เบรกพรก. กู้5แสนล. ‘เอกนิติ’แจงยังมีช่องทางหนี้สาธารณะต่ำพร้อมถก‘ปกรณ์’

นายกฯ มอบนโยบายงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องตรงเป้าแม่นยำ ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส วางกฎเหล็กห้ามเพิ่มเกิน 20% กำชับความพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ “ปกรณ์” ปูดเล็งออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทพ่วงขยายเพดานหนี้ แต่ “ภราดร-ผอ.สำนักงบฯ” บอกยังไม่ได้หารือ ชี้ไม่ใช่เรื่องเร็วๆ นี้ "เอกนิติ" แจงยังไม่ชง "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" เข้า ครม. พร้อมถก "ปกรณ์" ยันไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ระบุเพดานหนี้สาธารณะยังมีรูมกู้ได้อีก 8 แสนล้านบาท ย้ำหนี้ยังต่ำกว่าหลายประเทศ

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเมื่อเดินทางมาถึงและเห็นสื่อมวลชนดักรอสัมภาษณ์อยู่ นายกฯ ได้ทำท่ารูดซิปปาก

โดยนายอนุทินกล่าวเปิดประชุมว่า นโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ครั้งนี้อาจแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากเราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนสูง ภาครัฐต้องแสดงบทบาทเป็นผู้นำปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยต้องปรับปรุงและปรับวิธีการทำงานให้เป็นเอกภาพและสูงขึ้นในทรัพยากรที่ใช้น้อยลง โดยเริ่มจากการปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณ ให้ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริงต่อประเทศของเรา

นายอนุทินกล่าวต่อว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 ต้องตรงเป้าและแม่นยำ ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาลในการนำพาประเทศพ้นภาวะวิกฤต ควบคู่กับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน หลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางโดยเร็ว ทั้งนี้วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ได้กำหนดกรอบไว้ที่จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2569 เพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% เท่านั้น ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิ ตามกฎหมาย ตามข้อผูกพัน และสวัสดิการต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

งบห้ามเพิ่มเกิน 20%

“งบประมาณปี 2570 ต้องคำนึงถึงหลักความคุ้มค่า และหลักงบประมาณฐานศูนย์ โดยไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่เน้นเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วนและความเหมาะสมของสถานการณ์ ต้องปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุด การขอรับจัดสรรงบประมาณในปีนี้จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณปี 2569 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นต้องเป็นรายจ่ายลงทุน นี่เป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในขณะนี้ และเป็นการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” นายอนุทินกล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากจำเป็นต้องก่อสร้าง ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมให้มุ่งเน้นซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ สำหรับงบประมาณของจังหวัดจะมีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

“ด้วยสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง โดยทุกหน่วยงานที่จะทำสัญญาเช่าหรือซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการ ให้เช่ารถยนต์ EV หรือรถยนต์ Hybrid สำหรับรายการที่ลงนามสัญญาเช่าไว้แล้ว ให้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการพิจารณาปรับแก้ไขสัญญา จากเดิมที่เป็นรถยนต์สันดาปให้สามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์ EV หรือ Hybrid ได้”

นายอนุทินกล่าวว่า ขอเน้นย้ำว่ารัฐบาลมีหลักการสำคัญ 3 ประการในการทำงาน คือ 1.พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนหลักธรรมาภิบาล

 “เรื่องการดูแลความมั่นคงในประเทศ การดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเราคิดว่าเขาจะมารุกรานประเทศเราเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ ขอให้ทางกองทัพและสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี เพราะหากมีเรื่องการสู้รบแต่ละครั้ง สิ่งที่เราจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจคือ เรามีศักยภาพมีแสนยานุภาพเพียงพอปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทยของเรา รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทย แผ่นดินที่เป็นของคนไทย ที่เป็นของประเทศไทยต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น ฉะนั้นขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเรา”

ขยายเพดานหนี้-กู้เงิน

ในเวลา 11.06 น. นายกฯ เดินทางมาที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง เพื่อไปปฏิบัติราชการที่ จ.เชียงใหม่ โดยผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เล็งปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ใช่หรือไม่ โดยนายกฯ หยุดยืนฟังและพยักหน้ารับ  ก่อนเดินเข้าห้องรับรองภายใน บน.6

