ครบ 1 เดือนเหตุลอบยิง "สส.กมลศักดิ์" ผู้นำศาสนาจัดพิธีละหมาดฮายัตขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าคุ้มครอง จี้ลากตัวผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษตาม กม. เจ้าตัวลั่นไม่ยอมถอยหนี จะทำทุกวิถีทางเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้อง ปชช. "ทวี" รุดให้กำลังใจ เชื่อมีผู้บงการจากผู้มีอำนาจ จี้ รบ.กำชับ จนท.ทำงานอย่างอิสระคลี่คลายคดี "รอมฎอน" งัด กม. ย้าย มทภ.4 ไม่ได้แต่ปรับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้ "อ.วันวิชิต" เตือนม็อบไล่ มทภ.4 เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เข้าทางกลุ่มผู้ไม่หวังดี แนะถอยกันคนละก้าว
เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ที่ลานหน้าอาคารเรียนตาดีกาจำปากอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีการจัดพิธีละหมาดฮายัต เนื่องในวาระครบ 1 เดือนของเหตุการณ์ลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ (ปช.) โดยการรวมตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขอพร แต่เป็นการประกาศจุดยืนเคียงข้างผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกร้องความจริงที่ต้องปรากฏ ท่ามกลางประชาชนร่วมพิธีกว่า 2,000 คน
ทั้งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและสันติ โดยมีผู้นำศาสนา ชมรมอิหม่าม ชมรมตาดีกา ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน เครือข่ายองค์กรเยาวชน มุสลิมะห์ ชมรมโต๊ะครู ชมรมโรงเรียนเอกชน อ.บาเจาะ ร่วมกันประกอบพิธีขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า เพื่อคุ้มครองผู้แทนราษฎร ขจัดปัดเป่าภัยอันตราย และขอให้ความจริงในคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ปรากฏ หลังเกิดข้อกังขาถึงความโปร่งใสในคดี เนื่องจากปรากฏหลักฐานว่าผู้ก่อเหตุมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าหน้าที่ทหาร และมีการใช้รถของหน่วยงานรัฐ (กอ.รมน.) ในการก่อเหตุ ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นให้กับประชาชนว่าความยุติธรรมอาจถูกแทรกแซง
นายกมลศักดิ์ได้กล่าวต่อหน้าประชาชนที่มาให้กำลังใจด้วยความหนักแน่นว่า แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายเพียงใด แต่ตนจะไม่ถอยหนี และจะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปโดยไม่มีการแก้ไข
"ผมรับทราบถึงความกังวลและความสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอยืนยันว่าจะไม่ถอย ผมจะทำหน้าที่ของผมอย่างเต็มที่ เพื่อคลี่คลายปัญหา และแสวงหาความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณชน ขอให้ทุกคนอดทนและร่วมมือกันต่อไป เราจะใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องดูแลพี่น้องประชาชนของเรา" นายกมลศักดิ์กล่าว
ขณะที่ ดร.มูฮัมหมัดลาเตะ ลาเตะ ได้อ่านแถลงการณ์ในนามตัวแทนภาคประชาชน โดยระบุอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์กราดยิงเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่การทำร้ายบุคคล แต่เป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
โดยข้อเรียกร้องหลักจากแถลงการณ์ดังกล่าว ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวผู้ลงมือ แต่ต้องขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไร้สองมาตรฐาน ยุติการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม และบังคับใช้กฎหมายอย่างศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียม เร่งคลี่คลายคดีเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนคืนมา
สำหรับในพิธีดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากระดับสากล โดยนาย Syahiran Bin Muhammad หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ พรรคความยุติธรรมประชาชน (PKR) สาขาโกตาบารู ประเทศมาเลเซีย ได้เดินทางมาร่วมงานเพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุน โดยมองว่าปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสันติภาพและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
ตัวแทน รบ.มาเลย์ร่วมหนุน
"ในฐานะตัวแทนพรรคฝ่ายรัฐบาลมาเลเซีย เราปรารถนาที่จะเห็นทั้งสองประเทศได้รับการยกย่องว่าเป็นดินแดนแห่งสันติสุข ความรุนแรงที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อม การมาในวันนี้เพื่อเสนอแนะแนวทางและให้ความช่วยเหลือในส่วนที่เราพอจะทำได้ เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น และนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืน" นาย Syahiran Bin Muhammad ระบุ
ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ โดย พ.ต.อ.ทวีเปิดเผยว่า คดีนี้ยังมีหลายประเด็นที่ชาวบ้านเฝ้าจับตา โดยเฉพาะเรื่องรถที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีรถ 2 คัน รวมถึงรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ที่ติดตาม สส.มาจากสนามบินหาดใหญ่ ซึ่งทางพรรคตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ได้ติดตามรถคันดังกล่าวอย่างเต็มที่หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลการฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือ ก่อเหตุ เชื่อว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของคนร้าย ทำให้นายกมลศักดิ์รอดมาได้
"เราเห็นภาพชัดว่ามีการบงการจ้างวานอย่างชัดเจนจากผู้มีอำนาจ และจุดเชื่อมโยงสำคัญก็อยู่ในจังหวัดนราธิวาส จึงขอให้ชุดทำงานได้ใช้ความรอบคอบและเป็นอิสระ ส่วนการตั้งคณะกรรมการอิสระนั้น เราพร้อมสนับสนุน" พ.ต.อ.ทวีกล่าว
ด้านนายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า คดีนี้ไม่ใช่แค่ความเสียหายส่วนบุคคล แต่กระทบต่อมิติความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน การสืบสวนต้องยกระดับจากการพึ่งพาพยานบุคคลเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ "นิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ซึ่งเป็นหลักฐานที่ดัดแปลงไม่ได้ พร้อมกันนี้ ได้ฝากเตือนไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่า ไม่ควรนำกระแสสังคมหรือข้อมูลมาด้อยค่าเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของเหยื่อ เพราะสิ่งที่ทุกคนต้องการคือความจริงที่จะนำไปสู่ความยุติธรรม
ขณะที่ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม สส.พรรคประชาชาติ ที่มาร่วมละหมาดฮายัตในครั้งนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญของการทำละหมาดฮายัตที่ผ่านมา โดยมองว่าเป็นภาษาสื่อสารที่ซื่อตรงของประชาชนที่ต้องการสื่อถึงผู้มีอำนาจ
"อยากให้รัฐบาลและหน่วยงานราชการแปลความรู้สึกจากบทขอพรนั้น เพราะมันสะท้อนความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความภาคภูมิใจในสถาบันการศึกษาศาสนา และความรู้สึกถูกคุกคาม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องศาสนา แต่เป็นเรื่องทางสังคมและการเมืองที่สำคัญยิ่ง" นายรอมฎอนกล่าว
ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะมีการจับกุมผู้ก่อเหตุไปแล้วบางส่วน แต่คดียังคงอยู่ในสภาวะ "ยังไม่คลี่คลาย" เนื่องจากความเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการยังคงเป็นข้อกังขา ท่ามกลางบรรยากาศการใส่ร้ายป้ายสีในโซเชียลมีเดียที่ยังคงดำเนินอยู่ พรรคการเมืองทั้งสองพรรคจึงขอให้รัฐบาลกำชับให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่
'รอมฎอน' คาใจไม่ย้าย มทภ.4
ก่อนหน้านี้ นายรอมฎอนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า มาถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีน่าจะตัดสินใจยังไม่ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากตำแหน่ง หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดวิกฤตศรัทธาที่ต่อเนื่องอันเป็นเหตุมาจากคำพูดของท่านแม่ทัพฯ การลงพื้นที่ของนายกฯ รับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายสถาบันการศึกษา หว่านล้อมท่านแม่ทัพ เอ่ยคำขอโทษ ความตึงเครียดต่อเรื่องนี้ดูจะผ่อนคลายลง ความไว้วางใจต่อการทำหน้าที่ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ดูแลการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ก็กร่อนลงไปแล้ว ทางเลือกสำหรับฝ่ายต่างๆ รวมทั้งเครือข่ายประชาชนที่อาจจะยังกังขาอยู่
นายรอมฎอนระบุว่า ที่จริงแล้วภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มีช่องทางในการย้ายข้าราชการบางคนออกจากพื้นที่อยู่ อำนาจเต็มไม้เต็มมือจะเป็นของเลขาธิการ ศอ.บต. ในขณะที่อีกคนคือประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จชต. ที่อาจเสนอความเห็นได้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มาตรา 12 และอาจดูประกอบมาตรา 23 (อำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ) ตามตัวบทกฎหมาย หากปรากฏข้อเท็จจริงต่อเลขาธิการ ศอ.บต. หรือการเสนอโดยสภาที่ปรึกษาฯ ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน คนใดก็ตาม “มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน” เลขาธิการ ศอ.บต.มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่คนนั้นออกจากพื้นที่ชายแดนใต้ได้ โดยต้องแจ้งเหตุผลให้กับต้นสังกัดทราบด้วย
