เวิลด์แบงก์หั่นจีดีพีไทย คลังลุยเต็มสูบโตเกิน2%

"เวิลด์แบงก์" คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โตแค่ 1.6% จากการค้าโลกชะลอ-หนี้ครัวเรือนสูง ก่อนฟื้น  2.2% ในปี 70 ขณะที่ "คลัง" ลุ้นเข็นขยับเกิน 2% ไม่ห่วงสุญญากาศ 6 เดือนตั้งรัฐบาลใหม่ เร่งอัดมาตรการรองรับเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 เวิลด์แบงก์คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2570 ที่ระดับ 2.2% โดยเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญ อาทิ เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะลอตัวเล็กน้อย มีความไม่แน่นอนสูง แต่ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสในแง่ตลาดใหม่ หรือการลงทุนใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเริ่มดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI), เศรษฐกิจไทยชะลอมากกว่าที่คิด สะท้อนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทำให้การฟื้นตัวชะลอลง และปัจจัยเสี่ยงเรื่องพื้นที่ทางการคลังที่เริ่มแคบลง ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัจจัยที่รัฐบาลจับตาเพื่อปรับให้มีพื้นที่ทางการคลังกลับมา

 “เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 หลักๆ มาจากหนี้ครัวเรือนที่สูง แต่ก็มีปัจจัยที่ช่วยดึงขึ้นจากภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากการเร่งทยอยส่งออกสินค้า ส่วนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% นั้นใกล้เคียงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินไว้ ส่วนปี 2570 จะฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับ 2.2% จากการบริโภคและการลงทุน” นายเกียรติพงศ์ระบุ

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายจากภาคอุตสาหกรรมที่ยังมีการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในแต่ละปีไม่สูงมากนัก และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับภาคครัวเรือน รวมทั้งปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวชะลอตัว ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีปัจจัยลบเชิงโครงสร้างในภาคการท่องเที่ยว ที่อาจส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวไม่กลับมาในระดับเดิมในช่วง 2 ปีนี้ แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นกลับมาก็ตาม

สำหรับเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยนั้น ยังอยู่ในระดับสูงของกลุ่มประเทศอาเซียนมานาน  แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้เริ่มมีสัญญาณน่าเป็นห่วงมากขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการค้า รายได้ท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เชื่อว่าจะกลับสู่กรอบเป้าหมายได้  ด้านนโยบายการเงินของ ธปท.นั้น เชื่อว่ายังมีโอกาสช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ เพราะยังมีพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่นโยบายการคลังจะยังคงเป็นพระเอกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ในส่วนของแผนการคลังระยะปานกลางนั้น  ไทยยังมีโอกาสและศักยภาพในการปรับและหาจุดสมดุลใหม่ของนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ซึ่งยังเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้ การขยายฐานการจัดเก็บ เช่น การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  การลงทุนในภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโตอย่างชัดเจน  ซึ่งทั้งหมดจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตในระดับศักยภาพที่ใกล้เคียง 3%

อย่างไรก็ดี ในส่วนการเลือกตั้งนั้น มองว่ายังเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้สามารถมองภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้ ผ่านนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในแผนและอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งตรงนี้จะเห็นความต่อเนื่องในแง่การจัดทำงบประมาณ การใช้จ่าย การลงทุนภาครัฐและนโยบายต่างๆ ที่น่าจะยังเดินหน้าได้ในปี 2569 และปี 2570 ส่วนความกังวลเรื่องความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลอาจจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายนั้น ต้องยอมรับว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่ยังเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะทำให้การจัดทำงบประมาณและการลงทุนยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบันศักยภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ระดับ 2.7% แต่มีโอกาสที่จะเติบโตได้ถึง 3%  หากสามารถปฏิรูปใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ความสามารถในการแข่งขัน 2.การพัฒนาด้านทักษะ การศึกษา และทุนมนุษย์ 3.แผนการคลังระยะปานกลาง โดยให้นโยบายการคลังสามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และเร่งขยายฐานภาษี

ด้านนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘Thailand’s New Horizons :  Empowering People and Building  Resiliency’ ในการเปิดตัวรายงานเศรษฐกิจ Thailand Economic ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) ว่า กระทรวงการคลังได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ที่ 2% ขณะที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความหวังว่าจะสามารถเร่งกระตุ้นการเติบโตให้สูงเกิน 2% ก็ถือเป็นระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง และจะเร่งต่อยอดการเติบโตในปี 2570 ให้ได้สูงถึง 3% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่เต็มศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ เชื่อว่าปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตมาจากการเมืองและนโยบายที่นิ่งและต่อเนื่อง ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันยังมีเม็ดเงินลงทุนอีกกว่า 4.8 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการผลักดันผ่านมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินจะทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ รวมถึงนโยบายการคลังที่ยังมีเสถียรภาพ และยังมีมาตรการด้านเศรษฐกิจที่ยังมีการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาท มาตรการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงการแก้หนี้รายย่อย และอีกหลายมาตรการที่จะเร่งดำเนินการได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้

 “ยืนยันว่าไม่กังวลว่าจะเกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ที่ยังไม่มีรัฐบาลเต็มรูปแบบ โดยยังเป็นการทำงานของรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการวางนโยบายที่ชัดเจนและเพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงนี้ให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านนโยบาย Quick Big Win รวมถึงยังพร้อมเดินหน้าการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง ที่มุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง คุมเพดานหนี้สาธารณะให้อยู่ไม่เกิน 70% ของจีดีพี และตั้งเป้าลดหนี้สาธารณะลงตั้งแต่ปี 2573 เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย และการสร้างรายได้ ใช้ทางเลือกทางการเงินใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และรัฐบาลกำลังเร่งในการสร้างทักษะแรงงาน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดนโยบายสำคัญๆ รวมถึงเร่งผลักดันการลงทุนใหม่ๆ ด้วย” นายเบญจรงค์ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อนุทินยํ้ากลั่นกรองชื่อ‘รมต.’

"อนุทิน" ออกประกาศิตถึงพรรคร่วมฯ  ถ้าโผ ครม.ชื่อส่งมามีปัญหา ต้องเปลี่ยนตัวได้ จ่อนัดถกโควตา บอกยังไม่รู้โหวตนายกฯ 19 มี.ค.   

สหรัฐตั้งค่าหัว ล่าผู้นำอิหร่าน

วอชิงตันประกาศรางวัล 10 ล้านดอลลาร์สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ของโมจตาบา คาเมเนอี สหรัฐจะเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน พร้อมส่งนาวิกโยธินและเรือรบจำนวนมาก