
ไม่พลิก! ศาลฎีกาอ่านคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามเดิม จำคุกวัฒนา 99 ปี แต่ให้จำคุกจริง 50 ปี พร้อมให้ชดใช้ทรัพย์ 89 ล้านบาทให้เสร็จใน 30 วัน ระบุชัด รมว.พม.เป็นเจ้าพนักงานรัฐ ปล่อยปละให้ “เสี่ยเปี๋ยง” ตบทรัพย์ผู้ประกอบการ ทนายเผยเจ้าตัวยอมรับคำตัดสินแต่ไม่ยอมรับว่ากระทำผิด ยังกั๊กขออภัยโทษ
เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มีนาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นัดหมายอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อม.อธ. 1/2565 ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 65 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และพวกรวม 14 ราย เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 และ 11 หรือคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ (กคช.)
โดยนายวัฒนาได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาก่อนเวลา 14.00 น. โดยยังยืนยันในความบริสุทธิ์และมั่นใจว่าพยานหลักฐานที่นำมาให้ศาลก่อนหน้านี้ตอบคำถามได้ โดยระบุว่า สู้มา 15 ปีแล้ว เมื่อคืนนอนหลับปกติ แต่เตรียมใจไว้ทั้ง 2 ด้าน ถ้าคำพิพากษาออกมาตามครรลองก็ยอมรับก็จบ แต่ถ้าไม่ออกมาตามครรลองที่ถูกต้อง จะสู้ต่อในฐานะพสกนิกรก็มีช่องทางของตนเอง เพราะการเป็นผู้ต้องหาหรือนักโทษ ไม่ได้ห้ามใช้สิทธิ์ในศาลสู้กันจนสุดทุกทางจนหมดช่องทางสู้ แต่ถ้าเป็น covid ตายก็ช่วยไม่ได้
“มั่นใจว่าคดีนี้เป็นเรื่องการเมืองล้านเปอร์เซ็นต์” นายวัฒนากล่าวก่อนรับฟังคำพิพากษา
เมื่อถึงเวลานัดหมาย องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษา โดยระบุว่า พิจารณาพยานหลักฐานที่ศาลฎีกาฯ ประกอบการแถลงปิดคดีด้วยวาจาของนายวัฒนาแล้วเห็นว่าคดีนี้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยมีประเด็นต้องวินิจฉัยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และมีการตั้งคณะทำงานร่วมกับผู้แทนของ อสส.พิจารณาหลักฐานจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จึงส่งให้ อสส.พิจารณาฟ้องโดยชอบตามกฎหมาย
ประเด็นวินิจฉัยต่อมาที่จำเลยที่ 1 อ้างว่างไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาโครงการของ กคช.นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นรัฐมนตรี กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด พม. และตาม พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลหรือยับยั้งการกระทำใดที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจดูแล กคช.ตามกฎหมาย
ส่วนประเด็นต้องวินิจฉัยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหาให้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 หรือไม่ คดีนี้ คตส.ได้เรียกผู้ประกอบการมาให้การ โดยแจ้งว่าหากให้ความร่วมมือจะกันไว้เป็นพยาน ซึ่งผู้ประกอบการ 8 รายยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากตัวแทนจำเลยที่ 1 อ้างว่าหากอยากได้งานต้องจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าพยานเหล่านี้ คตส.ใช้วิธีการข่มขู่ จูงใจ หรือให้คำมั่นสัญญาว่าหากให้การเป็นประโยชน์จะกันไว้เป็นพยาน พยานจึงไม่อาจรับฟังได้ตามกฎหมาย เห็นว่าการสอบสวนเป็นวิธีการของเจ้าพนักงานในการแสวงหาหลักฐาน โดยไม่ปรากฏว่ามีการจูงใจหรือชี้นำพยานว่าต้องให้การไปในทางใด พยานให้การเป็นอิสระ จึงสามารถรับฟังพยานเหล่านี้ได้
คดีนี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่ได้แต่งตั้งนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่จำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา แต่จำเลยที่ 4 แอบอ้างและทำเองตามลำพัง เห็นว่าจำเลยที่ 4 มาพบจำเลยที่ 1 หลายครั้ง อีกทั้งยังไปแนะนำตัวกับจำเลยอื่นและผู้ประกอบการว่าเป็นที่ปรึกษาจำเลยที่ 1 ประกอบกับพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ กคช.เข้าเบิกความ และมีพยานเบิกความว่าได้ส่งเอกสารเชิญประชุมระบุชื่อจำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 4 อย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าจำเลยที่ 4 กระทำในฐานะที่ปรึกษาจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นเลขานุการ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 เป็นเลขานุการอย่างไม่เป็นทางการ
ต่อมาจำเลยที่ 1 สั่งการให้การเคหะฯ ออกประกาศฉบับใหม่ หากผู้ประกอบการรายใดไม่ได้รับการอนุมัติโครงการให้ผู้ประกอบการยื่นแบบโครงการ พร้อมแนบหลักประกัน 5% ของโครงการ โดยจำเลยที่ 1 ยังเคยเรียกประชุมผู้ประกอบการแจ้งว่ามีค่าดำเนินการยูนิตละ 1 หมื่นบาท หากผู้ประกอบการรายใดพร้อมจะได้รับอนุมัติโครงการ ซึ่งมีพยานโจทก์หลายรายให้การสอดคล้องกันว่า หากอยากได้งานให้ติดต่อจำเลยที่ 4 โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ประสานงาน พยานจึงยอมจ่ายค่าตอบแทน โดยลดราคาเหลือ 9,000 บาทต่อยูนิต พยานจึงนำเช็คจำนวน 46 ล้านบาทไปให้ และได้รับอนุมัติโครงการสร้างบ้านเอื้ออาทร จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 อาศัยประกาศฉบับใหม่เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการจริง และเชื่อว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมข่มขืนใจ หรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหาให้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น
