ป.ป.ช.ชุดใหญ่เห็นชอบยื่นศาลฎีกาฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลชงแก้มาตรา 112 แล้ว จับตาถ้ารับคำร้อง 10 สส.พรรคส้มต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ “เท้ง” เพ้อกลุ่มชนชั้นนำมุ่งใช้นิติสงคราม ส่วน “โรม” โพสต์โคลงศรีปราชญ์โต้ “หมอวาโย” งัดระบอบประชาธิปไตยสู้บอกสภาห้ามขาดผู้นำฝ่ายค้าน “คกก.พักโทษเรือนจำกลางคลองเปรม” มีมติเห็นชอบ “ทักษิณ” ติด 1 ใน 10 รายชื่อผู้ต้องขังผ่านเกณฑ์พักโทษ
เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.ทั้งหมด และขอขยายเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อนนั้น
ล่าสุด มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำร้องเพื่อยื่นศาลฎีกา กรณีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล (กก.) ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้จะส่งคำร้องให้สำนักคดี ป.ป.ช. เพื่อยื่นคำร้องแก่ศาลฎีกาต่อไป
ทั้งนี้ หากศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีดังกล่าว และไม่มีคำสั่งอื่นใด 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่เป็น 1 ใน 44 สส.อดีตพรรค กก. ต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที
โดยรายชื่อของ 44 สส.พรรค กก.ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ในนามพรรค ปชน. ที่อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายรังสิมันต์ โรม, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และอีก 2 คนเป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.
ด้านนายณัฐพงษ์โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องนี้ว่า ขอยืนยันอีกครั้งว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มชนชั้นนำที่ยึดกุมอำนาจในประเทศนี้อยู่ พร้อมใช้กลไกของรัฐทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้คงอยู่ต่อไป ผ่านกระบวนการนิติสงคราม แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแช่แข็งและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปแค่ไหน ผมและเพื่อนร่วมพรรคจะยังเดินหน้าต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่อย่างสุดกำลังความสามารถ ไม่ว่าในอนาคตศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือมีคำตัดสินผลเป็นแบบใด”
นายณัฐพงษ์โพสต์อีกว่า หวังว่าประชาชนคนไทยทุกคนจะช่วยกันเรียกร้องระบบนิติรัฐ-นิติธรรม ที่กฎหมายถูกนำมาบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมืองโดยละเว้นพวกพ้อง มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เข้มแข็ง และยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำให้การเมืองเป็นของประชาชนไปด้วยกัน
ขณะที่นายรังสิมันต์โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ โดยยกโคลงศรีปราชญ์ว่า ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง เราผิดท่านประหาร เราชอบ เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง
ส่วน นพ.วาโยให้สัมภาษณ์ว่า ได้เตรียมความพร้อม โดยการเตรียมคำร้องเอาไว้ 3 เรื่อง คำร้องแรกเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คือ ขอให้ศาลสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ โดยทั้ง 10 คนที่เป็น สส.อยู่ขณะนี้ เราเตรียมคำร้องไว้ 4 กลุ่ม คือกลุ่มที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้แก่ นายณัฐพงษ์จะชี้ให้ศาลท่านได้เห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาต้องมีผู้นำสูงสุดของฝ่ายค้านคือ ผู้นำฝ่ายค้าน ปฏิบัติหน้าที่ในสภา หากสูญเสียการปฏิบัติหน้าที่ไป ก็เป็นผลเสียกับระบอบประชาธิปไตยมากกว่า หรือกรณีของ น.ส.ศิริกัญญา ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ เราก็ไม่รู้ว่าเปิดสภาไปจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีเลยหรือไม่ ซึ่งถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ การเมืองก็มีอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น หรือแม้แต่กลุ่ม สส.เขต ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องปวงชนชาวไทยในเขตต่างๆ หรือ สส.บัญชีรายชื่อ ที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศด้วย ก็เตรียมคำร้องเอาไว้
นพ.วาโยกล่าวต่อว่า คำร้องฉบับที่สอง เป็นคำร้องที่ขอให้ศาลท่านไม่รับคำร้อง ซึ่งเป็นแบบฟอร์มทั่วไปที่เราต้องทำอยู่แล้ว คำร้องฉบับที่สาม ขอศาลสั่งให้ ป.ป.ช.ย้อนกลับกระบวนพิจารณา ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งแล้วตั้งแต่ต้น ว่าการทำงานของ ป.ป.ช.ปฏิบัติขัดกับตัวกฎหมายและระเบียบภายในของ ป.ป.ช.เองในหลายขั้นตอน
“ป.ป.ช.ทำสำนวนคดีนี้เรียกว่าแทบทำอยู่ฝ่ายเดียว ทางฝั่งพวกผมทำได้แค่ส่งพยานหลักฐานเอกสารเข้าไปแก้ข้อกล่าวหา แต่ ป.ป.ช.สืบพยานบุคคล ไปหมายคนนั้นคนนี้ เจ้าหน้าที่คนนั้นคนนี้ หรือเพื่อนที่อาจจะเคยร่วมอุดมการณ์กันมาก่อน ถูกเชิญเข้าไปนำสืบต่างๆ มากมาย ซึ่งทางพวกผมเองถูกกล่าวหาแล้ว ส่วนนั้นก็ถูกนำมาเป็นพยานหลักฐานด้วย แต่ขอคัดถ่ายก็ไม่ให้เลย ขอดูว่าแต่ละคนเบิกความอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไร ก็บอกว่ามีแค่นี้แหละ แต่ก็ไม่เป็นไร ทั้งหมดนี้ พวกผมก็บันทึกทั้งหมด และอายุความต่างๆ ของฝั่ง ป.ป.ช. ที่อาจต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ก็ยังพอรอเวลาได้” นพ.วาโยกล่าว
เมื่อถามว่า คำร้องของแต่ละคนที่จะแก้ต่างไม่เหมือนกันเลยใช่หรือไม่ นพ.วาโยกล่าวว่า คำร้องของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนเราไม่ Copy Paste แต่การทำงานของ ป.ป.ช.แทบจะ Copy Paste ทั้งหมด 98% ของทางฝั่งตนเองไม่มีเลย ทนายประกบกันคนต่อคน ไม่มีใครที่เหมือนกันหรอก ความคิดความอ่านมันเป็นปัจเจก ไม่มีใครที่เขาเหมือนกัน ก็สู้กันไปแบบนี้
เมื่อถามว่า มีนัยอะไรหรือไม่ที่มีมติช่วงนี้ นพ.วาโยกล่าวว่า ไม่ได้มีอะไรแล้ว มีอยู่อย่างเดียวที่มีนัยทางการเมืองคือ วันที่ 9 ก.พ. หลังจากวันเลือกตั้ง 1 วัน ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้วันที่ 9 ก.พ. แต่พวกตนเองดันแพ้ไง กด Snooze ไม่ทัน ก็ล่อกันวันที่ 9 ก.พ. ก็ไม่เป็นไร ถ้ากรณีนี้ พรรคส้มชนะมันก็คงจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ก็คิดว่าตอนนี้เขาไม่ได้อะไรแล้วแหละ แต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจที่ ป.ป.ช.จะมีมติสั่งฟ้อง เพราะว่าในคดีแบบนี้ ซึ่งเป็นคดีใหม่ที่มีตามรัฐธรรมนูญ 2560 เขาคงมองไม่ได้ต่างกัน ตำรวจก็น่าจะแทบทำคดีทุกเคสที่มีผู้ไปแจ้งความ อัยการก็ส่วนมากก็สั่งฟ้อง และส่งไปที่ศาล
“เอาเป็นว่าถ้าตำรวจและอัยการสั่งไม่ฟ้อง ป.ป.ช.สั่งไม่ฟ้อง มันก็เหมือนข้อพิพากษาไปแล้ว แปลว่าเขาเองจะต้องเป็นคนรับเผือกร้อนนั้นในการตอบคำถามว่าทำไมเขาถึงไม่สั่งฟ้อง เพราะฉะนั้นผมไม่ได้แปลกใจ เพราะการที่จะมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง ผมคิดว่าต้องใช้ความกล้าหาญและมโนธรรมศีลธรรมค่อนข้างสูง ในการที่มีความเห็นไม่สั่งฟ้อง เพราะเสมือนว่าเขาได้เป็นคนพิพากษาพวกเราไปแล้วว่าเราไม่ผิด” นพ.วาโยกล่าว
วันเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เผยว่า เรือนจำกลางคลองเปรมได้นำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำแล้ว โดยคณะกรรมการฯ เห็นชอบมีมติให้ 10 รายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักโทษเรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการฯ ได้ให้ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมเสนอรายชื่อ 10 นักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษไปยังกรมราชทัณฑ์ โดยมีชื่อนายทักษิณ ชินวัตร มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป
สำหรับขั้นตอนถัดไป คณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์จะพิจารณากลั่นกรองตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อเสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ โดยคณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษ และเมื่อคณะอนุกรรมการฯ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร
สำหรับการติดหรือไม่ติดกำไล EM นั้น ในกรณีของนายทักษิณ หากได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 11 พ.ค.2569 ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ในแต่ละลำดับชั้นที่จะพิจารณาจากปัญหาเรื่องสุขภาพและอายุของผู้ต้องขังที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของสถานที่คุมประพฤติและชุมชนโดยรอบด้วย ว่ามีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหรือน่าห่วงกังวลอย่างใดหรือไม่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สั่งบังคับใช้กม.เข้มข้น ปิดป่าแก้วิกฤตฝุ่นเหนือ
นายกฯ ส่ง "สุชาติ-ปลัด มท." ขึ้นเหนือแก้ไฟป่า ลั่นต้องเฉียบขาด อย่าจับปูใส่กระด้ง
เร่งชง‘ไทยช่วยไทยพลัส’อุ้มปชช.
ศบก.ยกระดับวิกฤตน้ำมันเข้าสู่ระยะที่ 2.2 การจัดหามีความยากขึ้น
ถวายสัตย์6เม.ย. โปรดเกล้าฯ‘ครม.หนู2’35คน40เก้าอี้แถลงนโยบาย9-10เมษา
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 35 คน 40 ตำแหน่งตามโผ “นายกฯ” เตรียมนำเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ 6 เม.ย.
ม็อบต้านน้ำมันแพง แรงงาน-ตุลย์บุกทำเนียบฯ/นายกฯเบรกพิพัฒน์ทิ้งผอ.ศบก.
"อนุทิน" เผยแตะเบรกไม่ให้ “พิพัฒน์” ลาออกจาก ผอ.ศบก. ยันเป็นผู้เชี่ยวชาญ
เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ย ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง10%
จี้ทูตพาณิชย์เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทน-หาตลาดส่งออกใหม่ "พาณิชย์"
ผงะ!PM2.5ทุบสถิติโลก จี้ประกาศ‘เขตภัยพิบัติ’
"เหนือ-อีสาน" อ่วมหนักเผชิญวิกฤต PM2.5 รัฐบาลอ้อแอ้คุยแก้ฝุ่นพิษข้ามแดน “อนุทิน” โยน ผวจ.จัดการ “เมืองปาย-แม่ฮ่องสอน”

