เปิด 9 ชื่อสูญหาย อังคณาทวงรบ. บี้ชดใช้เยียวยา!

30 ส.ค. วันผู้สูญหายสากล เปิดชื่อ 9 ผู้ลี้ภัยการเมืองไทย เชื่อได้ว่าถูกบังคับสูญหายโดยรัฐ “อังคณา” ระบุยังไม่เห็นความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตามหาตัว  “ทนายสมชาย” พร้อมร่วมกันชง 7 ข้อเรียกร้องให้นายกฯ คนใหม่ เปิดเผยความจริงคืนความเป็นธรรมและชดใช้เยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหาย

วันที่ 30 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันที่สหประชาชาติกำหนดให้เป็น "วันผู้สูญหายสากล"  โดยวันนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อ้างอิงรายงานของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการบังคับสูญหายบุคคลที่พำนักอาศัยในประเทศเพื่อนบ้าน 9 กรณี เพื่อไม่ให้ลืมเลือนทั้ง 9 ราย

ศูนย์ทนายฯ กล่าวโดยสรุปว่า กสม.ได้สรุปความเห็นในรายงานฉบับนี้ว่า จากข้อเท็จจริงทั้งหมด การหายตัวไปของบุคคลทั้ง 9 ราย และต่อมาพบศพ 2 รายนั้น น่าเชื่อว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ตามความหมายที่ระบุไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ และยังเห็นว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการอย่างเพียงพอในการติดตามตัวผู้กระทำผิด ดำเนินการให้ทราบชะตากรรมของผู้ถูกบังคับสูญหาย และเยียวยาครอบครัว ถือเป็นการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

               สำหรับรายงานดังกล่าว กสม.ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนกรณีการบังคับสูญหายบุคคลที่พำนักอาศัยในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลี้ภัยทางการเมือง โดยจากการรวบรวมของคณะกรรมการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่า ใน สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ผู้ถูกบังคับให้สูญหายจำนวน 7 ราย ยังไม่ทราบชะตากรรม และเสียชีวิต 2 ราย ระหว่างปี 2560-2564 ได้แก่ 1.นายอิทธิพล สุขแป้น 2.นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ 3.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 4.นายชัชชาญ บุปผาวัลย์  (เสียชีวิต) 5.นายไกรเดช ลือเลิศ (ผู้เสียชีวิต) 6.นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ 7.นายกฤษณะ ทัพไทย 8.นายสยาม ธีรวุฒิ และ 9.นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

กรณีที่เกิดขึ้น น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยตอนหนึ่งว่า แม้กรณีการสูญหายของบุคคลทั้ง 9 ราย ซึ่งต่อมาพบว่ามี 2 รายเสียชีวิตแล้วนั้น จะยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดแจ้งว่าผู้ลงมือก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของบุคคลดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้มีการออกหมายจับ และพยายามติดตามตัวมาโดยตลอด รวมทั้งผู้ที่สูญหายมีจุดเกาะเกี่ยวที่เชื่อมโยงกัน คือเป็นกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างกับฝ่ายรัฐบาล ทำให้เชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปและเสียชีวิตของบุคคลทั้ง 9 รายนี้ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ การที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการอย่างเพียงพอในการสืบสวนสอบสวนติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด หรือเพื่อให้ทราบชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และละเลยการเยียวยาให้แก่ครอบครัวของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิต ย่อมถือเป็นการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน

ที่ห้องประชุมสำนักงานกลางคริสเตียน วันเดียวกันนี้ ครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายร่วมกับมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ องค์กร Protection International และมูลนิธิ forum Asia จัดงานแถลงข่าวเนื่องในวันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล โดยปีนี้ จัดภายใต้ชื่อ "Faces of the Victims: A Long Way to Justice" ใบหน้าของเหยื่อ: เส้นทางที่ยาวไกลสู่ความยุติธรรม เพื่อทวงถามความคืบหน้าและยื่นข้อเรียกร้องต่อการแก้ปัญหาคนหายของรัฐไทย หลังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เป็นเวลาปีกว่า

 นางอังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อดีตสมาชิกคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการสูญหายโดยถูกบังคับ (WGEID) วุฒิสมาชิก และภรรยาของทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกบังคับสูญหาย สมชาย นีละไพจิตร ระบุว่า คดีสมชายผ่านมากว่า 20 ปี โดยไม่มีความก้าวหน้า เพราะรัฐไม่มีเจตจำนงทางการเมืองในการเปิดเผยความจริงและนำคนผิดมาลงโทษ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมี  พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย รวมถึงการให้สัตยาบันอนุสัญญา แต่ยังไม่เห็นความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตามหาตัวสมชาย  กรรมการตาม พ.ร.บ.ที่ตั้งขึ้นก็ไม่เคยรับฟังครอบครัว ทั้งที่กฎหมายระบุให้สืบสวนจนทราบที่อยู่และชะตากรรม และรู้ตัวผู้กระทำผิด ในขณะที่ครอบครัวคนหายต่างถูกคุกคามมาโดยตลอด ไม่นานมานี้ขณะจัดงานรำลึก 20 ปี สมชาย นีละไพจิตร ยังมีคนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่มาสอดแนม ตามถ่ายภาพครอบครัว ยังไม่นับรวมการด้อยค่า และคุกคามทางออนไลน์

“สมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้มหายในรัฐบาลทักษิณ ปีนี้ลูกสาวคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี  โดยคุณทักษิณเองก็ยังมีบทบาททางการเมือง ก็อยากทราบว่าลูกสาวคุณทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรี จะคืนความเป็นธรรมให้ครอบครัวคนถูกอุ้มหายอย่างไร อย่างน้อยบอกความจริง และนำคนผิดมาลงโทษก็ยังดี อุ๊งอิ๊งรักพ่อแค่ไหน ลูกๆ คนหายก็รักพ่อไม่ต่างกัน ดังนั้นคืนความยุติธรรมและการเปิดเผยความจริงจึงจะเป็นการเยียวยาที่ดีที่สุดให้แก่ครอบครัว” ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อดีตสมาชิกคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการสูญหายโดยถูกบังคับ (WGEID) วุฒิสมาชิก และภรรยาของทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกบังคับสูญหาย สมชาย นีละไพจิตร กล่าว

ในโอกาสวันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล 2567 เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทย เปิดเผยความจริงและคืนความเป็นธรรมให้ผู้สูญหายทุกคน เราเน้นย้ำความกังวลและห่วงใยในการดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำให้บุคคลสูญหาย การยุติการงดเว้นโทษ และคืนความยุติธรรมครอบครัว ดังนี้

1.เราเน้นย้ำสิทธิที่จะทราบความจริง เนื่องจากการบังคับบุคคลสูญหาย เป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง รัฐมีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ 2.รัฐบาลต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี และมีผลบังคับใช้ ต้องมีความจริงใจในการตามหาตัวผู้สูญหาย และคืนพวกเขาสู่ครอบครัว ในการค้นหาตัวผู้สูญหายต้องเป็นไปตามหลักการชี้แนะในการค้นหาผู้สูญหาย ของคณะกรรมการสหประชาชาติ คือการหาตัวบุคคล ไม่ใช่การหาศพ หรือเพราะการค้นหาตัวบุคคล จะทำให้เราทราบเรื่องราวของผู้ถูกบังคับสูญหาย และรู้ตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง

3.เราขอเน้นย้ำสิ่งที่รัฐไม่อาจละเลยได้คือ การรับประกันความปลอดภัยของครอบครัว ในกระบวนการร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรม เพราะเมื่อการบังคับสูญหายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล และมีอำนาจในหน้าที่การงาน การคุกคามต่อครอบครัวจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบ รัฐต้องประเมินความเสี่ยง และออกแบบการดูแลความปลอดภัยร่วมกับครอบครัว และข้อจำกัดเรื่องงบประมาณต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการยุติการคุ้มครองอีกต่อไป

4.รัฐบาลต้องให้ครอบครัวมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยในกระบวนการหาตัวผู้สูญหาย เพื่อความโปร่งใส และยุติธรรม การตัดสิทธิของครอบครัวในการมีส่วนร่วมทำให้การค้นหาตัวผู้สูญหายไม่รอบด้าน อีกทั้งยังอาจมีการปกปิดความจริงที่เกิดขึ้น 5.ข้อเรียกร้องต่อมาตรา 13 : เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยบังคับใช้มาตรา 13 อย่างเข้มงวด ป้องกันการส่งกลับ (non-refoulement) ซึ่งระบุว่าห้ามมิให้มีการส่งกลับบุคคลไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกบังคับให้สูญหายหรือถูกทรมาน

6.ที่สำคัญที่สุดคือ การขจัดทัศนคติเชิงลบต่อครอบครัว การสร้างภาพให้ผู้สูญหายเป็นคนไม่ดี ทำให้ครอบครัวต้องเผชิญกับการตีตราจากสังคม ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กให้มีชีวิตอย่างหวาดกลัว และไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัย

และ 7.เราขอเน้นย้ำว่า เราจะไม่หยุดส่งเสียงจนกว่าความจริงและความยุติธรรมจะปรากฏ  และผู้สูญหายจะกลับคืนสู่ครอบครัว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ซีดาน’สานต่อภารกิจใหญ่ ‘ฝรั่งเศส’ยุคทองต้องถึงฝัน

ถือเป็นการปิดฉากยุคทองอันยาวนานถึง 14 ปี ของดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ หลังการปราชัยต่อทีมชาติสเปน 0-2 แบบหมดหนทางสู้ ในฟุตบอลโลก 2026 กับการอำลาตำแหน่ง "กุนซือใหญ่" ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ของทัพ "ตราไก่" อย่างเป็นทางการ

‘อุดม’ประธานศาลรธน.

ที่ประชุมตุลาการศาล รธน.มีมติเลือก “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” นั่งเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ขณะที่คดีฮั้ว สว.ใกล้ปิดม่านเดือน ส.ค.

กสถ.เคาะเลิกบรรจุ5.8พัน

มติ "กสถ.” ชงชื่อ ขรก. 5,814 รายให้ "คณะกรรมการกลาง” สั่งเพิกถอนบรรจุ 23  ก.ค.นี้ “นายกฯ” มานั่ง ปธ.เอง