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ระบุว่า  รัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อยและมีความตึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก

 “ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน” นายปกรณ์กล่าวและว่า ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณนั้นสามารถดำเนินการควบคู่ไปด้วยกันได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

นายปกรณ์กล่าวอีกว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไป ส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้น กระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกทีเพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

นายปกรณ์ยังกล่าวถึงข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน วงเงิน 1.5 แสนล้านบาทว่า ตามหลักการกองทุนน้ำมันควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000-40,000 ล้านบาท  แต่ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาท ซึ่งหากในอนาคตจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทว่า รัฐบาลยังไม่ได้มีการหารือกัน แต่เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำได้ แต่ยืนยันว่าในการประชุม ครม.ยังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ ต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน ดังนั้นเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

เมื่อถามความคืบหน้าการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณของรัฐบาล นายภราดรกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สามารถออกได้ทันที ต้องรอให้งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ก่อน ซึ่งคาดว่าจะเข้าในเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนโครงการไทยช่วยไทย (โครงการคนละครึ่ง) ยังคงมีงบกลางอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ก็สามารถทำโครงการนี้ได้ในเฟสแรก ซึ่งสามารถช่วยประชาชนได้มากพอสมควร คาดว่าจะเกิน 10 ล้านคน ซึ่งอาจจะนำมาใช้ในเดือน พ.ค.นี้ และหลังจากนี้รัฐบาลจะบริหารจัดการเงินจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ

'เอกนิติ' ยันไม่ต้องออก พ.ร.ก.

นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า นายเอกนิติได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณปี 2570 เพื่อเตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในวันที่ 21 เม.ย. 2569 ซึ่งในที่ประชุมยังไม่ได้หารือเกี่ยวกับการจัดทำ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

ช่วงค่ำ นายเอกนิติเปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 21 เม.ย. กระทรวงการคลังจะยังไม่มีการเสนอให้พิจารณาโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เนื่องจากยังมีรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะเร่งสรุปเพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาได้เร็วๆ นี้

สำหรับกรณีที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาออก พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตการณ์ที่ซ้ำซ้อน นายเอกนิติระบุว่า ในวันที่ 21 เม.ย.จะมีการหารือร่วมกับนายปกรณ์ถึงประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นว่าจะต้องมีการออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวหรือไม่ โดยต้องมีการพิจารณาในเรื่องของกฎหมายเป็นสำคัญว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ เนื่องจากหากพิจารณาจากตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 66% ของจีดีพี ยังมีพื้นที่ทางการคลังอีก 4% จากเพดานที่ 70% ของจีดีพี โดยทุกๆ 1% ของจีดีพี คิดเป็นวงเงินราว 2 แสนล้านบาท ดังนั้นพื้นที่ทางการคลังอีก 4% ที่เหลืออยู่ดังกล่าว จึงคิดเป็นวงเงิน 8 แสนล้านบาท ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการกู้เงินในวงเงินที่ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็อาจจะยังไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินก็ได้ ซึ่งตรงนี้ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสรุปตัวเลขที่ชัดเจนเพื่อหารือกันอีกครั้ง ส่วนเรื่องเพดานหนี้สาธารณะของประเทศไทยในวันนี้ เทียบกับหลายประเทศยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่ากังวล โดยยุโรปหนี้สาธารณะอยู่ที่ 100%  กว่าของจีดีพี หรือเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยก็ไม่ได้สูงกว่าคนอื่น

“เข้าใจว่าเรื่องนี้ในมุมกฎหมายอาจจะต้องเตรียมตัวไว้ก่อน แต่ในมิติของความจำเป็นในเรื่องนี้จะต้องดู 2 เรื่องควบคู่ ทั้งความจำเป็นเรื่องกฎหมาย และความจำเป็นในการใช้เงิน วันนี้คือต้องสรุปให้ชัดก่อน ต้องดูความสมดุล ความบาลานซ์ทุกมิติ" นายเอกนิติกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ ถึงเชียงใหม่ ประชุมแก้ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 ลั่นมาแล้วต้องไม่เสียเที่ยว ต้องมีทางออกด้วย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรีได้ตรวจแถวอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ก่อนเดินทางต่อไปยังกองพลทหารราบที่ 7