ดันทุรังจัดงบมักง่าย เปิดฉากถล่มนักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ/นิดเมินด้อยค่า

อภิปรายงบฯ 68 วันแรก "ฝ่ายค้าน"  สับเละ "รัฐบาล" จัดงบมักง่าย แบบเจ๊งไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ "เศรษฐา" แจงยิบบริหารงบยึดตามกรอบวินัยการเงินการคลัง ใช้เงินภาษี ปชช.อย่างมีประสิทธิภาพ โอ่ 50 ล้านคนได้เงินหมื่นปลายปี มั่นใจกระตุ้น ศก.ทั่วถึง "ชัยธวัช" ซัดดันทุรังแก้วิกฤตดิจิทัลฯ ไม่ยึดโจทย์ปัญหา ปท. “จุรินทร์” ตั้งฉายาเจ็บจี๊ด! "นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ" บอกกู้จนแทบชนเพดาน สุดใจดำเบิกจ่ายงบฉุกเฉินต่ำ ขยักไว้แจกดิจิทัลฯ "ศิริกัญญา" โวย รบ.ส่อทิ้งหนี้สาธารณะก้อนโตหลังหมดสมัย "นายกฯ" เมินโดนคำพูดด้อยค่า  มองเป็นสีสันการเมือง "จุลพันธ์" ยันไม่ได้เบียดบังงบอื่นเพื่อดิจิทัลฯ โบ้ยรับมรดกรัฐบาลก่อน สร้างหนี้จนต้องจัดงบขาดดุล

ที่รัฐสภา วันที่ 19 มิ.ย. เวลา 08.20 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 19-21 มิ.ย. โดยเป็นการเข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก  ภายหลังนายกฯ ลาป่วยจากอาการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งนายกฯ ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย และยังมีสีหน้าค่อนข้างอิดโรย

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช  พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า สิ่งที่อยากตั้งข้อสังเกตคืองบประมาณปีนี้เพิ่มขึ้นมากว่า 220,000 ล้านบาท โดยเฉพาะงบกลาง เพิ่มมา 190,000 ล้านบาท เพื่อรองรับโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต จำนวน 125,000 ล้าน อีกทั้งยังมีการตั้งงบชดเชยเพื่อขาดดุลกว่า 800,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับประเทศนี้ ในส่วนของเงินใช้หนี้ให้กับภาครัฐมีการตั้งไว้ 4 แสนล้านบาท แต่เป็นเงินต้นแค่ 150,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นดอกเบี้ย แสดงให้เห็นว่าตอนนี้ดอกเบี้ยเกินเงินต้นแล้ว

"ขอตั้งฉายางบประมาณปี 68 ว่า รัฐบาลนักวิ่งราวทรัพย์ เหตุผลเพราะกู้เดือนหน้า ไม่กังวลถึงสถานการณ์ทางการคลัง แล้วเอาเงินที่กู้มาแจกประชาชนแล้วบอกว่าเป็นผลงานตัวเอง แบบนี้เรียกว่า นักวิ่งราวทรัพย์" สส.ปชป.รายนี้กล่าว

จากนั้นเวลา 09.30 น. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 จำนวน 3.75 ล้านล้านบาท ในวาระรับหลักการเริ่มขึ้น

นายเศรษฐาชี้แจงถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2568 มีจุดมุ่งหมายที่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มศักยภาพ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.5-3.5 โดยมีแรงสนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า ตามแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก การขยายตัวการอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว ส่วนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจปี 2568 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.7-1.7 

ปลายปีเงินหมื่นกระตุ้น ศก.

"ช่วงปลายปี 2567 นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท จะถึงมือคนไทย 50 ล้านคน เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ระดับฐานรากกระจายไปทั่วประเทศ ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย การผลิตสินค้า การจ้างงาน และหมุนกลับมาเป็นเงินภาษีให้ภาครัฐ เพื่อใช้ในลงทุนสร้างขีดความสามารถให้ประเทศต่อไป" นายเศรษฐากล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ในครึ่งปีแรกปี 2567 การท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ มีเป้าหมายจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศทั้งปีมากกว่า 36.7 ล้านคน รัฐบาลมีแผนให้ปี 2568 เป็นปีท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ เพิ่มนักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายผ่านการเฟ้นหาจุดเด่น จัดเทศกาล กิจกรรม คอนเสิร์ต การแสดงต่างๆ เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนัก และค่าใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มากยิ่งขึ้น

ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวมกว่า 850,000 ล้านบาทในปี 2566 สูงสุดในรอบ 9 ปี หลายบริษัทในอุตสาหกรรมชั้นสูงแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ภายใต้สภาวการณ์เศรษฐกิจดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง  โดยประมาณการจัดเก็บรายได้จากภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ และรายได้จากรัฐพาณิชย์ที่เมื่อหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว จะมีรายได้สุทธิ 2.88 ล้านล้านบาท บวกเงินกู้ชดเชยเพื่อการขาดดุลงบประมาณอีก 865,700 ล้านบาท รวมเป็นรายรับ 3,752,700 ล้านบาท เท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่าย

ทั้งนี้ หนี้สาธารณะ ณ วันที่ 31 มี.ค.2567 มีจำนวน 11.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 63.37 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ยังอยู่ภายใต้กรอบบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐที่ไม่เกินร้อยละ 70 ขณะที่ฐานะเงินคงคลัง วันที่ 30 เม.ย.2567 มี 430,076 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความท้าทายการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก ภาคการผลิต ที่เผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศ วันที่ 31 ธ.ค.2566 อยู่ที่ 224,483.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 2.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก

นายเศรษฐากล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2568 แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 72.1 รายจ่ายลงทุน 908,224 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.2 เป็นสัดส่วนการลงทุนสูงสุดรอบ 17 ปี รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 150,100 ล้านบาท ร้อยละ 4  โดยจำแนกเป็น 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ความมั่นคง 405,412.8 ล้านบาท เพื่อพัฒนาความมั่นคงประเทศ 2.ยุทธศาสตร์สร้างความสามารถในการแข่งขัน 398,185.9 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจประเทศเติบโต เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้มีเสถียรภาพและยั่งยืน อาทิ การสร้างรายได้การท่องเที่ยว สนับสนุนการสร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการระดับนานาชาติ

3.ยุทธศาสตร์พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 583,023.4 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน 4.ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 923,851.4 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยได้รับสวัสดิการพื้นฐาน 5.ยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 137,291.9 ล้านบาท และ 6.ยุทธศาสตร์การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 645,880.9 ล้านบาท

"การบริหารงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดนี้ เพื่อดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจะดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด กระตุ้นเศรษฐกิจให้เม็ดเงินไหลไปสู่ประชาชนและภาคธุรกิจ สร้างการเจริญเติบโตให้กับประเทศพัฒนาศักยภาพอย่างยั่งยืน และเป็นไปตามกฎหมาย" นายกฯ กล่าว

ชัยธวัชซัดดันทุรังเพื่อดิจิทัล

ต่อมา เวลา 10.59 น. นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ภาพรวมร่าง พ.ร.บ.งบฯ 68 จัดสรรงบมากเป็นประวัติการณ์ ที่มาของเงินมาจากรายได้รัฐบาลและเงินกู้ จัดแบบขาดดุลต่อเนื่องหลายปี โดยประมาณการรายได้ของรัฐบาล 2.8 ล้านล้านบาท ที่เหลือมาจากเงินกู้ 8.6 แสนล้านบาท ถือเป็นการวางเงินกู้เกือบชนเพดานเท่าที่กู้ได้ 8.7 แสนล้านบาท เหลือพื้นที่กู้เพิ่มได้อีกเพียง 5 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับงบฯ 67 ปีนี้ได้รับการจัดสรรเพิ่ม 2.7 แสนล้าน หรือร้อยละ 7.8 ถือเป็นการเพิ่มงบในสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี การเพิ่มงบอย่างก้าวกระโดด

นายชัยธวัชกล่าวว่า ดูรายละเอียดแล้วผิดหวัง ถึงขั้นหมดหวัง เพราะจัดสรรงบแทบเหมือนเดิม มีปัญหาแบบเดิม เพิ่มเติมคือดิจิทัลวอลเล็ต งบฯ 68 เป็นการจัดสรรดูเหมือนมียุทธศาสตร์ แต่ไม่มียุทธศาสตร์ ลงรายละเอียดซ้ำซาก ซ้ำซ้อน เบี้ยหัวแตก มองไม่เห็นเป้าหมายทางนโยบายที่ชัดเจน วาระของรัฐบาลที่สะท้อนอย่างชัดเจนมีเรื่องเดียว คือความพยายามผลักดันในระดับดันทุรัง เพื่อให้โครงการดิจิทัลฯ สำเร็จ ดันทุรังแบบเจ๊งไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้

นายชัยธวัชกล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ปรากฏในงบกลาง เป็นรายการตั้งใหม่ โดยใช้คำว่าค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจ จำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยรวมเสี่ยงระยะสั้น ระยะยาว ภาระจ่ายหนี้ของภาครัฐสูงขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต และชัดเจน สูญเสียพื้นที่ทางการคลัง หากต้องจ่ายฉุกเฉินหรือลงทุนขนาดใหญ่

"สถานการณ์ปัจจุบันเราไม่ต้องการรัฐบาลมุ่งแสวงหาความนิยมแบบมักง่าย สายตาสั้นแบบนี้  แต่เราต้องการรัฐบาลที่มีเจตจำนงในการผลักดันนโยบายที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ ไม่ใช่ผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์พรรคแกนนำรัฐบาล หากสุดท้ายโครงการดิจิทัลฯ ไม่ได้ตอบโจทย์ของประเทศจริงๆ การจัดสรรงบฯ 68 จะเป็นการจัดสรรที่ไม่ได้เอาโจทย์ของประเทศเป็นตัวตั้ง แต่เป็นการเอาโจทย์ของพรรคแกนนำรัฐบาลเป็นตัวตั้ง โดยรัฐบาลมุ่งมั่นแก้วิกฤตทางการเมืองของตัวเอง โดยเอาโอกาสและเอาอนาคตของประเทศเป็นเดิมพัน อย่างที่บอกว่าเจ๊งไม่ว่า แต่ต้องรักษาหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลให้ได้” นายชัยธวัชกล่าว

ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า แนวคิดการกระตุ้นการบริโภคแบบอัดเม็ดเงินระยะสั้น อาจไม่ได้กระตุ้นกระบวนการผลิต การลงทุน และการจ้างงานอีกแล้ว เพราะเจอปัญหาช่องทางเงินออก เปรียบเหมือนหลุมดำ 2 หลุด ที่ดูดเม็ดเงินออกจากประเทศคือ หลุมดำที่หนึ่ง สินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีน เจอภาวะสินค้าล้นตลาด (Over Supply) ทะลักเข้าสู่ไทยเป็นประวัติการณ์ถึงราว 1.3 ล้านล้านบาท หลุมดำที่สองคือ อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าคนไทยซื้อขายออนไลน์มากถึง 9.8 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนแบ่งการตลาดมาจากสินค้าราคาถูก ดังนั้นการอัดฉีดเงินเพื่อบริโภคโดยไม่สร้างเงื่อนไขหรือแรงจูงใจ  เงินอัดฉีดย่อมรั่วไหลไปสู่สินค้านำเข้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"ถ้าต้องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจริงๆ ต้องเน้นลงทุน ไม่ใช่กระตุ้นบริโภค เน้นภาคการผลิต ไม่ใช่หวังเพิ่มนักท่องเที่ยว ปัญหาคือว่าคำแถลงนายกฯ พูดไว้เยอะ แต่ปัญหาคือเนื้อในที่มีความเดิมๆ ถ้ารัฐบาลนำโจทย์ประเทศเป็นตัวตั้งในการจัดสรรงบประมาณจริงๆ เราควรได้เห็นจัดสรรงบ อย่างเช่นควรจัดสรรเพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง อุตสาหกรรมอีวี รัฐบาลไทยใช้เงินอุดหนุนด้านดีมานด์ เพื่อช่วยสนับสนุนคนไทยไปช่วยซื้อรถอีวีของจีน รวมเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่เราแทบไม่เห็นในการจัดสรรงบแบบจริงจังในฝั่งซัพพลาย ทั้งการยกระดับการผลิต ทักษะแรงงาน ในงบฯ 68 ไม่มีเลย ไม่ตอบโจทย์ใดๆ มีแต่หลักการ ตัวเลขลอยๆ หรูๆ" ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าว

นายชัยธวัชกล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดสรรงบประมาณฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า เนื่องจากความไม่ชอบธรรมทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้โจทย์ของรัฐบาลในวันนี้เป็นคนละโจทย์ของประเทศ การจัดสรรแบบนี้เป็นการจัดแบบมักง่ายที่สุด สุ่มเสี่ยงที่สุด

ฉายา 'นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ'

เวลา 11.35 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า งบปี 68 ถือเป็นฉบับที่สองของรัฐบาลชุดนี้ที่ทำเอง 100% โดยไม่มีฐานรากมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่มีข้อน่าสังเกตคือใส่งบดิจิทัลฯ ในงบกลาง 1.5 แสนล้านบาท โดยงบฯ 68 ตั้งเงินรวมไว้ 3.7 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 7.8 เปอร์เซ็นต์ จากที่ตนดูภาพรวมทั้งขี้ฮก ขี้เหร่ เพราะนายกฯ เคยให้สัญญากลางสภาตอนพิจารณางบปี 67 วาระหนึ่งว่าต่อไปจะทำ 4 เพิ่ม 1 ลด คือเพิ่มรายได้ให้ประเทศ และจะลดการขาดดุลงบประมาณลงมา แต่เมื่อดูลึกลงไปในรายละเอียดงบปี 68 กลายเป็นละครคนละซีรีส์ เหมือนเห็นสภาเป็นศาลาโกหก 

นายจุรินทร์กล่าวว่า หากดูลึกลงไปยิ่งพบว่าอีกรายละเอียดไม่ได้งดงามอย่างที่นายกฯ อภิปรายต่อสภา พบความขี้เหร่ซุกซ่อนอยู่มาก ยกตัวอย่าง 5 ประเด็น คือ 1.รายได้สุทธิปีที่แล้วคิดเป็น 80.1 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด แต่ปีนี้เหลือแค่ 76.9 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวฟ้องว่าไม่ตรงกับที่นายกฯ สัญญากับสภาไว้ โดยเฉพาะประสิทธิภาพการเก็บรายได้ของปีนี้ 7 เดือนยังเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 3.9 แสนล้านบาท 2.การขาดดุลงบประมาณ นายกฯ สัญญาจะลดการขาดดุลงบประมาณลงมาในปี 68 แต่ปรากฏว่านอกจากไม่เท่าเดิมแล้ว ยังเพิ่มการขาดดุลมหาศาล เพราะงบปี 68 ขาดดุลมากกว่างบปี 67 ถึง 8.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.เปอร์เซ็นต์ คือ 1 ใน 4 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด นายกฯ อาจจะอ้างว่าต้องเอาไปทำดิจิทัลวอลเล็ต แต่ใส่มาแค่ 1.5 ล้านล้านบาท แต่นี่ขาดดุล 1.7 ล้านล้านบาท ดังนั้นเอาไปลดก็ยังขาดดุลเพิ่มกว่าปีที่แล้วถึง 20,000 ล้านบาท

 “ที่ขี้เหร่ที่สุดคือ ปรากฏว่างบปีนี้ขาดดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 4.42 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศ เกือบชนเพดานวินัยการเงินการคลัง เหลืออีกแค่ 40 ล้านบาทเท่านั้นชนเพดานหัวแบะ แต่ที่ขี้เหร่ของความขี้เหร่คือ ภายใต้รัฐบาลนี้ ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี ยังจะคิดจัดงบประมาณขาดดุลต่อไปอีกตลอดอายุรัฐบาลนี้ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตลอด 4 ปี และจะเพิ่มขึ้นทุกปีโดยดูได้จากแผนการคลังระยะปานกลางปีงบ 68 ถึงปี 71 ฉบับ ทบทวนที่ ครม.เพิ่งมีมติอนุมัติไป 2 เมษายน ตัวเลขชัดเจนคือปี 67 กำหนดหนี้สาธารณะจะเป็น 65.06 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี, ปี 68 เป็น 66.9เปอร์เซ็นต์, ปี 69 เป็น 67.53 เปอร์เซ็นต์, ปี 70 เป็น 67.57 เปอร์เซ็นต์ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นภาระที่จะเกิดกับประเทศ” นายจุรินทร์กล่าว

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า

นอกจากนี้ 3.เงินกู้ 2 ปี โดยงบปี 67-68 รัฐบาลต้องกู้มาชดเชยขาดดุลรวม 1.5 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมกู้มาแจกหรือดิจิทัลวอลเล็ตใส่ลงไปในงบ 68 จำนวน 1.5 แสนล้าน ดังนั้นยังต้องเหลือเงินไปกู้มาแจกเพิ่ม 3.4 แสนล้านบาท รวมแค่สองปีของรัฐบาลชุดนี้จะกู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท หรือตัวเลขกลมๆ เกือบ 2 ล้านล้านบาท

 “ปีที่แล้วผมตั้งฉายานายกฯ เป็นนักกู้ถุงเท้าสีชมพู ปีนี้เห็นทีจะต้องให้เป็นนักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ  คือยังกู้หนักเหมือนเดิม และกู้หนักกว่าเดิม แต่เวลาใช้หนี้จะเห็นว่าปี 68 ก่อหนี้ 2 ล้านล้านบาท แต่ตั้งงบใช้หนี้เงินต้นไว้แค่ 1.5 แสนล้าน ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของหนี้ที่ก่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่าจะพอกพูนเป็นภาระของประเทศในอนาคตตอนพ้นรัฐบาลนี้แล้ว" นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์กล่าวว่า ส่วน 4.การตั้งตัวเลขจีดีพีสูงเกินจริงเพราะงบปี 67 ตั้งจีดีพีไว้ 5.4 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้สารภาพบาปแล้วจากเอกสารงบปี 68 ลดเหลือ 4.1 เปอร์เซ็นต์ มีการเอาฐานที่สูงกว่าความจริงมาประเมิน ดังนั้น จีดีพี ปี 68 ที่บอกว่าจะได้ 4.9 เปอร์เซ็นต์ มันก็เป็นจีดีพีฟองสบู่ 5.เรื่องดิจิทัลวอลเล็ตจากรัฐบาล เรือธงวันนี้ กลายเป็นรัฐบาลเรือเกลือไปแล้ว ที่สัญญาว่าจะทำทันทีเวลาล่วงเลยมาเท่าไหร่ เมื่อพรรคการเมืองไปสัญญากับประชาชนไว้แล้วต้องมีความรับผิดชอบ ที่บอกว่าจะเอาจากงบปี 67 จำนวน 1.7 แสนล้านบาท เห็นว่า พ.ร.บ.ของบปี 67 เพิ่มเติมที่จะเข้าสภาเดือนหน้า ขอมาแค่ 1.2 แสนล้านบาท แปลว่ายังขาดอีก 5.3 หมื่นล้านบาท ไปเอามาจากไหน มีคนนินทาว่าสุดท้ายคงไปเอามาจากงบฉุกเฉินปี 67 ที่ตั้งไว้ 9.9หมื่นล้านบาท

 “ที่พบพิรุธคือเบิกจ่ายงบฉุกเฉินปีนี้ต่ำมาก มีคนบอกว่าเบิกจริงแค่หลักพันล้าน แสดงว่าเป็นความตั้งใจยอมให้ใช้งบให้เหลือเงินฉุกเฉินเยอะๆ  เพื่อเอาไปแปลงเป็นเงินดิจิทัลฯ กู้มาแจกให้บรรลุวัตถุประสงค์ของพรรคการเมือง ถ้าทำแบบนี้จริงรัฐบาลนี้ใจดำมาก เพราะพยายามไม่ใช้เงินปี 67 ส่งผลให้จีดีพีในปี 67 ต่ำเตี้ยหนักเข้าไปอีกเพียงเพื่อให้เหลือเงินไปสนองพรรคการเมือง รัฐบาลต้องตระหนัก และหากทำจริง สิ่งที่ผมพูดไว้ก็ไม่ผิดเกินไป และถ้าเอามาได้จริงจะต้องออกกฎหมายอีกฉบับเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากงบปี 67 มาใช้เพื่อกู้มาแจก สุดท้ายต้องออกกฎหมายถึง 4 ฉบับ ไม่รวมงบจาก ธ.ก.ส. แล้วมันจะไม่กลายเป็นเรือเกลือได้อย่างไร” นายจุรินทร์กล่าว

เวลา 12.15 น. นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2568 ไม่ใช่เป็ดง่อย เป็ดขี้เหร่ แต่เป็นการปลดล็อกพันธนาการประเทศไทย แก้ไขปัญหา 6 ด้าน ซึ่งงบรายจ่ายปี 2568 มุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ขอให้สบายใจ การจัดสรรงบอยู่ในเกณฑ์รักษาระเบียบวินัยการเงินการคลัง

 “วลีที่ฝ่ายค้านบอกว่า จัดงบปี 2568 แบบเจ๊งไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ ไม่จริง ประเทศไทยเจ๊งไม่ได้ รัฐบาลอาจยุบสภา นายกฯ อาจลาออก แต่ประเทศไทยเจ๊งไม่ได้ ซึ่งผมลองไปดูคำว่าเจ๊งในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน เจ๊ง หมายถึงการเลิกกิจการแบบหมดทุน ประเทศไทยไม่มีหมดทุน ย้ำว่าประเทศไทยเจ๊งไม่ได้ แม้ยุบสภา ประเทศก็ต้องเดินต่อ นายกฯ ต้องอยู่รักษาการ แต่มีอีกคำคือ เจ๊ง หมายถึงสิ้นสุด ถ้านึกไม่ออกยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคคือสิ้นสุด หรือเจ๊งของจริง” สส.เพื่อไทยรายนี้ระบุ

เศรษฐาเมินคำพูดด้อยค่า

เวลา 13.48 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า นายกฯ แถลงรายจ่ายลงทุนต่องบประมาณของประเทศไทยสูงที่สุดในรอบ 17 ปี แต่การตั้งงบขาดดุลหรือการกู้ขาดดุลต่อจีดีพีก็สูงที่สุดในรอบ 36 ปีเช่นเดียวกัน ซึ่งคือการกู้เพื่อนำมาใช้จ่ายในแต่ละปี แต่เมื่อเทียบกับจีดีพี หรือความสามารถในการหารายได้ กลับมีการกู้สูงถึง 4.5% ของจีดีพี อีกทั้งยังย้อนกลับไปกู้เงินของปี 67 อีก 4.3% หมายความว่า 2 ปีแล้วที่เรากู้เพื่อชดเชยรายจ่ายที่มากกว่ารายได้ของเราสูงถึง 4%

"ปัญหาคือพอเราใช้จ่ายเงินเกินตัว แต่หาเงินไม่ทัน มันจะทำให้ชีวิตเราเสี่ยง รอบนี้เราไม่ได้เสี่ยงแค่คนคนเดียว เพราะรัฐบาลนี้ที่ใช้เงินมือเติบแบบนี้ ท่านกำลังพาประเทศไปเสี่ยงด้วย การกู้จนเต็มเพดานแบบนี้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝันขึ้น เราจะไม่เหลือพื้นที่ ไม่เหลืองบประมาณที่จะไปรองรับสถานการณ์เช่นนั้นได้เลย สิ่งที่รัฐบาลทำคือโนสนโนแคร์ ว่าจะทำให้ประเทศอยู่ในภาวะเสี่ยง เพียงเพื่อทำให้มีเงินมากพอที่จะไปทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตโครงการเดียว" น.ส.ศิริกัญญากล่าว

สส.พรรคก้าวไกลกล่าวว่า ในส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงที่สุดในรอบ 29 ปี ซึ่งหากมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีแบบนี้ ในปี 70 อาจจะพุ่ง สูงถึง 68.7% ซึ่งปี 70 สุดท้ายของรัฐบาล คือการพยายามส่งมอบหนี้สาธารณะก้อนใหญ่ที่เกือบจะเต็มเพดานนี้ให้กับรัฐบาลต่อไป แบบนี้มีความรับผิดชอบทางการคลังหรือไม่ นี่คือผลที่รัฐบาลกู้ชดเชยขาดดุลเต็มเพดาน 2 ปีติด ที่พาเรามาถึงจุดนี้ จุดที่แม้ว่าประเทศจะไม่ได้เจอวิกฤตเศรษฐกิจอะไรเลย เราก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะกันอีกครั้ง จาก 70% เป็นเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ซึ่งก็อาจจะเอาไม่อยู่แล้ว เพียงเพื่อโครงการดิจิทัลวอลเล็ตโครงการเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00  น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้กำลังใจ สส.ของพรรค และติดตามการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางเข้าสภาเป็นครั้งแรกในวันนี้ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

โดยระหว่างที่ น.ส.แพทองธารกำลังจะเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวถามถึงการเข้าสภาวันแรกถูกแซะในการอภิปรายงบฯ ว่าสำนักงบประมาณตัดงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์หมดไม่สนลูกใคร โดย น.ส.แพทองธารกล่าวว่า "ยิ้มรับค่ะ ยิ้มรับ" พร้อมหัวเราะ พร้อมบอกวันนี้มาให้กำลังใจ สส.ของพรรค และซื้อข้าวซื้อขนมมาฝาก

เวลา 16.20 น. นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการฟังอภิปรายงบฯ ในวันแรก ซึ่งบางช่วงมีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงว่า บางทีก็ต้องดูด้วยนิดหนึ่งเหมือนกันในเรื่องที่บอกว่าการทำงบต้องใช้แว่นขยายสายตาสั้นอะไรแบบนั้น แต่ก็เป็นสีสันการเมือง ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เราก็ตั้งใจทำกันอยู่แล้ว และหวังว่าข้าราชการประจำที่เขาทำกันมาคงไม่คิดอะไรมากมาย

"เขาเสียเวลาในการทำเยอะเหลือเกิน และเขาก็ใส่กายใส่ใจเข้าไปพอสมควร แต่มาใช้คำพูดด้อยค่า แต่ไม่เป็นไร ทราบอยู่เป็นเรื่องของสีสันการเมือง ซึ่งในวันที่ 20 มิ.ย. ก็จะเดินทางมาร่วมประชุมสภาตั้งแต่ช่วงเช้า" นายกฯ กล่าว

ช่วงค่ำ เวลา 18.50 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง ชี้แจงเรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่า บางวาทกรรมที่นำมาใช้กับโครงการดิจิทัลฯ อาจหนักไป เช่น คิดไปทำไป เจ๊งไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ ท่านอาจได้พาดหัวข่าว แต่ความจริงการเดินหน้าโครงการไม่ได้สะท้อนตามวาทกรรม เรื่องเสียหน้าไม่มีอยู่แล้ว รัฐบาลนี้ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นรัฐบาลของประชาชน ร่วมมือทำงาน สมัครสมานกลมเกลียว และโครงการนี้ก็เป็นที่เข้าใจและตกลงร่วมกันเดินหน้าของรัฐ

นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นที่มุมมองที่แตกต่างระหว่างตนกับท่านนั้น พวกตนมองว่ากระบวนการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้มีเม็ดเงินจัดสรรปันส่วนระหว่างประชาชน วันนี้เศรษฐกิจเติบโตต่ำ รัฐบาลเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเพื่อเติมน้ำในบ่อ ให้คนไทยหายใจ มีกำลังต่อยอดบริโภค ต่อยอดลงทุนในการอาชีพ สร้างสภาพคล่องให้ประชาชน มีกำลังเดินหน้าต่อไป

รมช.การคลังกล่าวว่า ยอมรับปีนี้กู้เงินเพิ่มขึ้น แต่เป็นการกู้ชั่วคราวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านดิจิทัลวอลเล็ต มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากขาดดุลเต็มเพดาน เมื่อมีวิกฤตจะไม่สามารถปรับตัวรองรับได้ ถือว่าเข้าใจคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดี ตามที่ระบุว่ามีเม็ดเงิน 1.6 แสนล้านบาทที่ถูกตัดลด ข้อเท็จจริงไม่มี ในข้อเท็จจริงมีคำขอเข้ามาถึง 6.5 ล้านล้านบาท แต่ด้วยการบริหารจัดการภาครัฐ สำนักงบประมาณเรียงลำดับความสำคัญ จึงได้ 3.7 ล้านล้านบาท เป็นการจัดสรรงบตามปกติ ไม่มีหน่วยงานเบียดบังจากโครงการเติมเงินหมื่นบาท

"ขอเรียนว่าเราไม่ได้คิดไปทำไป แต่ต้องยอมรับว่าเรารับมรดกมาจากรัฐบาลก่อนหน้า เรารับมรดกมาตั้งแต่ระดับหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนระดับ 90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดมาถึงจุดที่มาถึงมือเรา และเรามีหน้าที่บริหารจัดการต่อไป จะว่าไปเรื่องคิดไปทำไปก็แย้งกับเรื่องที่บอกว่าเสียหน้าไม่ได้ เรายอมขาดดุลเพิ่มเติม เพราะต้องการใส่เม็ดเงินใหม่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เป็นกลไกที่เราเลือกและยืนยันว่าจะเกิดประสิทธิภาพ หมุนเวียนหลายรอบ" รมช.การคลังระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เศรษฐา' อย่าสับสน! โพลวัดผลงาน ไม่ใช่เรตติ้งนายกฯ

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อย่าสับสน !!! ระหว่างผลงาน กับการเลือกนายกฯ คนต่อไป