‘อนุทิน’นำทีมคลัสเตอร์ ลุยแก้‘ไฟป่า-ฝุ่นPM2.5’

“อนุทิน” หอบ รมต.หลายกระทรวงบินเชียงใหม่ สั่งการแก้ไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5 หลัง 4 จังหวัดเหนือยังวิกฤตต่อเนื่อง ภาค ปชช.รอยื่น 4  ข้อเสนอ แนะนายกฯ ขอโทษ-สัญญาเร่งคลอด พ.ร.บ.อากาศสะอาด "รมว.ทส." ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สถานีคุมไฟป่าภูพิงค์

เมื่อวันที่ 19 เมษายน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 20 เม.ย.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ 

โดยคณะรัฐมนตรีที่ร่วมเดินทาง ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย

สำหรับภารกิจครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีร่วมกับรัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด/ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

"นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุข ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ  โดยที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน" โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
เพจ "กระทรวงมหาดไทย PR" เปิดเผยกำหนดการของนายอนุทิน ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ว่า เวลา 13.30 น. ประชุมติดตามสถานการณ์และมอบนโยบาย/ข้อสั่งการในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จากนั้น 15.30 น. ตรวจติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด "ป่าเปียก (Wet Fire Break) และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (LAI) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด

4 จ.เหนือฝุ่นยังวิกฤต

ที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ จ.เชียงใหม่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อติดตามภารกิจการป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่ โดยนายสิงหนาท ชัยวัง หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ได้รายงานสถานการณ์ไฟป่า รวมถึงผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและดับไฟป่าของหน่วยงานในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายสุชาติได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เสียสละ ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและรักษาพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นนำคณะเข้ากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโบราณสถานภายในบริเวณสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย

พร้อมกันนี้ รมว.ทส.ได้มอบนโยบายให้มีการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม เชื่อมโยงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวต่อไป

ขณะที่รายงานจุดความร้อน (Hotspot) ของเชียงใหม่ จาก GISTDA ประจำวันที่ 19 เม.ย. พบว่า รอบเช้า 133 จุด และรอบบ่าย 213 จุด ครอบคลุมพื้นที่หลักที่เผาไหม้เดิม มีมากสุดรอบบ่ายต่อเนื่องรอบเช้า ที่แม่แจ่ม 73 จุด, อมก๋อย 37 จุด, ฮอด 37 จุด, แม่ออน 20 จุด, จอมทอง 12 จุด, แม่แตง 6 จุด, สะเมิง 5 จุด เป็นต้น

ด้านสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ได้ออกประกาศเรื่องคุณภาพอากาศเกินมาตรฐานบริเวณภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) ฉบับที่ 24 ทั้ง 4 จังหวัด มีค่าเกินมาตรฐานหมดกระจายไปหลายพื้นที่ต่อเนื่องตลอดสัปดาห์นี้ โดยค่าสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1) ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM 2.5 เท่ากับ 218.0 มคก./ลบ.ม. 2) ต.ช่างเคิง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM 2.5 เท่ากับ 153.6 มคก./ลบ.ม. 3) ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM 2.5 เท่ากับ 148.5 มคก./ลบ.ม. 4) ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM 2.5 เท่ากับ 133.3 มคก./ลบ.ม. และ 5) ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM 2.5  เท่ากับ 124.6 มคก./ลบ.ม.

ขณะที่ นายวิทยา ครองทรัพย์ ประธานสภาลมหายใจภาคเหนือ เปิดเผยว่า นายกฯ เดินทางมาวันที่ 20 เม.ย. หลังจากคนในพื้นที่อ่อนระโหยทุกฝ่าย รวมทั้งคะแนนนิยมที่ไม่น่าจะดี ดังนั้นการมาของเบอร์ 1 ของประเทศในสถานการณ์ที่เทียบเคียงได้กับการก่อการร้ายครั้งใหญ่ เพราะการเผาส่วนที่เกินมานั้น มีระดับที่มากกว่าการทำกินระดับชาวบ้าน หรือมากกว่าการเผาเพื่ออุตสาหกรรมที่เคยเป็น ดังนั้นควรมีการจัดอย่างเต็มที่ ไม่ควรมาแบบเฉยๆ

ในฐานะตัวแทนสภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่  ขอเสนอดังนี้ 1.ขอโทษ และสัญญาจะดันกฎหมายอากาศเพื่อจะทำการลดความทุกข์ของคนภาคเหนือด้วยมือตัวเอง จะดันให้จบให้ต้นปี 2570 กฎหมายหลักและกฎหมายลูกต้องพร้อม 2.สถานการณ์ปีนี้ ต้องช่วยกันบรรเทาผลกระทบให้มากที่สุด เพราะความรุนแรงแบบนี้ในต่างประเทศสั่งอพยพประชาชนแล้ว โดยจัดแผนบรรเทาคือ ประกาศลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำในส่วนที่สูงกว่าในสามปีที่ผ่านมา และสั่งให้มีการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นในราคาพิเศษที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึง 3.จัดอาคารปลอดฝุ่น โดยจัดให้มีระบบลงทะเบียน และให้มีการบริหารจัดการที่ดี ย้ำว่าต้องมีให้ทั่วถึงให้มากที่สุด พร้อมเคลียร์สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเกี่ยวกับการจะใช้งบขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 4.สนับสนุนทีมดับไฟ พร้อมประกาศจะสอบสวนการเผาประเทศครั้งใหญ่นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ปี 2570 คนภาคเหนือและทุกภาคจะต้องปลอดภัยมากกว่านี้