ประเด็นการริบทรัพย์สินนั้น เห็นว่า เมื่อเงินที่จําเลยที่ 1 กับพวกได้ทรัพย์สินมาโดยการกระทําความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 42 และ 43 ยังไม่มีผลใช้บังคับ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. 2542 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการริบทรัพย์สิน จึงต้องนําประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับแทน แม้โจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2) แต่เมื่อโจทก์มีคําขอให้ริบเงินแล้ว ศาลจึงมีอํานาจริบเงินได้ ทั้งต้องปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องและเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี อันมีผลถึงจําเลยอื่นที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย โดยประเด็นการริบเงิน 89 ล้านบาทตามอุทธรณ์โจทก์นั้น เห็นว่าการจ่ายเงินจำนวน 89 ล้านบาทให้จำเลยที่ 7 เป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนข้อตกลงในการผลักดันโครงการบ้านเอื้ออาทรของบริษัท ช. โครงการอื่นนอกจากโครงการบ้านเอื้ออาทร ส. เงินจำนวน 89 ล้านบาท จึงเป็นเงินที่สัมพันธ์กับเงินสินบนที่ใช้ในการอำนวยความสะดวกให้กับโครงการบ้านเอื้ออาทรอื่นของบริษัท ช. เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดที่ศาลมีอำนาจริบได้
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 42, 43 แต่ให้ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2) ริบเงิน 89 ล้านบาทด้วย โดยให้จำเลยผู้มีหน้าที่ต้องส่งเงิน 89 ล้านบาทที่ริบชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าของเงินที่ศาลสั่งริบภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษานี้ หากจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 10 ไม่ชำระเงินภายในระยะเวลากำหนด ต้องชำระดอกเบี้ยอัตรา 7.5% ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 24 ก.ย.2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เม.ย.2565 และอัตรา 5% ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไปกว่าจะชำระเสร็จ แต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้น ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตรา 7.5% ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระเงินแทนตามมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกคนละ 89 ล้านบาท จากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ กำหนดไว้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯโดยให้ออกหมายจำคุกถึงที่สุดจำเลยที่ 1 และออกหมายจับ น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว จำเลยที่ 6, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา จำเลยที่ 7 และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง จำเลยที่ 10 มาฟังคำพิพากษาวันที่ 27 เม.ย.นี้ เวลา 14.00 น. โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษา 2 ชั่วโมง ภายหลังเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัวนายวัฒนาไปเรือนจำ
ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2563 นั้น ได้พิพากษาว่านายวัฒนามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 รวมความผิด 11 กระทง กระทงละ 9 ปี รวม 99 ปี โดยคงจำคุกจริง 50 ปี และให้ร่วมกับจำเลยอื่นๆ ชดใช้เงินจำนวน 89 ล้านบาท
ด้านนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ในฐานะทนายความของนายวัฒนาภายหลังว่า นายวัฒนายอมรับคำพิพากษา เพราะเป็นกติกาของกระบวนการยุติธรรม เเต่การยอมรับไม่ได้หมายความว่ายอมรับว่าได้กระทำผิด ซึ่งนายวัฒนาฝากว่าการที่ได้ต่อสู้คดีมาตั้งเเต่ปี 2549 จนถึงวันนี้เป็นการเเสดงเจตนาให้เห็นว่าตนเองบริสุทธิ์
เมื่อถามว่าเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวหรือไม่ นายนรินท์พงศ์กล่าวว่า นายวัฒนาเป็นอดีตรัฐมนตรี เป็นนักการเมือง ตนเองเป็นทนายความ คงเเยกเเยะไม่ได้ว่าศาลฎีกาชุดนี้ลงโทษนายวัฒนาเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ ก้าวล่วงไม่ได้ เเต่เชื่อว่าการตัดสินบนพยานหลักฐานวันนี้ คำพิพากษาที่ออกมาโดยละเอียดประชาชนที่ได้รับทราบควรไปใช้วิจารณญาณว่าการตัดสินลงโทษวันนี้เป็นเรื่องการเมืองหรือไม่อย่างไร
“ต้องยอมรับว่านายวัฒนาเป็นมนุษย์ประหลาด มีจิตใจที่เข้มเเข็ง ไม่กระทบกระเทือนเเละไม่พูดจาก้าวล่วงต่อศาล เเต่ขอให้นายวัฒนาได้ตั้งหลักนิดหนึ่ง วันนี้ก็มียาลดความดัน ยาโรคหัวใจ เเละโรคเกี่ยวกับตับ หลังจากนี้ก็จะประสานความเป็นอยู่ของการรับการรักษาพยาบาลตามกระบวนการของราชทัณฑ์ ในกรณีผู้ต้องขังสูงอายุ ส่วนเรื่องจะมีการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่นั้นค่อยพิจารณาต่อจากนี้ หลังจากนี้ก็ต้องเข้าไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยต้องกักตัวตามมาตรการโควิด-19 จำนวน 21 วัน” นายนรินท์พงศ์ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' บอกเหตุผลกับอารมณ์ของผู้นำขาดอย่างใดไม่ได้!
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน

