ตัดตอนเซฟนายกฯ ถุงขนมอ้างออกเพื่อชาติ/อดีตกกต.ชี้ยังไม่จบลุ้นศาล23พ.ค.

เซฟเศรษฐา! “พิชิต” ยอมฮาราคีรียื่นจดหมายลาออก หวังให้นายกฯ และรัฐบาลเดินหน้าต่อ ก่อนประชุม ครม.ขึงขังบอกจะเป็นองครักษ์พิทักษ์ พร้อมซัดคาใจคำสั่งศาลฎีกาใช้คำว่าน่าจะจำคุก 6 เดือน แต่หลังหารือทีมกฎหมาย 2 ชั่วโมงก็ร่อนจดหมายไขก๊อก “เสี่ยนิด” ให้สัมภาษณ์จากอิตาลีทันควัน ชื่นชมสปิริต แจงไม่มีตำแหน่งอื่นให้เพราะเชื่อว่าจะไปทำงานให้พรรค 

เมื่อวันอังคารที่ 21 พ.ค.2567 มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีแจ้งลาประชุมถึง 6 ราย

นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 40 คนยื่นถอดถอนนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าไม่ได้พูดคุยกัน  เพิ่งเดินทางกลับจากภารกิจที่ฝรั่งเศส ก็ขอให้เป็นเรื่องว่าไปตามกระบวนการ  เมื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ให้ศาลพิจารณา เพราะรัฐบาลก็มั่นใจว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสม ถูกต้อง  และเป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อถามว่า มีการมองถึงเรื่องจริยธรรมของคนที่มาเป็นรัฐมนตรี นายภูมิธรรมสวนว่า “จะจริยธรรมอย่างไรล่ะครับ มีปัญหาตรงไหน ไม่ได้มีปัญหาอะไรตามกระบวนการเงื่อนไขคุณสมบัติต่างๆ ทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น เมื่อเอาเรื่องนอกคุณสมบัติมาพูดมันก็ยากจะพิจารณา”

ถามต่อว่า ยังไม่ได้มองข้ามไปถึงกรณีเกิดอุบัติเหตุกับนายกฯ ที่อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามนายพิชิตใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า อย่าเพิ่งไปมองไกลขนาดนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ รัฐบาลก็ทำไปชัดเจนและมีความเห็นกฤษฎีกาควบคู่ไปด้วย และเมื่อไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญและศาลรับเรื่องไปพิจารณา ก็เพิ่งแค่รับขั้นตอนแรกเท่านั้น ต้องรอให้พิจารณาจริงๆ

เมื่อถามว่า มี สว.บางส่วนมองว่าไม่เหมาะสม กรณีหมดวาระแล้วแต่มายื่นถอดถอน นายภูมิธรรมกล่าวว่า นี้แหละ มีความเห็นที่แตกต่างกัน มองเรื่องนายกฯ พิจารณาเรื่องหนึ่ง มองเรื่อง สว.ก็อีกเรื่องหนึ่ง คิดว่าให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็นตามนั้น ถ้าเราเคารพกฎเกณฑ์กติกา ไม่ไปนอกกฎเกณฑ์กติกา ทุกอย่างก็เดินได้ด้วยดี

 “อยากให้ทุกคนกลับเข้ามาช่วยกันใช้สติปัญญา คิดว่าประเทศจะรอดอย่างไร จะไปได้ด้วยดีอย่างไร ช่วยให้ประชาชนมีสภาพที่ดีกว่านี้ได้อย่างไร ให้ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่เดินหน้าไปข้างหน้า ดีกว่าที่จะไปสนใจปัญหาที่จุกจิก หลายๆ เรื่องที่เป็นประเด็นและเป็นไปตามกระบวนการ ถ้าอยากจะยื่นขึ้นมาให้เป็นไปตามกระบวนการ” นายภูมิธรรมกล่าว