พ.ค.นัดเคลื่อนไหวใหญ่

นายวิทยากล่าวด้วยว่า แกนนำภาคประชาสังคมกำลังหารือกันเรื่องจะเข้ายื่นหนังสือเพื่อเสนอข้อร้องเรียนต่อนายกฯ หรือไม่ โดยมีความเห็นเป็นสองทางคือ ไม่ยื่นหนังสือ เพราะเบื่อฉากทัศน์เดิมๆ  และจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่รวมกันทั้งประเทศในต้นเดือน พ.ค. ที่จะให้รัฐบาลเร่งคลอดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด ห้ามปัดตกอีก แต่จะทำหนังสือเปิดผนึกชี้แจงผ่านสื่อมวลชนที่หน้าห้องประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม ให้ช่วยนำเสนอข้อเสนอจากภาคประชาชนแทน ส่วนอีกฝ่ายระบุว่าถ้าไม่ยื่นเท่ากับไม่พูด แสดงว่าประชาชนทนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ขณะนี้จึงอยู่ในระหว่างหาข้อสรุปอีกครั้ง

วันเดียวกัน น.ส.ณัชธน์กมล พ่อค้า นายอำเภอฮอด/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอำเภอฮอด เผยว่า ได้รับแจ้งเหตุจากผู้ใหญ่บ้านตำบลบ่อหลวงว่า ขณะกำลังขับรถอยู่ได้ประสบเหตุต้นไม้ไหญ่หักโค่นขวางทางจราจรบนถนนทางหลวงเเผ่นดินหมายเลข 108 เส้นทางหลักขึ้นอุทยานเเห่งชาติออบหลวง กิโลเมตรที่ 8 เส้นทางสายใต้ที่เชื่อมต่อเชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน  เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้บริเวณป่าและริมถนน ไฟไหม้ต้นไม้แล้วล้มขวางทางสัญจร ซึ่งต้นไม้ยังมีไฟติดอยู่ ทำให้รถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรได้ตลอดเส้นทาง

จึงได้ระดมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่เกิดเหตุและประสานงานทุกหน่วยงานให้นำรถดับเพลิงมาฉีดน้ำดับไฟและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ จากเทศบาลตำบลท่าข้าม, องค์การบริหารส่วนตำบลหางดง, สถานีตำรวจภูธรฮอด, อุทยานเเห่งชาติแอบหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาฮอด,  หมวดทางหลวงท่าข้ามเเละกองอาสารักษาดินแดนอำเภอฮอด เข้าเคลียร์พื้นที่เพื่อเปิดเส้นทางใช้เวลาค่อนวันจนทำให้สามารถเคลื่อนย้ายต้นไม้ใหญ่ที่ล้มขวางอยู่ออกจากถนนได้สำเร็จเเละทำการเปิดการจราจรให้สัญจรได้ตามปกติในเวลา 14.30 น.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยการใช้เส้นทาง เนื่องจากช่วงนี้ยังมีการเผาป่าจำนวนมาก ซึ่งอาจมีเหตุไม่คาดคิดเช่นกรณีนี้ได้

ที่ จ.พิษณุโลก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมงานดับไฟป่าเขตอำเภอชาติตระการ จ.พิษณุโลก ได้ใช้โดรนบินสำรวจจุดเกิดไฟป่า บริเวณหลังวัดป่าบ้านนา รอยต่อหมู่ 2 และหมู่ 3 ตำบลป่าแดง อำเภอชาติตระการ ชุดดับไฟป่าทั้งชาวบ้านและอาสาสมัคร รวมถึงเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถอีต๊อก 7 คัน เครื่องเป่าลม 4 เครื่องและกำลังพล 25 นาย กำลังเข้าไปดับไปป่าบริเวณนี้ ขณะที่มีโดรนขนาดใหญ่ ใช้บรรทุกน้ำดื่มและเสบียง นำไปส่งผู้ปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่

ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ของกระทรวง ทส. ได้ร่วมกับอำเภอชาติตระการ และเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า บินสำรวจจับพิกัดจุด Hotspot ที่เกิดขึ้นมากในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง อำเภอชาติตระการ ซึ่งเกิดไฟป่ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ม.ค. พบจุด Hotspot ในเขตนี้ถึง 18 จุด โดยจัดเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเข้าไปดับไฟป่า แต่เนื่องจากบางพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงชัน เข้าถึงยาก ทางจังหวัดจึงได้ร้องขอเครื่องบิน BT67 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่บรรทุกน้ำทิ้งน้ำดับไฟป่าต่อเนื่องมา 3 วัน ขณะที่สถานการณ์ PM 2.5 พิษณุโลก ยังคงวิกฤตแดงต่อเนื่อง ล่าสุดจังหวัดได้แจ้งเตือนให้ประชาชนงดกิจกรรมกลางแจ้ง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พี่หนูนาเปิดใจ พรรคชาติไทย สมบัติ ‘ราชครู’

“กัญจนา” เปิดใจ ชาติไทยไม่ได้เป็นของเตี่ย แต่กลุ่มผู้ใหญ่กลุ่มซอยราชครูเป็นผู้สร้างขึ้นมา ยัน ชทพ.-ภท.เป็นเนื้อเดียวกัน ยอมรับหาก "ท็อป" ไม่ย้ายพรรค วันนี้อย่าว่าแต่เป็นรัฐมนตรีเลย จะได้เป็น สส.หรือไม่ก็ไม่รู้

ผงะ! รวบ ‘หนุ่มพม่า’ พกปืนในงานนายกฯ

ระทึก! ก่อน "นายกฯ" ถึงงาน 5 นาที เป็นประธานเปิดงานวันไหลบางเบิดที่ชุมพร ชุด รปภ.หน้างานตาไวเห็นพิรุธ ไล่จับต่างด้าวเมียนมาซ่อนอาวุธปืน .38 พร้อมกระสุน 6 นัดไว้ในกระเป๋าเป้เตรียมเข้างาน