จับตาประชุมคัดเลือกประธานบอร์ดแบงก์ชาติคนใหม่ “สถิตย์” ลั่นกรรมการสรรหาฯ จะใช้วิจารญาณโดยอิสระ เผยผลตรวจคุณสมบัติ 3 รายชื่อผ่านฉลุย ชี้หาก “กิตติรัตน์” ติดหล่มที่ปรึกษาของนายกฯ “กุลิศ” ก็ไปด้วย “โต้ง” ยังมีเรื่องให้เสียว หลัง ป.ป.ช.จ่ออุทธรณ์ คดีขายข้าวให้อิเหนา แต่ อสส.ยังไม่ชี้ขาด “กองทัพธรรม” นัดรวมพลหน้าวังบางขุนพรหม เตือน กก.สรรหาฯ ต้องรับผลหากปล่อยการเมืองแทรก
ในเวลา 14.00 น. วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2567 จะมีการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพิจารณาคัดเลือกประธานบอร์ด ธปท.คนใหม่ แทนนายปรเมธี วิมลศิริ ที่หมดวาระลงเมื่อเดือน ก.ย.2567 หลังจากมีการประชุมไปเมื่อวันที่ 8 ต.ค.2567 แต่ยังไม่สามารถแต่งตั้งได้ เนื่องจากฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการคัดเลือกฯ ขอขยายเวลาออกไป เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้เข้าชิงตำแหน่งดังกล่าวที่มี 3 ราย โดยกระทรวงการคลังเสนอชื่อนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ส่วน ธปท.เสนอชื่อนายกุลิศ สมบัติศิริ และนายสุรพล นิติไกรพจน์
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาประธานบอร์ด ธปท.คนใหม่ ระบุว่า การประชุมในวันจันทร์ที่ 4 พ.ย. เพื่อลงมติว่าจะคัดเลือกบุคคลใดเป็นประธานบอร์ด ธปท.คนใหม่ ซึ่งกรรมการสรรหาฯ แต่ละคนมีความคิดเป็นอิสระของตัวเอง ซึ่งการเลือกประธานบอร์ด ธปท.คนใหม่ต้องเป็นไปตามหลักการคือ บุคคลที่จะได้รับเลือกมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ และมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ มีส่วนได้เสียอย่างมีนัยสำคัญกับ ธปท.หรือไม่ โดยลักษณะต้องห้าม เช่น ต้องไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือมีตำแหน่งในคณะทำงานของพรรคการเมือง ส่วนเรื่องคุณสมบัติ ก็คือต้องมีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับกิจการของ ธปท. และต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือขัดแย้งทางผลประโยชน์กับ ธปท. อันนี้คือหลักกฎหมาย ซึ่งกรรมการสรรหาฯ ทุกคนเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ขอให้เชื่อว่ากรรมการสรรหาฯ จะใช้วิจารญาณโดยอิสระในการคัดเลือกประธานบอร์ด ธปท.
แหล่งข่าวที่เป็นกรรมการสรรหาประธานบอร์ด ธปท.ให้ข้อมูลว่า ในการลงมติบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นประธานบอร์ด ธปท. ต้องได้เสียงจากกรรมการที่เข้าประชุมคือ 5 คน จากกรรมการ 7 คน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่และฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหาฯ ไปตรวจสอบหาข้อมูลคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 3 คน คือ นายกิตติรัตน์, นายกุลิศ และนายสุรพลแล้ว โดยได้ข้อมูลแต่ละคนครบถ้วนหมด
“ผลการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามต่างๆ ถือว่าทั้งสามคนผ่านไปได้ด้วยดี อย่างนายกุลิศ ก็เคยเป็นที่ปรึกษาของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ชุดเดียวกับกิตติรัตน์ หากไม่ผ่านก็ไม่ผ่านทั้งสองคน เพราะเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ คนเดียวกัน เพียงแต่นายกิตติรัตน์เป็นประธานที่ปรึกษาของนายกฯ แต่นายกุลิศเป็นที่ปรึกษาธรรมดา ในแง่ของการเมืองก็ถือว่าเท่ากัน ซึ่งตรวจสอบแล้วทั้งนายกิตติรัตน์และนายกุลิศไม่ขัดคุณสมบัติ เพราะเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ ที่เป็นตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัว ไม่มีเงินเดือน ไม่ได้เอาชื่อเข้า ครม. ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ไม่ได้เป็นข้าราชการการเมือง และพรรคเพื่อไทยแจ้งมาว่านายกิตติรัตน์ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ ในพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้นแล้ว”
ส่วนที่ล่าสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้อุทธรณ์คดีขายข้าวอินโดนีเซีย หรือคดีบูล็อก อินโดนีเซีย ที่นายกิตติรัตน์เคยตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ แต่ศาลฎีกาฯ ยกฟ้องเมื่อเดือน ก.ค. แต่ ป.ป.ช.มีมติให้อุทธรณ์คดีนั้น เบื้องต้นเท่าที่กรรมการสรรหาฯ ได้รับรายงาน อัยการสูงสุดไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ส่วนที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มอดีตพนักงาน ธปท. และกลุ่มประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อคัดค้านนายกิตติรัตน์ ถือเป็นความคิดเห็นที่แสดงออกมา ซึ่งกรรมการก็อาจต้องนำมาพิจารณาดูว่าเข้ากับหลักการและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกประธานบอร์ด ธปท.วันจันทร์นี้หรือไม่ แต่ยังไงต้องยึดหลักการเป็นหลักในการลงมติ” แหล่งข่าวระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ยื่นอุทธรณ์คดีขายข้าวอินโดนีเซีย ที่ศาลฎีกาฯ เคยยกฟ้องนายกิตติรัตน์เมื่อเดือน ก.ค.2567 ซึ่งเป็นมติหลังมีการเสนอชื่อนายกิตติรัตน์เข้าชิงประธานบอร์ด ธปท. และต่อมา นายศักดิ์เกษม นิไทรโยค ผู้ตรวจการอัยการ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนบางสำนักว่า ก่อนหน้านี้ นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อดีตอัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีคำสั่งไม่อุทธรณ์ในคดีดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีความเห็นว่า ควรอุทธรณ์คดีดังกล่าว นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ต้องนำความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มาพิจารณาประกอบ จึงถือว่าความเห็นของ อสส.คนที่แล้วจึงยังไม่ยุติ ซึ่งอัยการที่มีอำนาจหน้าที่ในคดีนี้ จะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนกว่า อสส.คนปัจจุบันจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อเป็นไปตามนี้ จึงเท่ากับว่าคดีดังกล่าวต้องดูว่าอัยการสูงสุดคนปัจจุบันคือนายไพรัชจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลฎีกาฯ หรือไม่ และหากอัยการไม่ยื่น ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะยื่นอุทธรณ์เองหรือไม่ ซึ่งหากยื่นไปแล้ว ต้องดูว่า ศาลฎีกาฯ จะรับฟ้องหรือไม่ และหากรับฟ้อง ศาลฎีกาฯ จะสั่งให้นายกิตติรัตน์หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หากว่านายกิตติรัตน์เกิดได้รับเลือกเป็นประธานบอร์ด ธปท.ในวันจันทร์นี้
ดร.ใจเพชร กล้าจน หรือหมอเขียว กองทัพธรรม เปิดเผยว่า หลังจากที่กองทัพธรรมได้เชิญชวนประชาชนร่วมกันลงชื่อคัดค้านรัฐบาลครอบงำธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1-2 พ.ย.ที่ผ่านมา ผ่านเพจกองทัพธรรมและหมอเขียวแฟนคลับ พบว่าจนถึงวันที่ 2 พ.ย. มีประชาชนร่วมลงชื่อแล้ว 4,929 คน ซึ่งกองทัพธรรมจะร่วมกับ คปท.และศูนย์รวมประชาชนปกป้องกลุ่มสถาบัน หรือ ศปปส. จะเคลื่อนไหวนำรายชื่อทั้งหมด และไปแสดงท่าทีของประชาชนในการคัดค้านไม่ให้ รัฐบาลเข้าแทรกแซง ธปท. ที่หน้าธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงแยกบางขุนพรหม ในวันจันทร์ที่ 4 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งตรงกับวันที่มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาประธานบอร์ด ธปท. ที่จะมีการลงมติเลือกให้ใครเป็นประธานบอร์ด ธปท.คนใหม่
“หากปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเข้าครอบงำแทรกแซง ธปท.ได้ จะเกิดผลกระทบหลายด้านกับเศรษฐกิจการเงินการธนาคารของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีเสียงเตือนทักท้วงจากหลายฝ่ายแล้ว เช่น กลุ่ม 227 นักวิชาการนักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มอดีตพนักงานแบงก์ชาติ และตอนนี้ก็มีประชาชนร่วมกันลงชื่อแสดงออกดังกล่าว เพราะถ้าการเมืองเข้าแทรกแซงแบงก์ชาติได้ จะกระทบความเชื่อมั่นและการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากฝ่ายการเมืองเข้าไปครอบงำแบงก์ชาติได้แล้วมีการแทรกแซงให้ออกนโยบายบางอย่างเช่นเรื่องดอกเบี้ย เรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ก็อาจเกิดความเสี่ยงได้ กรรมการสรรหาฯ ควรรับฟังเสียงสะท้อนต่างๆ ที่ออกมา เพราะหากอนาคตเกิดความเสียหายอะไรขึ้น กรรมการสรรหาฯ ทั้งหมดต้องรับผิดชอบ เพราะเสียงสะท้อนที่ออกมา เขาแสดงออกด้วยความห่วงใยต่อชาติบ้านเมือง ไม่ได้มีเรื่องการเมืองอะไรมาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าสุดท้าย ผลประชุมพรุ่งนี้กรรมการสรรหาฯ ไม่ยอมฟัง แล้วยังจะเลือกคนที่หลายภาคส่วนไม่เห็นด้วยไปเป็นประธานบอร์ด ธปท. ก็คงจะต้องมีการหารือกันว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป” แกนนำกองทัพธรรมระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อนุทิน’คิกออฟ ปลดล็อกลงทุน
“อนุทิน” กดปุ่มคิกออฟ "Thailand FastPass" 23 มิ.ย.นี้ ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่เต็มสูบ ดันคำขอส่งเสริมลงทุนแสนล้านสู่ลงทุนจริง “เอกนิติ” ชี้ปรับกลไกการอนุมัติภาครัฐ หนุนเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนเพิ่ม ปลื้ม IMD ให้คะแนนส่งเสริมลงทุนระหว่างประเทศไทยพุ่งขึ้น 6 อันดับ
เพราะพระเมตตาเปลี่ยนชีวิต
พระราชวงศ์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง พระเมตตาเปลี่ยนชีวิต! พยาบาลสาวบ้านไล่โว่เผยความประทับใจ ได้ถวายภาพวาดแด่ "พระองค์ภา"
ภูมิใจไทยไล่บี้ส้ม! เกลือจิ้มเกลือต้อน ‘สส.ป้อม’ แจงForexกับกมธ.ตำรวจ
เกลือจิ้มเกลือ "วัชรพงศ์" ปธ.กมธ.ตำรวจ จากพรรคภูมิใจไทย จ่อเชิญ "ป้อม” ภาวุธ สส.ส้ม แจงปมเงิน 28 ล้าน โยงคดี Forex เผยให้โอกาสใช้กลไก กมธ.
เปิดงบ กห.ปี70 2แสนล้านบาท ตั้งรับภัยทุกมิติ
เปิด "งบ.กลาโหม 70” เม็ดเงิน 2.03 แสนล้าน รับมือภัยคุกคามทุกมิติ เติมของ-เสริมสร้างขีดความสามารถกำลังรบ หลังศึก “ไทย-กัมพูชา” ทบ.เล็งซื้อ HIMARS จากสหรัฐ “ทอ.”เดินหน้าระบบป้องกันภัยทางอากาศ Barak MX ระยะ 2 ด้าน ทร.ติดหล่มเพดานหนี้ “เรือฟริเกต” ลำที่ 2 ยังฝืด
‘เอกนิติ’ตั้งเป้า ดันกรอ.ปั้นศก. เหมือนป๋าเปรม
“เอกนิติ” เตรียมต่อยอดความเชื่อมั่นประเทศไทย หลัง ศก.ไทยรับสัญญาณบวก 2 เด้ง
‘หนู’ลั่นไม่บ้าจี้ พูดคุยเปิดด่าน กองทัพคุมเข้ม
“อนุทิน” เผยดึงข้อศอก “ฮุน มาเนต” คุยปมชายแดน ย้ำไม่ต้องการขัดแย้งกัน ลั่นไม่มีพูดเรื่องเปิด-ปิดด่าน