กรณีที่บุคคลบุคคลนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร คงไม่ครอบคลุมอำนาจตามมาตรานี้ เพราะฉะนั้นแนวทางนี้คงจะไม่สามารถใช้กับบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งแม่ทัพภาค เสนาธิการกองทัพภาค ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก หรือ ตำแหน่งในกองทัพต่างๆ แต่หากเป็นตำแหน่งใน กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานพลเรือนภายใต้สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็น่าจะเข้าข่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน จริงอยู่ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในฯ พ.ศ.2551 ตำแหน่งของกองทัพบก และ กอ.รมน.นั้น เกาะติดกันมาเหมือนแฝดสยาม กล่าวคือ ตำแหน่งรอง ผอ.รมน.นั้นเป็น ผบ.ทบ.โดยตำแหน่ง ในขณะที่ ผอ.กอ.รมน.ภาค ก็คือแม่ทัพภาคโดยตำแหน่งเช่นกัน
"ขณะนี้เริ่มมีแนวคิดที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ใหม่ แต่คงต้องพิจารณาว่าที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายนั้นประสบปัญหาอะไรบ้าง ต้องมีอะไรที่ต้องตัดทอน มีอะไรที่ต้องเพิ่มเติม กระทั่งว่าต้องปรับปรุงยกร่างกฎหมายฉบับใหม่สอดรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป" นายรอมฎอนระบุ
เตือนไล่ มทภ.4 เข้าทางโจรใต้
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความว่า วิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน กองทัพทำเองตามลำพังไม่ได้หรอก กระแสความพยายามอยากให้แม่ทัพภาคที่ 4 พลโทนรธิป โพยนอก พ้นจากพื้นที่ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก ท่านแม่ทัพได้ขอโทษที่ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจไปแล้ว ท่านแม่ทัพเป็นข้อจำกัด หรือถูกมองว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่เข้าใจงานความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ผมขออธิบายการที่ว่าทำไมพลโทนรธิปถูกส่งมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4
ไม่ใช่เพราะพลโทนรธิปเป็นเพื่อนร่วมรุ่น รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เท่านั้น แต่เพราะหลักนิยมและหลักคิดของกองทัพบก เชื่อว่านายทหารที่มาจากกองทัพภาคที่ 2 ทุกคน ผ่านประสบการณ์ ถอดบทเรียนและความสำเร็จในการต่อสู้สงครามทางความคิดภัยคอมมิวนิสต์กับพี่น้องคนไทยร่วมชาติมาแล้ว ซึ่ง ผบ.ทบ.ท่านปัจจุบันจะเกษียณในปี 2570 พร้อมกับพลโทนรธิป คงมีความตั้งใจในห้วง 3 ปี การเป็น ผบ.ทบ. ของท่านอยากเห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมตามแนวทางที่ฝ่ายยุทธการออกแบบไว้ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่วางเป็นหมุดหมายว่า ปี 2570 สันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะสุขสงบร่มเย็น ก่อนที่ ผบ.ทบ.จะเกษียณไป
การมาของพลโทนรธิป จึงไม่ใช่วิถีแห่งสายเหยี่ยว ไม่ให้คนไทยต้องเข่นฆ่ากัน การแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเข้าถึงมวลชน อาจจะไปสร้างวิตกกังวลต่อกลุ่มขบวนการในพื้นที่ไม่มากก็น้อย เพราะแม่ทัพคนนี้เห็นพ้องกับ ศอ.บต. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ที่จะผลักดันจัดตั้งโครงการวิทยาลัยอิหม่ามและอิสลามศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และวิทยฐานะของครูสอนศาสนาในพื้นที่ หากบรรลุเป้าหมายตรงนี้ น่าจะสร้างการยอมรับถึงการแสดงความจริงใจของรัฐที่มีต่อประชาชนในพื้นที่
"ผมเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวอันบริสุทธิ์ใจของสมาพันธ์ฯ ในพื้นที่ ที่ไม่ต้องการ 'แม่ทัพยูร' อยู่ในพื้นที่ เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลาย และผมเข้าใจว่า มันกระทบกระเทือนจิตใจของพวกท่าน ผมว่ากังวลใจว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะฉวยโอกาสซ้อนทับ 'เข้าทาง' ไปขยายผลต่อ ผมอยากให้ต่างฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าว ทางรูปคดีคนร้ายลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ก็ต้องทำต่อไปไม่ให้เป็นมวยล้ม ถ้าทำได้น่าจะทำให้บรรยากาศคลี่คลายมากขึ้น” ผศ.ดร.วันวิชิตระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน
‘หนู’ไม่รู้งูเขียวซบน้ำเงิน ส้มนัดทุบกำแพงโสโครก
"อนุทิน" แจงโพสต์ “วิ่งหัวชนกำแพง” แค่ “สอนตัวเอง เตือนตัวเอง”

