1ปีไทยติดท็อป50! เศรษฐาขายฝันฮับการบิน/จ่อเหยียบยุโรปเริ่มที่‘ฝรั่งเศส’

“เศรษฐา” ลั่นไทยตื่นจากฝันแล้ว ประกาศว่า 1 ปีจากนี้ “สุวรรณภูมิ” จะเป็น 1 ใน 50 ของโลก  และเป็น 1 ใน 20 ของโลกภายใน 5 ปี  เตรียมไปขายออร์เดิร์ฟให้ฝรั่งฟัง “ทอท.-ตม.” เด้งรับนโยบาย โฆษก กต.เผยเตรียมเยือนแดนน้ำหอมประเทศแรกในยุโรป 7-12 มี.ค. เสี่ยนิดเผย “อานันท์”   แนะลงพื้นที่แออัด กทม.บ้าง เด็กก้าวไกลหวั่นซ้ำรอยยุคทักษิณ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนฟุ้งแต่เรื่องท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ ละเลยเรื่องยุติธรรม นายกฯ โต้ทันควัน

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มี.ค.2567 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงวิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND, AVIATION HUB” เพื่อประกาศถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม,  นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม รวมถึงผู้บริหารบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และสายการบินต่างๆ เข้าร่วม

นายเศรษฐาแถลงว่า สัปดาห์ก่อนแถลงวิชั่นตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง 8 ด้าน หนึ่งในนั้นคือ การทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ซึ่งมีความเชื่อว่าศักยภาพของประเทศไทยพร้อมมาก ถูกระเบิดออกมาให้ชาวโลกรู้ว่าศักยภาพของเรามีมากขนาดไหน และก่อนที่จะอัปเกรดศูนย์กลางการบิน เราต้องยอมรับว่าเรามีปัญหาอะไรบ้าง 10 ปีที่แล้วสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่อยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก แต่ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 68 ของโลก ตกมา 55 อันดับ เพื่อนบ้านไม่ได้ลงทุนอะไรเลยอย่างมาเลเซีย แต่อันดับสูงกว่าเรา และถ้าวันนี้ไม่มีการทำอะไร อย่าว่าจะขึ้นเลย 68 ก็ตกลงไปได้

นายเศรษฐากล่าวว่า สุวรรณภูมิมีพื้นที่ 20,000 ไร่ รัฐบาลมีแผนขยายขีดความสามารถให้รองรับผู้โดยสารได้ 150 ล้านคนต่อปีภายในปี 2573 และเมื่อปลายปีที่แล้วก็เปิดใช้อาคารเทียบเครื่องบิน SAT1 ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ที่ได้วางโครงสร้างไว้ แต่ก็ยังยอมรับว่ามีปัญหาอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้จะมีการเปิดให้ครบ 100% ภายในไตรมาส 2 ของปี 2567 รองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 45 ล้านคน เป็น 60 ล้านคนต่อปี และมั่นใจหลังจาก 6 เดือนนี้ต่อไป เราจะไม่เห็นผู้โดยสารที่รอคิวนาน สุวรรณภูมิไม่ใช่แค่เทกแคร์คนอย่างเดียว แต่ต้องดูเรื่องของสินค้าด้วย เพราะเป็นสิ่งสำคัญ โดยจะเปิดพื้นที่รองรับเครื่องบินเจ็ตมาลงให้มากขึ้น เปิดประตูรับเงินหลายล้านเข้าสู่ประเทศ

 “รัฐบาลจะเปลี่ยนให้สนามบินดอนเมืองเป็น Point to Point แอร์พอร์ต จุดเด่นคือสะดวกรวดเร็ว ครบครัน รับผู้โดยสารให้มากยิ่งขึ้น จะสร้างอาคารอินเตอร์เนชันแนลใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับผู้โดยสารมากขึ้น ปัจจุบันรับผู้โดยสารอยู่ที่ 30 ล้านคน จะเพิ่มให้เป็น 50 ล้านคน และสนามบินสุวรรณภูมิสร้างอาคารจอดรถเพิ่มให้สามารถจอดรถเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่า ประมาณ 7,600 คัน โดยในช่วง 3 เดือนนี้เราจะเพิ่มที่จอดให้ได้อีก 1,000 คันก่อน ส่วนมาสเตอร์แพลนจะสร้างสนามบินอันดามัน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวของภูเก็ต พังงา กระบี่ และจังหวัดใกล้เคียง และพัฒนาสะพานสารสิน เพื่อรองรับรถได้มากขึ้น และให้เรือขนาดใหญ่สามารถผ่านได้ รองรับเศรษฐีทั่วโลก ส่วนทางภาคเหนือก็จะมีสนามบินล้านนา เพื่อรองรับผู้โดยสารอีก 20 ล้านคนต่อปี” นายเศรษฐากล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า จะยกระดับสนามบินเมืองรองทั่วประเทศ เช่น สนามบินน่าน ศรีสะเกษ นครราชสีมา ให้กลายเป็นสนามบินหลักให้ได้ ควบคู่กับพัฒนาครัวไทยสู่การเป็นครัวโลก ผ่านการผลิตอาหารบนเครื่องบินที่ดีที่สุดในโลก รวมถึงการขยายอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงรักษา เป็นศูนย์กลางการบำรุงรักษา ทั้งเครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินส่วนตัว ต่อยอดระบบขนส่งและคลังสินค้า รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือทั้งจากสายการบินต่างๆ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมโรงแรม เพื่อพัฒนาการบิน เส้นทางการบิน จำนวนและประเภทเครื่องบินส่วนตัวและการบริการ

1 ปีจากนี้สุวรรณภูมิขึ้นท็อป 50

“การเดินทางไปยุโรปครั้งนี้ผมจะไปคุย โดยประเทศไทยจะอธิบายให้ฟังทั้งหมดในเรื่องดีๆ ว่ามีอะไรบ้าง แต่สัปดาห์หน้าที่เดินทางไปนี้เป็นแค่ออร์เดิร์ฟไปโฆษณาว่าปีหน้าเราจะมีอะไรบ้าง ซึ่งผมรับรองได้ว่าเขาจะต้องชอบและพอใจ และจะเดินทางมาไทยมากยิ่งขึ้น” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับสายการบินไทย สายการบินแห่งชาติ เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน การพัฒนาต่อไปจะไปไม่ได้ถ้าสายการบินไทยไม่แข็งแรง ต้องมีการบริหารให้เหมาะสม ทั้งลักษณะเครื่องบิน จะต้องมีการพัฒนาระบบตั๋วที่หลายประเทศใช้ระบบออนไลน์ และหากหลุดพ้นจากแผนฟื้นฟูแล้ว เราต้องมีความทะเยอทะยานให้การบินไทยติดอันดับโลก อย่างน้อยต้องติดอันดับ 3 ของเอเชีย คนไทยต้องภาคภูมิใจ

“ผมขอประกาศว่า 1 ปีจากนี้ สนามบินสุวรรณภูมิจะต้องเป็น 1 ใน 50 ของโลก และ 1 ใน 20 ของโลกภายใน 5 ปี พี่น้องที่อยู่ในฐานรากให้ความหวังเยอะมาก เรามีความฝันทุกวันอยากให้มันเป็นจริง อยากให้มันเกิดขึ้นมาได้ ผมขอประกาศวันนี้เราตื่นแล้ว ฝันดีแล้ว วันนี้ตื่นขึ้นมาร่วมกันให้ความฝันเป็นความจริง ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้จะมีส่วนร่วมทำให้เราถึงจุดมุ่งหมายนั้นได้ ขอขอบคุณและให้กำลังใจทุกคน เพื่อให้ศักยภาพที่สำคัญที่สุดคืออัปเกรด Aviation Hub เป็นความจริง” นายเศรษฐาระบุ

ด้านนายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า เป้าหมายการผลักดันท่าอากาศยานไทยให้ติดอันดับ 1 ใน 50 สนามบินที่ดีที่สุดในโลกภายใน 1 ปีนับจากนี้ โจทย์แรกที่ ทอท.ต้องเร่งดำเนินการคือ พัฒนาบริการผู้โดยสารให้ได้มาตรฐานและรองรับการเดินทางที่ดีที่สุด ซึ่งเบื้องต้นได้หารือร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ 100 คน ให้บริการช่องทางตรวจคนเข้าเมือง ส่วนเป้าหมายอีก 5 ปี สู่การเป็น 1 ใน 20 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก ต้องเดินหน้าโครงการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยปัจจุบัน ทอท.อยู่ระหว่างทบทวนแผนแม่บทในการพัฒนา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า หรือราว พ.ย.นี้

“แผนลงทุนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า โครงการแรกที่ต้องผลักดันคือการเพิ่มพื้นที่อาคารผู้โดยสารหลังเดิมเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสาร ซึ่ง ทอท.อยู่ระหว่างปรับปรุงแบบก่อสร้างโครงการส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออกของอาคารผู้โดยสาร มูลค่า 9,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่อีกไม่น้อยกว่า 60,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปี คาดว่าจะเปิดประมูลในเดือน มิ.ย.นี้ ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2570” นายกีรติกล่าว และว่า โครงการที่เหลือจะทยอยดำเนินการปลายปี 2568 เป็นต้นไป

นายกีรติกล่าวอีกว่า หากการลงทุนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิแล้วเสร็จตามแผนในปี 2573 จะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิขึ้นอันดับ 1 ใน 20 สนามบินที่ดีที่สุดในโลกตามเป้าหมายรัฐบาล  เพราะรองรับผู้โดยสารได้ 150 ล้านคนต่อปี และเป็นสนามบินที่ใหญ่ติด 1 ใน 5 ของโลก

ขณะที่ พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 (ผบก.ตม.2) และโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) การยกระดับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้ติดอันดับ 50 สนามบินที่ดีที่สุดในโลกภายในเวลา 1 ปีนั้น เป็นโจทย์ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนและทำให้สำเร็จ ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าภายใต้ข้อจำกัดคือเรื่องของกำลังพล เพราะถูกย้ายออกไป 40% เมื่อนายกฯ มารับทราบปัญหาก็ได้รับการสนับสนุน และก่อนถึงช่วงเดือน เม.ย. ก็จะได้รับการสนับสนุนกำลังพล 200 คน และต่อไปจะรับเพิ่ม 330 คน

 “ผมให้ความมั่นใจว่า ตม.พร้อมขับเคลื่อนตามนโยบายนายกรัฐมนตรีเต็มที่” พล.ต.ต.เชิงรณกล่าว

‘เศรษฐา’ เหยียบยุโรปครั้งแรก

ส่วนนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวถึงกำหนดการของนายเศรษฐา ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสและสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนีอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 7-13 มี.ค. ว่านายกฯ จะเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7-12 มี.ค. ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในแถบยุโรปที่นายกฯ เดินทางเยือน  จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังเยอรมนีในวันที่ 12-13 มี.ค. ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการเดินทางเยือนไทยของประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อ 24-26 ม.ค.

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายเศรษฐาพร้อมคณะเตรียมเดินทางไปตรวจราชการที่ จ.ร้อยเอ็ดและกาฬสินธุ์ ในวันที่ 2 มี.ค.เพื่อตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง การแก้ไขปัญหาพนังกั้นลำน้ำชีทรุดตัว พร้อมกับหารือการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแลนด์มาร์ก

ด้านนายเศรษฐากล่าวว่า ได้ไปร่วมงานบำเพ็ญกุศล ม.ร.ว.สดศรี ปันยารชุน ภริยานายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ ซึ่งได้พูดคุยกัน โดยท่านได้แนะนำว่า เมื่อไปดูแฟลตตำรวจและทหารมาแล้ว ไปดูความยากจนของพี่น้องต่างจังหวัดมาแล้ว ท่านต้องดูที่กรุงเทพฯ ด้วยนะ ให้ไปดูที่ชุมชนแออัดทั้งหลาย แต่ไม่มีเวลาในช่วงนี้ โดยหลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศจะหาเวลาลงพื้นที่

ส่วนนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงกรณีนายเศรษฐาลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างวันที่ 27-29 ก.พ. ว่าการเดินทางลงพื้นที่ของนายเศรษฐาครั้งนี้  โดยภาพรวมเน้นไปในเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และการท่องเที่ยว ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เห็นตรงกันว่าต้องพัฒนา แต่สิ่งที่ต่างกันคือเมื่อมองไปดูในไส้ในของการเดินทางครั้งนี้ เราเห็นว่านายกฯ  อาจมีบางอย่างที่มองผิดพลาดไป ซึ่งขอเปรียบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนที่มีอาการโรค แต่ข้างนอกดูเหมือนร่างกายดี เพราะมีเสียงสะท้อนว่าเมื่อนายกฯ ลงพื้นที่ด่านตรวจและจุดตรวจที่ตั้งเต็มพื้นที่กลับหายไป แต่เมื่อนายกฯ  กลับพื้นที่ด่านตรวจก็กลับมีเข้ามาใหม่

นายรอมฎอนกล่าวอีกว่า ถ้าฟังสิ่งที่นายกฯ ต้องการสื่อสาร ดูเหมือนตั้งใจแก้ปัญหา และเรียกร้องความไว้วางใจจากประชาชน และสิ่งที่นายกฯ พูดซ้ำตลอดเวลาระหว่างลงพื้นที่ คือเรื่องความเสมอภาค ความเท่าเทียม และเรื่องโอกาส แต่สิ่งที่ขาดไปคือความยุติธรรม ซึ่งถือเป็นแกนกลางในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายกฯ ยังไปไกลถึงขนาดพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่อดกลั้น และอ้างถึงสถานการณ์ว่าอีกไม่กี่สัปดาห์จะเข้าสู่เดือนรอมฎอน และเรียกร้องให้ประชาชนยกโทษให้กับกันและกัน ซึ่งไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นายกฯ พูดถึงหมายถึงเรื่องอะไร หรือเป็นเหตุการณ์ตากใบเกือบเมื่อ 20 ปีที่แล้วหรือไม่ เพราะเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นบาดแผลสำคัญ

“ปี 2547 รัฐบาลนายทักษิณประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งต่ำมาก นายทักษิณก็พยายามพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่พูดถึงปัญหา ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลนายเศรษฐา กำลังทำอยู่คือการประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงไม่กล้าปะทะกับปัญหาใจกลางความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมองข้ามไป ขอเตือนนายเศรษฐาว่า ต้องทบทวนสถานการณ์ภาคใต้ใหม่ ถ้าท่านดูเบาสถานการณ์เกินไป และมอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคงดูสถานการณ์อย่างเดียว ผมเกรงว่าในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารที่เป็นผู้นำพลเรือน เกรงว่าท่านจะตัดสินใจในทางการเมืองผิด ดังนั้น นายกฯ ควรจะเรียงลำดับการแก้ปัญหาเสียใหม่” นายรอมฎอนกล่าว

นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าเยี่ยมคารวะจุฬาราชมนตรี ในโอกาสได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ว่าได้พูดคุยเรื่องการลงพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจุฬาราชมนตรีได้ฝากให้รัฐบาลพัฒนาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ

เมื่อถามว่า มีการสังเกตจาก สส.พรรคก้าวไกล ว่าการลงพื้นที่ 3 จังหวัดของนายกฯ ครั้งนี้ มีแต่การพูดคุยมิติการท่องเที่ยวเพียงมิติเดียว โดยละเลยปัญหาไฟใต้และความยุติธรรมในพื้นที่ นายกฯ กล่าวว่า เชื่อว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาโดยตรง คือปัญหาเศรษฐกิจ ศักยภาพและโอกาสที่ไม่มีใครหยิบยกมาพูด ส่วนเรื่องความยุติธรรมในพื้นที่ ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ช่วงเวลา 6-7 เดือนที่ผ่านมาที่เราทำงาน ความรุนแรงในพื้นที่ก็ลดลง เศรษฐกิจ ปากท้องดีขึ้น เชื่อว่าความสงบ การทะเลาะเบาะแว้งไม่เกิดขึ้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง