ป.ป.ช.จ่อเคาะ 44สส.แก้ม.112 ส่งศาลฎีกาฟัน

ป.ป.ช.ได้ฤกษ์ชงที่ประชุมใหญ่มีมติรับรองคำร้องคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกลแก้ ม.112 ยื่นต่อศาลฎีกา ด้านผู้ตรวจการแผ่นดินเผยกำลังรวบรวมข้อมูล-ร่างคำชี้แจงศาล รธน.คำร้องบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด "นครินทร์" เผยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งต้องรอ กกต.-ผู้ตรวจการฯ ส่งพยานหลักฐาน ชี้หากแจงเคลียร์ไม่ต้องเปิดไต่สวน แย้มจะลับหรือไม่อยู่ที่ข้อกฎหมายและดุลพินิจของตุลาการแต่ละคน ลั่นยึด รธน.ตัดสินคดี

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ร่วมกันเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด 44 สส. แต่ยังไม่มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกานั้น ล่าสุดมีรายงานว่า ภายใน 1-2 วันนี้จะมีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ และต้องรอให้ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.เรียกประชุมและบรรจุวาระ เพื่อให้มีมติรับรองคำร้องที่จะยื่นต่อศาลฎีกา ซึ่งหากมีมติรับรองแล้วตามขั้นตอนจะส่งคำร้องให้ศาลฎีกาต่อไป ส่วนการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ดำรงตำแหน่ง สส.นั้นอยู่ที่การพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อของ 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันเป็น สส.พรรคประชาชน (ปชน.)  มีจำนวน 10 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายรังสิมันต์ โรม, นายวาโย อัศวรุ่งเรือง,  นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม,  นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อีก 2 คนที่เป็น สส.แบบแบ่งเขต ประกอบด้วย นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

ด้านนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งกรณีบาร์โค้ดและบาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ ที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่า  ขณะนี้อยู่ที่ศาลแล้ว ในส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดินขณะนี้ก็มีผู้มายื่นข้อมูลหลักฐาน ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ร้องโดยตรง เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ และผู้ตรวจฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนที่ศาลให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นบัญชีพยานหลักฐาน และผู้ร้องต้องการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งรายชื่อเป็นพยานต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ขอดูในรายละเอียดก่อนว่ามีความจำเป็นแค่ไหน เพราะผู้ตรวจฯ ก็ได้ส่งข้อมูลให้ศาลในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยินดีพิจารณาข้อมูลที่ส่งมา ขณะนี้จึงยังไม่สามารถตอบอะไรได้ อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลอยู่ เนื่องจากมีการส่งข้อมูลมาเมื่อไม่กี่วันนี้ 

นายทรงศักกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาประเด็น ที่มีการร้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 ที่เหลือว่าพิจารณาไปได้พอสมควร เป็นประเด็นปลีกย่อยนอกเหนือจากเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด เราก็ว่ากันไปตามข้อมูล หลายเรื่องเป็นการร้องเข้ามาว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้พูดถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งก็ต้องดูไปตามข้อกฎหมาย เพราะอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินเราสามารถวินิจฉัยเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ เฉพาะกรณีบทบัญญัติของกฎหมายระดับพระราชบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเรา ยกเว้นร้องว่าไปละเมิดสิทธิเสรีภาพ เหมือนที่เราได้ส่งศาลรัฐธรรมนูญไป 

เมื่อถามว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้เสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้มีการจำลองจัดเลือกตั้งหรือไม่ นายทรงศัก  ระบุว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นดุลยพินิจของศาล ซึ่งคงจะพิจารณาไปตามกระบวนการ เราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ ในส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้กำลังร่างคำชี้แจงเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ 

เมื่อถามว่า ในคำร้องมีการร้องขอให้มีการจำลองเหตุการณ์จัดเลือกตั้งหรือไม่ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าวว่า ผู้ที่มายื่นข้อมูลก็มีทั้งผู้ที่เป็นผู้ร้องและคนที่ไม่ใช่ผู้ร้อง ขอดูรายละเอียดก่อนเพราะขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังมารวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ประเด็นว่ามีเรื่องอะไรบ้าง จึงยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ 

ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า กระบี่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาคดีบัตรเลือกตั้งว่า ต้องรอคำชี้แจงจากคู่ความทั้งสองฝ่าย มติของศาลรับแล้วให้เวลา กกต. และคนยื่นคือผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งสองฝ่ายต้องยื่นคำแถลง และบัญชีพยานและการได้มาซึ่งพยาน เพื่อให้ศาลได้เข้าถึงพยานเหล่านั้น แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเปิดไต่สวนหรือไม่ เมื่อเราได้รับคำชี้แจงจากทั้งสองฝ่าย ถ้าทั้งสองฝ่ายส่งบัญชีพยานเป็นบุคคลก็ต้องถามบุคคล ถ้าบุคคลชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นที่เข้าใจหมดแล้วก็ไม่ต้องไต่สวน แต่ถ้าคำชี้แจงนั้นไม่เป็นที่เข้าใจตุลาการก็สามารถขอไต่สวนได้ การที่บัญชีพยานไม่ใช่บุคคลอาจจะเป็นเทปหรืออุปกรณ์ทางอื่นอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง อาจจะไต่สวนหรือไม่ไต่สวนก็ได้ จะต้องดูเป็นกรณีไป

เมื่อถามว่า กรณีบัตรเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ นายนครินทร์กล่าวว่า ยังตอบอะไรไม่ได้จนกว่าจะได้เห็นหลักฐาน เอาหลักฐานเข้ามาที่ศาลดีกว่า ถ้าหลักฐานเข้ามาทั้งสองฝ่ายทั้งทางผู้ตรวจการฯ ซึ่งก็อยากรู้เช่นกันว่าผู้ตรวจการฯ จะยื่นใครมาเป็นพยาน เพราะมีผู้ร้องเข้ามาจำนวนมาก ผู้ตรวจการฯ อาจจะหนักใจ อาจจะอมทุกข์คนเดียวไม่ได้ นอกจากจะออกความทุกข์มาที่ศาล  ก็อยากเห็นเหมือนกันว่าผู้จัดการจะยื่นมาทั้งหมดหรือไม่  แต่ถ้าไม่ยื่นก็จบ ส่วน กกต.ก็เช่นกันต้องดูว่าจะยื่นใครมาเป็นพยาน จึงต้องตัดสินใจว่าจะถึงขั้นนั้นหรือไม่ ขอดูหลักฐานก่อน ศาลอาจจะเรียกพยานหลักฐานเพิ่มก็ได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ส่งเข้ามา เพราะตอนนี้ก็มีในใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังพูดไม่ได้ จนกว่าจะเห็นหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่จะยื่นเข้ามา

"จะลับหรือไม่ลับก็อยู่ที่ข้อกฎหมาย ซึ่งเรายังไม่ได้คุยกัน เพราะคำว่าศาลไม่ใช่ความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นความเห็นของทั้ง 9 คนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้นตามอำนาจของรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มอบหมายให้ทำ ทั้ง 9 คนมีดุลพินิจเป็นอิสระ ดังนั้นหลังจากฟังข้อเท็จจริงแล้วแต่ละคนเชื่อว่ามีดุลพินิจในการวินิจฉัย ฉะนั้นบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยก็เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน" นายนครินทร์กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีที่ภาคประชาชนจัดการเลือกตั้งจำลอง เพื่อพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ จะถูกนำมาเป็นหลักฐานพิจารณาต่อศาลได้หรือไม่ นายนครินทร์กล่าวว่า ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังไม่เคยเข้ามาที่ศาล ศาลไม่เคยได้รับมาก่อน ข้อเท็จจริงที่อยู่นอกศาลขอให้นำเข้ามาในศาล ให้เข้ามาอยู่ในกระบวนการของศาล

ส่วนจะนำหลักรัฐศาสตร์มาวินิจฉัยในกรณีนี้ด้วยหรือไม่ เพราะมีคำพูดที่ว่าการที่เดินหน้าตั้งรัฐบาล และสงครามตะวันออกกลาง อาจทำให้ศาลไม่กล้าสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายนครินทร์กล่าวยืนยันว่า "วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมีทั้งหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติศาสตร์อยู่ในตัวเอง แต่เมื่อมาผสมกันแล้ว กลายมาเป็นรัฐธรรมนูญที่กลมกล่อมหรือไม่ อยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน".

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช. ได้ฤกษ์! นัดถกรับรองคำร้องคดี '44 สส.ส้ม' ส่งศาลฎีกา

ความคืบหน้าในคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ร่วมกันเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด 44 สส.