'พิชิต' มันปากอัดคำพิพากษา

ด้านนายพิชิต กล่าวก่อนประชุม ครม.ถึงเรื่องนี้ว่า การตั้งรัฐมนตรีของนายเศรษฐาไม่ได้ผิดอะไร ไม่ได้ทำอะไรผิดแปลกแตกต่างจากนายกฯ คนอื่นในอดีต จึงอยากเรียนว่า มาเอาเรื่องท่านทำไม การตั้งรัฐมนตรี คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีต้องไปกรอกคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม จากนั้นนายกฯ ต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปตรวจสอบตามกระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งทำงานอย่างมืออาชีพ และไม่มีทางช่วยตนเอง โดยจะส่งเรื่องไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมบังคับคดี เพื่อตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดอาญาหรือไม่ เวลาจะดูเรื่องความซื่อสัตย์และจริยธรรมไม่ได้ดูที่กฤษฎีกาอย่างเดียว

นายพิชิตกล่าวต่อว่า อยากถามและขอวิงวอน (พร้อมยกมือไหว้) ว่าไปเอาผิดนายกฯ ทำไม และไม่ควรเอาเรื่องใดๆ กับนายเศรษฐา ขอโอกาสให้นายกฯ ได้ทำหน้าที่ตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้ ดังนั้นท่าน (สว.) ไม่มีสิทธิใช้ดุลพินิจคิดเองทำเองใดๆ ทั้งสิ้น

“นี่ผมพูดจากใจ ผมอยู่ตรงจุดนี้ผมพูดไม่อาย ผมเป็นองครักษ์พิทักษ์ท่านนายกฯ และองครักษ์พิทักษ์หลายนายกฯ มาแล้ว ฉะนั้นต้องเอาความจริงและหัวใจมาพูดกัน ไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง” นายพิชิตกล่าว

 นายพิชิตยังกล่าวด้วยว่า ชีวิตถูกกระทำตั้งแต่ปี 2551 โหยหาความยุติธรรมมาทั้งชีวิต เพราะเป็นคนไทย แต่ถูกตัดสินในศาลเดียว ทั้งที่ศาลมี 3 ชั้นศาล เวลานักการเมืองถูกคดียังต่อสู้ได้ 2 ชั้นศาล นี่คือความขมขื่นในหัวใจ และมั่นใจในหลักความเป็นธรรมของศาลรัฐธรรมนูญมีจริง ไม่หวั่นไหว เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร แต่คำวินิจฉัยศาลฎีกาไม่ได้ผูกพันศาลรัฐธรรมนูญ รอจังหวะยิงลูกนี้มานานแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นบรรทัดฐาน จะเป็นโอกาสในชีวิตที่ได้ดิแคลร์ชีวิตตัวเอง ตนไม่ได้หวั่นไหว

 “ประเด็นในศาลฎีกาไปดูเถิด ถ้ามีตรงไหนระบุว่าผมไปหิ้วถุงเงิน 2 ล้าน ผมลาออกวันนี้เลย ไม่ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คนที่ว่ากล่าวผมว่าทนายถุงเงิน 2 ล้าน พูดกันอย่างคนไร้สติ ไม่มีเหตุมีผล ในคดีอาญาก็ใช้วิธีพิจารณาความอาญาเป็นหลัก อะไรที่พิจารณาโดยวิธีพิจารณาความอาญาไม่บัญญัติไว้ ให้ใช้วิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม และไม่เคยมีการใช้ประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะมาตรา 83 มาใช้ในการพิพากษาคดี นี่คือความเก็บกดที่ผมโหยหาความยุติธรรม ผมติดใจมาตรา 83 มาทั้งชีวิต เอามาเขียนใส่ได้อย่างไร ในเมื่อผมไม่มีการกระทำอะไรเลยในการถือเงินเอามาใส่ทำไม และในคำสั่งศาลฎีกามีคำหนึ่งระบุว่า ผมน่าจะรู้ อ้าวน่าจะก็ขังผมแล้วเต็มพิกัด 6 เดือน ที่กล่าวหาว่าพิชิตถือถุงเงิน ก็ไปตั้งข้อสมมุติฐานว่าผมน่าจะรู้  ขอให้ไปดูคำสั่งให้ดี จะพบข้อพิรุธข้อสังเกตมากมาย ผมถึงชอบที่ไปศาลรัฐธรรมนูญ ถามอะไรผมตอบได้ทุกประเด็น" นายพิชิตกล่าว

นายพิชิตยืนยันว่า นายกฯ ไม่มีอะไรผิดเลย มันเป็นวาระเป็นวงจรอุบาทว์ ท่านบริหารประเทศดีๆ มาทำให้เกิดการกระทำแบบนี้ให้ผู้นำประเทศต้องออกจากตำแหน่ง ซึ่งคำตอบของการแก้วงจรอุบาทว์ หากลาออกแล้วทุกอย่างจบจะทำให้พี่น้องทั้งประเทศพร้อมยกมือไหว้แล้วกล่าวอีกว่า พูดกลางแดดต่อหน้าพระสยามเทวาธิราช ในองคาพยพของกระบวนการยุติธรรม และองคาพยพอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวงไปคิดมา โจทย์ที่เกิดวงจรอุบาทว์อย่างนี้ หากนายพิชิตลาออกแล้วจบปัญหา พร้อมลาออกทุกเมื่อ และต้องยืนยันให้ได้ว่าถ้าลาออกแล้วจบ

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นเกมการเมืองต้องการล้มนายเศรษฐาหรือไม่ นายพิชิตตอบว่า แน่นอน วันนี้ถือเป็นเงื่อนไงเพราะวงจรอุบาทว์เล่นแบบนี้ ตอนนี้เรามีนายกฯ บ้านเมืองปกติอยู่แล้ว มาทำให้บ้านเมืองยุ่งเหยิงขาดไร้นายกฯ ทำไม ไปช่วยกันคิด ไม่ใช่การบ้านของตนเอง  การบ้านตนเองคือเมื่อคิดตกนายพิชิตลาออกแล้วมันจบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างให้สัมภาษณ์ นายพิชิตที่ท่าทางมั่นใจ บางช่วงถึงกับปากสั่น และเมื่อให้สัมภาษณ์เสร็จก่อนเดินขึ้นตึกบัญชาการเพื่อประชุม ครม. นายพิชิตได้ชูกำปั้นแสดงความมั่นใจ

ถก 2 ชม.ก่อนไขก๊อก

ต่อมาเวลา 15.43 น. สำนักโฆษกทำเนียบรัฐบาลได้เผยแพร่หนังสือลาออกจากตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ ของนายพิชิต โดยมีใจความสำคัญระบุว่า ขอยืนยันชีวิตยึดมั่นในความบริสุทธิ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประกอบวิชาชีพด้วยความชื่อสัตย์สุจริต เป็น สส.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย เมื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาของนายกฯ ในฐานะฝ่ายกฎหมาย ทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์จนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ ด้วยความชอบตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่เมื่อมีการยื่นคำร้องเกี่ยวกับข้าพเจ้า ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าได้ตรวจสอบและเชื่อมั่นโดยสุจริตแล้วว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายทุกประการก็ตาม แต่เรื่องนี้ได้มีการพาดพิงไปถึงนายกฯ หัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดินต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ ที่มีความจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยความต่อเนื่อง ข้าพเจ้าจึงไม่ยึดติดกับตำแหน่ง ในลักษณะยึดถือประโยชน์ส่วนตนยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนรวม  ข้าพเจ้าจึงขอลาออกจากการดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 21 พ.ค.2567 เป็นต้นไป นับแต่นี้ขอใช้โอกาสส่วนตัวทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบต่อไปจนชีวิตข้าพเจ้าจะหาไม่

มีรายงานว่า ช่วงเช้านายพิชิตยังมีท่าทีมั่นใจและยังปฏิบัติภารกิจตามกำหนดที่วางไว้ ก่อนจะมีหารือกับฝ่ายกฎหมาย โดยหนึ่งในนั้นมีคณะทำงานของนายเศรษฐาได้มาร่วมหารือด้วย ซึ่งใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ภายหลังเขียนใบลาออก นายพิชิตได้หารือกับนายภูมิธรรมด้วย จากนั้นไม่นานก็มีหนังสือลาออกตามออกมา

สำหรับนายพิชิต ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. และได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณฯ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. รวมเวลาปฏิบัติหน้าที่ 19 วัน นับตั้งแต่วันเข้าถวายสัตย์ฯ

ต่อมาในเวลา 16.13 น. นายพิชิตได้เดินออกจากห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อขึ้นรถประจำตำแหน่งออกจากทำเนียบฯ โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงเหตุผลการลาออกว่ามาจากอะไร นายพิชิตได้ระบุว่า เหตุผลตามใบที่แจ้งลาออกแล้ว ไม่มีใครกดดัน และไม่มีอะไร

เมื่อถามว่า แต่ช่วงเช้าแสดงความมั่นใจว่าจะไม่ลาออกฯ นายพิชิตกล่าวว่า เมื่อเช้า ก็บอกแล้วไง ก่อนจะพูดปัดว่าไม่มีอะไร เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะไปดำรงตำแหน่งอะไร นายพิชิตหันกลับมาตอบผู้สื่อข่าวว่าจะให้ทำงานอีกหรือ  ก่อนหัวเราะโบกมือลาสื่อมวลชน และกล่าวว่า ชื่นบาน ชื่นบาน

เมื่อถามว่า สรุปแล้วได้คุยกับนายกฯ   หรือไม่เกี่ยวกับการลาออก นายพิชิตกล่าวว่า สบายๆ ไม่มีอะไรกดดันเลย ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง

เมื่อถามว่า ออกจากตำแหน่งแล้วคดีของนายกฯ ที่เหลืออยู่จะถูกศาลรัฐธรรมนูญจำหน่าย และไม่พิจารณาต่อในภายหลังหรือไม่ นายพิชิตไม่ตอบ เพียงแต่โบกมือและกล่าวว่า บ๊ายบายสื่อ ก่อนขึ้นไปบนรถ ก่อนลดกระจกลงและโบกมืออีกครั้งพร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า  “อยู่ให้คนรัก จากให้คนคิดถึง สโลแกนพี่ทำงานจริงจัง คบได้จริงใจ”

'เศรษฐา' ขอบคุณสปิริต

ขณะที่นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพิชิตจากสาธารณรัฐอิตาลีว่า  เข้าใจว่าท่านเพิ่งจะยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเมื่อประมาณ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งในข้อเท็จจริงคุณพิชิตเห็นแก่ประโยชน์บ้านเมืองเป็นหลัก อยากให้นายกฯ และ ครม.เดินไปข้างหน้าได้ ขณะที่ปัญหาในบ้านเมืองก็หนักหนาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ หลายๆ เรื่องเราต้องเดินหน้าต่อไป เข้าใจว่านายพิชิตอยากให้รัฐบาลเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องเป็นห่วงเป็นใย ต้องขอขอบคุณในสปิริตที่แสดงออกมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่ากับเป็นการเปิดทางให้กับนายกฯ เดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้โดยไม่ต้องมีความกังวลอะไร นายเศรษฐากล่าวว่า คิดว่าเป็นการเสียสละ และไม่อยากไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้พิจารณาอย่างอิสระจริงๆ ในกรณีนี้มีคำถามมาเยอะและมีข้อข้องใจเยอะ ฉะนั้นตัวท่านเองไม่อยากเป็นภาระของรัฐบาล จึงได้แสดงสปิริตออกมา จึงต้องขอขอบคุณ

เมื่อถามว่า นายกฯ ได้คุยกับนายพิชิตก่อนหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ยังไม่มีการคุย และก่อนที่จะเดินเข้ามาให้สัมภาษณ์กำลังคุยเรื่องงานอยู่ นายพิชิตได้โทรศัพท์เข้ามา แต่ไม่ได้รับสายเนื่องจากติดภารกิจ ซึ่งเดี๋ยวช่วงบ่ายมีเวลา หลังจากได้พบและหารือกับนายกฯ อิตาลีแล้วจะโทร.กลับไปหานายพิชิต

ถามว่า จะมีตำแหน่งให้กับนายพิชิตต่อไปหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตำแหน่งคงไม่มี แต่ท่านเองจิตใจก็อยู่กับพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด ก็คงช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง หรืออาจอยากพักผ่อน ต้องขอคุยกับนายพิชิตก่อน ไม่พยายามเข้าไปก้าวล่วงว่าท่านจะทำอะไร

ก่อนหน้านี้ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม กล่าวว่า นายพิชิตควรอยู่เพื่อพิสูจน์ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานก็ได้ ดีกว่าการชิงลาออก เพราะก่อนจะตั้งเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่ตัวนายพิชิตเป็นคนตัดสินใจเองคนเดียว และนายกฯ ไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง แต่มีคณะทำงานและองค์กรที่ได้รับการยอมรับพิจารณา เขาก็จะได้เรียนรู้ด้วย

เมื่อถามว่า กรณีนี้มีการวิเคราะห์ว่าเป็นการสั่งสอนนายกฯ และพรรคเพื่อไทยหรือไม่ที่เริ่มมีการเบี้ยวดีล หรือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำเกินดีลหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า คิดไปเอง ยังไม่มีใครว่า และยังไม่มีใครเบี้ยวอะไรเลย คุณพิชิตก็ตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่รอบแรก เพราะเขามีแฟนประจำ เมื่อคุณพิชิตขยับ แฟนประจำเขาก็ติดตาม ไม่มีอะไรทั้งนั้น

“มันมีดีลอยู่เหรอ ผมไม่เรียกว่าดีล เรียกว่าการร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก็ร่วมพูดคุยกันแบบชาวบ้าน เขารู้เรื่องด้วย เรื่องลึกลับมากกว่านั้น ผมว่าไม่มี คนอื่นคิดว่ามี แต่ผมอยู่ในเหตุการณ์ ยังไม่พบ” นายสุทินระบุ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงเอกสารความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายพิชิตว่า กฤษฎีกาตอบคำถามเท่าที่มีการถามมาเท่านั้น ตามเอกสารที่เผยแพร่ออกมา ส่วนความเห็นของกฤษฎีกาจะถูกนำไปใช้ในการต่อสู้ในชั้นศาลหรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญรับคําร้องในวันที่ 23 พ.ค.นั้น ไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกหรือไม่

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กภายหลังนายพิชิตลาออกจากตำแหน่งว่า ลาออกแล้วจบไหม ในใจของคนลาออกและคนที่อยากให้เขาลาออกคงอยู่ที่ลาออกแล้วจบ ตัดไฟต้นลม ศาลรัฐธรรมนูญจะได้ไม่รับคำร้องของ 40 สว. นายเศรษฐาก็ไม่เสี่ยงถูกสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ และไม่เสี่ยงถูกวินิจฉัยให้สิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ไฟที่ดับนั้นเป็นไฟต้นลม หรือเป็นไฟลามทุ่งไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

สิ่งที่เป็นประโยชน์จากกรณีการลาออกของนายพิชิต เห็นได้ชัดว่ามีประการเดียวคือ ศาลไม่ต้องสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ เพราะเจ้าตัวลาออกไปแล้ว แต่คำร้องและคำขออื่นๆ ยังคงมีเช่นเดิม 1.คำร้องขอให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐาสิ้นสุดลง  เนื่องจากทูลเกล้าฯ แต่งตั้งคนที่รู้หรือควรจะรู้ว่ามีลักษณะต้องห้าม 2.คำขอให้ศาลสั่งนายเศรษฐายุติปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยก็ยังคงอยู่ 3.คำร้องให้วินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายพิชิต ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และจริยธรรมก็ยังคงอยู่ ทั้งสามประเด็นยังเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นในวันที่ 23 พ.ค. ว่าศาลจะรับคำร้องหรือไม่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง