ อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นจะเดินทางไป จ.กาฬสินธุ์ ติดตามประเด็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ณ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้ากุดแคน ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ต่อมาเวลา 11.30 น. นายกฯ หารือประเด็นการแก้ไขปัญหาพนังกั้นลำน้ำชีทรุดตัว ที่บริเวณพนังกันลำน้ำชีชั่วคราว กม.6 บ้านสะดำศรี ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ก่อนที่ช่วงบ่ายเวลา 13.45 น. ประชุมหารือประเด็นปัญหาและแผนพัฒนาจังหวัดกาฬสินธุ์ ณ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

จากนั้นเวลา 15.30 น. หารือประเด็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บและใช้สำหรับการอุปโภค ณ พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยส้มป่อย ต.นาขาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ก่อนไปประชุมหารือประเด็นปัญหาและแผนพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ด ณ ที่ว่าการอำเภอโพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ในประเด็น 30 บาทรักษาทุกที่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด การพัฒนาท่องเที่ยวบึงโพนทอง การพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ติดตามความล่าช้าในการออกโฉนด สค.1 และที่ดินว่างเปล่า ของ อ.โพนทอง หนองพอก เมยวดี โพธิชัย ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเวลา 18.15 น.

ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน สว.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวถึงผลการประชุมวิปวุฒิสภาว่า วิปวุฒิสภายังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดวาระงานของวุฒิสภา คือวันที่ 25 มี.ค. เป็นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 153 ส่วนวันที่ 26 มี.ค. จะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 หลังผ่านขั้นตอนการพิจารณาวาระ 2 และ 3 จากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว โดยจะไม่มีการเลื่อนวันหรือขยับวันออกไปเป็นสัปดาห์ถัดไป ตามที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. นำเสนอ เพราะนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ยืนยันว่าไม่สามารถขยับได้ เนื่องจากตารางการพิจารณางบประมาณปี 66  ได้มีการวางแผนไว้เป็นขั้นตอนหมดแล้ว จากสภาผู้แทนฯ มายังวุฒิสภา และอาจเพิ่มวันพิจารณาเป็นวันที่  27 มี.ค.อีก 1 วัน หากการพิจารณางบฯ ไม่แล้วเสร็จ

อิ๊งค์ 1 ใน 150 เรียนมินิ วปอ.

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ใครจะปรับล่ะ สื่อปรับหรือเปล่า พร้อมกล่าวติดตลกว่า สำหรับตนไล่ก็ไม่ไปนะตอนนี้ยังไงก็อยากอยู่กระทรวงพาณิชย์ แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ที่นายกฯ หากท่านคิดว่าจัดการเพื่อความเหมาะสมก็มีสิทธิ์ทำได้ แต่วันนี้เท่าที่ฟังจากนายกฯ ก็สบายใจ และรัฐมนตรีทุกคนก็ทำงานหนักมาก ก็หวังว่ายังถูกปรับหลังงบประมาณประมาณปี 2567 ออกก็คงจะชัดเจน เพราะ 6 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้ทำงานมากในเรื่องการลงทุน แต่เรื่องพื้นฐานรัฐบาลทำไปเยอะแล้ว และคิดว่าในฐานะที่เป็นประธาน กมธ.งบฯ ปีนี้ทำให้งบประมาณออกได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างน้อยก็ 15 วัน จากเดิมที่ตั้งไว้ช่วงพฤษภาคมและเมษายน เมื่อได้เงินมาทำงานก็คงจะดีขึ้น ส่วนหลังจากนั้นหากได้เงินมาแล้ว ใครทำงานไม่ดีขึ้นก็อยู่ที่ นายกฯ จะประเมินและปรับได้

ถามว่าเก้าอี้ยังแข็งแรงอยู่ใช่หรือไม่  นายภูมิธรรมยิ้มพร้อมระบุว่า ตนแข็งแรงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไม่ใช่คนปรับ ครม. ก็เหมือนกันทุกกระทรวงที่ตั้งใจจะต้องทำงานในหน้าที่ให้ดี หากไม่อยากกระทบกระเทือน เพราะการที่ถูกเลือกมาเป็นรัฐมนตรี เพราะให้เลือกมาทำงาน ฉะนั้นหากทำงานก็ไม่มีอะไรที่จะมาเป็นปัญหาได้

ซักถึงกระแสข่าวจะมีการปรับรัฐมนตรีในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือไม่  นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่เคยได้ยินเรื่องการปรับ ครม.เลยจริงๆ ทั้งที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดนายกฯ และกับใครอีกหลายคน เคยได้ยิน แต่ให้ช่วยกันทำงานดีแล้ว ซึ่งท่านจะชื่นชม

ย้ำว่ากระทรวงเกษตรฯ จะยังไม่มีเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า หากพูดตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่พูดตอนอื่นตนไม่รู้ แล้วแต่นายกฯ

ถามถึงการประสานเข้าพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรมกล่าวว่า เคยให้สัมภาษณ์ไปแล้ว หากมีเวลาจะเข้าไปเยี่ยมท่านในฐานะที่เคยเป็นเจ้านายเก่า ซึ่งอยู่กันมา 20-30 ปี ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเมื่อไปอยู่ต่างประเทศและกลับมาเราก็คิดถึงและอยากเจอ แต่คิดว่าช่วงแรกอยากให้ท่านเจอกับครอบครัวก่อน เพราะจากกัน 17-18 ปี จะไปแย่งความสุขเขาได้อย่างไร ซึ่งหลังจากที่ท่านว่างก็อาจจะเข้าไปกราบและเยี่ยมเยียนให้สมกับความคิดถึงที่ไม่ได้เจอกัน 17 ปี

ซักว่าได้มีการโทรศัพท์พูดคุยกับนายทักษิณบ้างหรือยัง นายภูมิธรรมกล่าวว่า ได้โทร.คุยบ้างแล้ว โดยโทร.แสดงความยินดี เพราะเราก็สามารถติดต่อท่านได้อยู่แล้ว และตนกับทาง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็มีความสนิทสนมกัน รวมถึงครอบครัวชินวัตร ตนก็ทำงานมาตั้งแต่สมัยทำงานบริษัท

ถามว่า นายทักษิณได้ฝากคำแนะนำอะไรมาหรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่า ก็ทำได้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะตนรับฟังคำแนะนำจากทุกฝ่าย หากอะไรเป็นสิ่งดีขอให้บอกมา "เจ้านายเห็นเราทำงาน ก็คงบอกว่าดีนะ อาจจะชื่นชมเรา เราก็จะได้มีกำลังใจ"

พอถามว่า สส.ในพรรคเพื่อไทยอยากจะขอเข้าพบนายทักษิณบ้างหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่มีหรอก อย่างที่ น.ส.แพทองธารเคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า  สส.หรือคนที่ทำงานในพรรคเพื่อไทยคิดถึงนายทักษิณ และอยากจะพบ อยากจะกราบ แต่หากจะไปทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อาจจะเชิญท่านหลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยหรือสบายใจแล้ว ก็อาจจะเชิญท่านมาเจอที่พรรคได้ ซึ่งอยู่ที่หัวหน้าพรรคจะเชิญ เพราะเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดและเชิญง่ายที่สุด

วันเดียวกัน เว็บไซต์วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่เข้ารับการอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 1 หรือที่เรียกว่า หลักสูตร “มินิ วปอ.” จำนวน 150 รายชื่อ โดยมี พล.อ.อ.ภูมิใจ เลขสุนทรากร ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ลงนามวันที่ 28 ก.พ.2567 ทั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลาเข้าการอบรมตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ย.2567 พบว่ามีรายชื่อที่ประกาศครั้งนี้ มีชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ติดหนึ่งในนั้นด้วย

สำหรับการสมัครเข้าอบรมหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 1 ได้มีผู้สมัครจำนวนมาก แต่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและเข้าสอบสัมภาษณ์ได้ทั้งสิ้น 492 คน โดยมีทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน นักการเมือง และนักธุรกิจ โดยบุคคลที่มีชื่อเสียง นามสกุลดังนักการเมือง ได้ผ่านเข้ารับการอบรมรุ่นนี้ด้วย ได้แก่ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.ปชป.,  น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกรัฐบาล,  นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ หรือเอิง ทีมงานนายกฯ และเพื่อนสนิทอุ๊งอิ๊ง

นอกจากนั้นยังมีลูกหลานคนดัง และทายาทนักการเมืองหลายคน เช่น นายพชร นริพทะพันธุ์, น.ส.ศิรินันท์ ศิริพานิช,  นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์, นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล, นายพสุ ลิปตพัลลภ, น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน, นายรวิศ สอดส่อง, น.ส.นคนัน ชาญสุนทร เป็นต้น

ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ นายพิชิต ไชยมงคล, นายนัสเซอร์ ยีหมะ, นายสอและ กูมุดา ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นายใจเพชร กล้าจน และนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ตัวแทนกองทัพธรรมและตัวแทนศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือให้กับผู้บัญชาการทหารเรือ เรื่องขอให้ยึดมั่นในการปกป้องดินแดนประเทศไทย

เอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงการลากเส้นเขตแดนทางทะเล (เส้นเขตไหล่ทวีป) ที่จัดทำโดยประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่ลากผ่านกึ่งกลางของเกาะกูด จ.ตราด ของประเทศไทย ทั้งที่เกาะกูด จ.ตราดนั้นเป็นพื้นที่ของประเทศไทย

ท้ายหนังสือระบุว่า ในฐานะที่กองทัพเรือเป็นกองทัพทหารที่ต้องพิทักษ์ รักษาไว้ ซึ่งความมั่นคงของประเทศและการปกป้องดินแดนทางทะเล ปกป้องราชอาณาจักรไทยทุกตารางนิ้ว จึงขอส่งกำลังใจให้กองทัพเรือเพื่อร่วมกันกับประชาชนในการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยทางทะเลให้คงอยู่กับประเทศไทย ไม่ยอมสูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียวเพียงเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งเอาไปเจรจาด้านผลประโยชน์เฉพาะตน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง