“ดีเอสไอ" รับคดีบริษัทสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลเป็นคดีพิเศษแล้ว ในฐานความผิด พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 14 หลัง "ไชยชนก" สั่งยกเลิก "MOU ดีอี-บ.สิงคโปร์ Prime Opportunity Fund" สมัยรัฐบาลเพื่อไทย เหตุพบภาพการลงนามโยง “เบน สมิธ” พร้อมประสาน “ปปง.” ช่วยตรวจสอบ เผยคนไทยกว่า 1.2 ล้านคนถูกบันทึกข้อมูล
จากกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงประเด็นภาพการลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงดีอี และ Prime Opportunity Fund VCC Singapore เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งได้สั่งการให้เร่งรัดติดตามคำสั่งของสำนักงานรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ ดศ 0100.3/939 ลงวันที่ 21 พ.ย.68 และได้มีการขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่อง MOU บริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore โดยด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พ.ย.68 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore หลังจากพบเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก แต่ใน MOU ได้ระบุว่า จะร่วมกันจัดทำโครงการศูนย์กลาง ธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) ทำให้นายไชยชนกได้ประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ นายไชยชนกยังพบข้อพิรุธในหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำ MOU ดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.67 และมีการลงนามใน MOU วันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน และพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตา ทั้งนี้ เหตุการณ์การลงนาม MOU เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ยังพบว่ามีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี (ในขณะนั้น) มีนายเบน สมิธ, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอ็มโอยูครั้งนั้นด้วย ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
แหล่งข่าวในดีเอสไอเปิดเผยว่า ดีเอสไอได้รับเรื่องดังกล่าวดำเนินการเป็นคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นเลขคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ซึ่งจะดูในฐานความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
นอกจากนี้ ความเป็นมาของคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin มีความเชื่อมโยงกับบริษัทที่รับสแกนม่านตา ตามที่เคยปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งพบว่าในปี 2567 มีคนไทยจำนวนกว่า 1.2 ล้านคนทั่วประเทศได้ทำการสแกนม่านตาไปแล้วผ่านเครื่อง Orb สแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์ (Proof of Human) และมอบเหรียญดิจิทัล Worldcoin (WLD) ให้กับผู้เข้าร่วม ซึ่งเรื่องทั้งหมดมันเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพราะมีการอ้างว่าเมื่อสแกนม่านตาแล้วจะมีการจ่ายเป็นเหรียญดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอก็ได้มีการตรวจสอบดูในส่วนของต่างประเทศด้วยว่าเครื่องสแกนม่านตาทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง มีฟังก์ชันการทำงานแตกต่างจากเครื่องที่ถูกติดตั้งในไทยอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกคู่ขนานด้วย เพราะค่อนข้างเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะมิติอาชญากรรมทางเศรษฐกิจระดับโลก หากดูรายละเอียดในบันทึกข้อตกลงค่อนข้างเป็นประโยชน์ก็จริง แต่พอเรื่องนี้มันไปเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับนายเบน สมิธ และพวก จึงต้องขยายผลดูอย่างละเอียด
“เรื่องนี้ผู้จัดทำไม่ได้มีการแจ้งข้อมูลรายละเอียดให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ประชาชนกลับถูกเอาม่านตาบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบไปแล้ว ซึ่งประชาชนจะไม่รู้เลยว่ากิจกรรมข้อมูลดังกล่าวนี้จะถูกนำไปใช้ในแง่มุมไหนในอนาคต เพราะม่านตา ในหลักการของสถาบันวิทยาศาสตร์นั้น ได้มีการยืนยันว่าม่านตาเทียบเท่ากับสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ)” แหล่งข่าวดีเอสไอระบุ
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า วันที่ 11 ธ.ค. กรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงฯ ตามกันต่อในกรณีของเบน สมิธ, ยิม เลียก และพวก ตลอดจนถึงกรณีของ Prime Opportunity Fund VCC ที่ปรากฏว่าเป็นเครือข่ายของนายเบน สมิธ โดยได้ทำ MOU กับกระทรวงดีอี มีความคืบหน้าอย่างไรจะได้รายงานพี่น้องประชาชนต่อไป
ทั้งนี้ กมธ.ความมั่นคงฯ มีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี, รมว.ดีอี ประธานกรรมการธุรกรรม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), เลขาธิการ ปปง., เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) และผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.ตม.).
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กกพ.เคาะค่าไฟ เพิ่มขึ้น7สตางค์ หน่วยละ3.95บ.
กกพ.จ่อพิจารณาค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.เพิ่มเติม เปิดแนวทางดูแลภาระหนี้
ห้ามปรับราคา! ล็อก71รายการ สต๊อกพอ2เดือน
พณ.ขยับง้างกฎเหล็กคุม 59 สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ
ทรัมป์ยืดถล่มอิหร่าน5วัน อิสราเอลโจมตีเตหะราน
"ทรัมป์" พลิกอีก สั่งกลาโหมเลื่อนการโจมตีโครงสร้างด้านพลังงานอิหร่านออกไปอีก 5 วัน
โผครม.35คนปกรณ์แทนปื๊ด
ว่าที่ รมต.ส่งเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติอย่างคึกคัก เปิดโผ ครม.สะเด็ดน้ำ 35 คน ลุ้นอีก 1 ชื่อยังไม่เคาะ ไร้คนของ "พปชร."
ทุกปั๊มต้องมีนํ้ามัน นายกฯสั่งในสัปดาห์นี้ขายทุกสถานี/พิพัฒน์ไม่ฟันธงไอ้โม่ง
“อนุทิน” สั่งสัปดาห์นี้จะไม่มีสถานีบริการใดบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย!
ต้นทุนดันค่าFtพุ่ง58สต. กกพ.ชงอุ้ม‘เปราะบาง’
กกพ.ชี้สงครามกระทบต้นทุน LNG พุ่ง ดันเอฟทีแตะ 58 สตางค์/หน่วย

