“อนุทิน” เคาะ ครม.เศรษฐกิจนัดแรกจันทร์ 27 เม.ย.นี้ ส่วนเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทโยนให้ “เอกนิติ” แจง แต่สั่งให้เตรียมพร้อมรอไว้ “ปกรณ์” สุดเซ็งแค่ให้ความเห็นกฎหมายว่าทำได้แต่ถูกด่าออฟไซด์ “ภราดร” ร่ายไทม์ไลน์งบประมาณปี 2570 ยิบ ยันใช้ทัน 1 ต.ค. แพลม! คนละครึ่งพลัสได้ไม่ต่ำกว่า 2 พันแน่ “เอกนัฏ” บอกเตรียมหั่นค่ากลั่นอีกรอบ งวดนี้ประกาศใช้ทันวันศุกร์ ราคาน้ำมันลดกว่า 2 บาท
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันจันทร์ที่ 27 เม.ย. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และจะประชุมทุกวันจันทร์ โดยจะเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งการประชุมนัดแรก จะหารือถึงทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา รวมถึงเรื่องไทยช่วยไทยพลัส
ถามถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท มีความชัดเจนเป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า เดี๋ยวหารือกัน โดยเรื่องแบบนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เป็นผู้ชี้แจง เพราะมีข้อมูลทั้งหมด ในหลักการอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์และนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ และประชาชนใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้ รัฐบาลก็ตั้งใจทำให้พวกเขาอยู่แล้ว
นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีนายหวัง อี้ รมว.การต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการช่วงปลายเดือน เม.ย. จะหารือด้านใดเป็นพิเศษว่า การเดินทางมาครั้งนี้ถือว่ามี 2 ภารกิจ ซึ่งมีภารกิจส่วนตัว และความร่วมมือกัน ซึ่งเราอาจขอให้พิจารณาซื้อสินค้าเกษตรจากเราเพิ่ม ทั้งข้าวและผลไม้ รวมถึงมาลงทุนเพิ่มและสนับสนุนทางเทคโนโลยีเพิ่ม โดยเป็นการหารือแบบเปิด
รายงานจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ไม่มีการหารือเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่ในช่วงท้ายการประชุม นายอนุทินได้สั่งให้นายเอกนิติ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปศึกษารายละเอียดหากต้องออก พ.ร.ก. รวมถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะ ขณะที่นายเอกนิติแสดงความเห็นว่า หากจะออก พ.ร.ก.ก็อยู่ในวิสัยดำเนินการได้ เนื่องจากเกิดวิกฤตโลกและวิกฤตพลังงานที่มีผลกระทบไปทั่วโลก
แหล่งข่าวจากทำเนียบฯ เผยว่า การที่นายกฯ สั่งให้ศึกษาเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินนั้น แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกู้หรือไม่ เป็นการเตรียมการเอาไว้กรณีหากเกิดวิกฤตจะดำเนินการได้ทันที
ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ได้กวักมือเรียกสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงประเด็นการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทว่า ขอชี้แจงก่อน ที่สื่อถามว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ จึงตอบว่าทำได้ตามรัฐธรรมนูญ และนักข่าวถามว่าจะมีการกู้เงินค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำได้หรือไม่ ก็ตอบว่าทำได้ แต่ถามว่าเรื่องไปถึงไหน ก็บอกว่าไม่รู้ ต้องไปถามกระทรวงการคลัง กลายเป็นว่าไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว และคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างนี้คิดว่าไม่ค่อยถูก
ปกรณ์เซ็งถูกตัดต่อ
“ที่นายกฯ ไม่ค่อยจะให้สัมภาษณ์ ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเอาไปลงมันตัดตอนไป แล้วคนเอาไปพูดกันไม่เข้าใจ หาว่าผมไปออฟไซด์รัฐบาล พูดกันต่อหน้าเคลียร์กันก่อนว่าเรื่องเป็นอย่างนี้ คำถามที่ได้รับคือแบบนั้น และตั้งใจอธิบายตามกฎหมาย ไม่ได้มีอะไร ยินดีที่จะให้ความรู้ทางกฎหมายในรายละเอียด ประเด็นการเมืองไม่รับ ผมรับไม่ได้ เรื่องของบ้านเมือง คิดว่าต้องพูดด้วยเหตุผล อย่าเอาไปตัดนิดๆ แล้วเอาไปพูด เอาไปพาดให้เป็นประเด็นร้อน คิดว่าไม่ดีต่อบ้านเมือง”
นายปกรณ์กล่าวอีกว่า วันนี้ยังไม่มีเรื่องกู้หรือเรื่องอะไรทั้งนั้น เพราะต้องไปคุยกันก่อน ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ บอกว่าต้องไปคุยกันก่อนก็ถูก ที่ปลัดกระทรวงการคลังบอกไม่รู้ก็ถูกอีก ก็ยังไม่มีการพูดคุย แต่คำถามเมื่อวานคือว่าจะออก พ.ร.ก.ทำได้หรือเปล่า ก็บอกว่าทำได้ตามมาตรา 172 น้องๆ ก็ถามว่ามันเข้าเงื่อนไขไหม ก็ตอบส่วนตัวคิดว่าแบบนี้เข้าเงื่อนไขมั้ย ก็ฝากไว้แล้วกัน แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้โมโห ขอแค่อยากเคลียร์นิดหนึ่ง ไม่อยากให้สังคมสับสนวุ่นวายไปมากกว่านี้
“บางคนไม่ทันไรตั้งท่าจะค้านแล้ว สิ่งที่เราต้องทำในอนาคตประคองบ้านเมืองให้ไปข้างหน้าในสถานการณ์ที่คุณเรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤต แต่มันคือนิวนอร์มอลของโลกนี้ที่มันเกิดขึ้นแล้ว และเราต้องอยู่กับมันในอนาคต เราจะส่งต่อเรื่องแบบนี้ให้คนรุ่นถัดไปได้อย่างไร อย่ามามัวทะเลาะกัน เล่นอะไรแบบนี้ไม่ดี”
ถามว่า นายกฯ ไม่ได้ต่อว่าอะไรที่ออกมาพูดก่อนในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า เล่าข้อกฎหมายให้ฟัง นายกฯ ก็เข้าใจ
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวในเรื่องนี้ว่า นายปกรณ์เพียงตอบโดยให้ความเห็นทางกฎหมายว่าถ้าจะออก พ.ร.ก.กู้เงินก็ทำได้ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ คือเป็นกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น วิกฤตโควิด-19 ก็เคยกู้แบบนี้ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาข้อกฎหมาย และเมื่อถูกถามว่าขณะนี้เข้าเกณฑ์มาตรา 172 หรือไม่ ท่านรองนายกฯ ได้ตอบไปว่าสถานการณ์เช่นนี้ก็เข้านะ เงินคงคลังเหลือไม่มาก ไหนจะผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แถมปีนี้ยังจะมีซูเปอร์เอลนีโญซึ่งกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตร ต้องมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอีก
“การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลและข้าราชการต้องทำงานร่วมกัน รับฟังกันและกัน การด่วนสรุปว่ามีการตัดสินใจข้ามหัวข้าราชการจึงเป็นความคิดเห็นที่เกินเลยไปมากทีเดียว” น.ส.รัชดากล่าว
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงการวาระประชุม 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจในวันที่ 22 เม.ย. ว่าเป็นการประชุมตามวาระปกติ เมื่อมีการจัดทำงบประมาณปี 2570 จึงต้องหารือกันก่อน เพื่อดูเรื่องของกรอบงบประมาณ แต่เชื่อว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเร็วขึ้น โดยจะเร่งให้ออกได้ตามกรอบที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งที่ผ่านมาล่าช้าไป
“การประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาปรับเพิ่มหนี้สาธารณะนั้น จะประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐก่อน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเรียกประชุม ซึ่งต้องหารือกับนายเอกนิติก่อน” นายดนุชาระบุ
ไทม์ไลน์งบประมาณ 2570
นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 จะเริ่มใช้ได้ตามปฏิทินงบประมาณ ในวันที่ 1 ต.ค.นี้แน่นอน ไม่มีความล่าช้า โดยปฏิทินงบประมาณ วันที่ 1 พ.ค.2569 หน่วยรับงบประมาณจัดส่งรายละเอียดคำของบประมาณปี 2570 วันที่ 2 พ.ค.-1 มิ.ย.2569 สำนักงบประมาณพิจารณารายละเอียด และนำเสนอ ครม.พิจารณา วันที่ 2 มิ.ย. ครม.ให้ความเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณปี 2570 และมอบให้สำนักงบประมาณรับฟังความเห็น วันที่ 17-22 มิ.ย.2569 ครม.จัดพิมพ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณและเอกสารประกอบ วันที่ 23 มิ.ย.2569 ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ และเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ วันที่ 1-3 ก.ค. สภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณวาระที่ 1 วันที่ 7-9 ก.ย.2569 สภาพิจารณาวาระที่ 2-3 วันที่ 10-11 ก.ย.2569 วุฒิสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ และวันที่ 21 ก.ย.2569 สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้
นายภราดรยังกล่าวถึง พ.ร.บ.โอนงบประมาณสำหรับหน่วยงานที่ไม่สามารถดำเนินโครงการได้นั้น รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการแน่นอน และจะเสนอเข้าสภาในวาระถัดไป สำหรับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณจะเร่งให้เร็วที่สุด เนื่องจากสถานการณ์สงครามมีความรุนแรง และจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากในการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน แต่เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมาย หากดำเนินการเร็วเกินไป อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 ซึ่งกำหนดว่าแม้สามารถนำเงินคงคลังมาใช้ได้ แต่เมื่อมีการออก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลางปี หรือการโอนงบประมาณ ต้องนำเงินไปคืนคลังก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งคาดว่าจะมีวงเงินโอนงบประมาณราว 50,000-60,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมีเงินคงคลังค้างอยู่ 70,000 ล้านบาท ส่งผลให้เงินดังกล่าวต้องนำไปชดใช้ก่อน จึงยังไม่สามารถนำมาเยียวยาประชาชนได้ทันที
“จะออก พ.ร.บ.โอนงบดังกล่าวภายหลังร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว หรือภายในวันที่ 2 มิ.ย.นี้ ซึ่งสามารถนำเงินจากการโอนงบประมาณเพื่อใช้ช่วยเหลือประชาชนต่อไปได้ โดยไม่ต้องนำเงินจากการโอนงบประมาณไปชดใช้เงินคงคลังตามมาตรา 140”
นายภราดรระบุว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 นายกฯ ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจยืดเยื้อและกระทบประชาชนในระยะกลางและระยะยาว โดยการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะยึดหลักสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1.หลักความคุ้มค่า และ 2.หลักงบประมาณฐานศูนย์ ซึ่งหมายความว่า การจัดทำงบประมาณในปีนี้จะไม่ยึดโยงกับฐานงบเดิมของหน่วยงานในปีก่อน แต่ให้เริ่มพิจารณาความจำเป็นของงบประมาณใหม่ทั้งหมด แทนการตั้งงบประมาณโดยอิงจากกรอบเดิมเหมือนที่ผ่านมา
นายภราดรกล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบการทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการปี 2570 โดยปรับลดแผนบูรณาการงบประมาณ จากปีงบประมาณ 2569 ที่มี 9 แผนงาน เหลือเพียงแค่ 3 แผนบูรณาการเท่านั้นคือ แผนบูรณาการน้ำ, แผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล และแผนบูรณาการเรื่อง ป.ป.ช. ส่วนที่เป็นภารกิจอยู่ในแผนบูรณาการ 6 แผนที่เหลือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการในงบปกติของตัวเอง
นายภราดรกล่าวต่อว่า การปรับลดงบประมาณต่างๆ จะทำให้การบริหารงบประมาณมีประสิทธิภาพในการรองรับสถานการณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น โดยวงเงินงบประมาณปี 2570 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท เมื่อหักงบประจำ เงินเดือนและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดออกไป จะเหลือเงินที่ใช้บริหารจัดการนโยบายและเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง 7-8 แสนล้านบาท ทั้งนี้ยังสามารถนำมาดำเนินโครงการเยียวยาต่างๆ เช่น โครงการไทยช่วยไทยมีหลายโครงการมาก ทั้งสำหรับกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน และโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งอยู่ในโครงการไทยช่วยไทย โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 20-30 ล้านคน ส่วนวงเงินกำลังอยู่ในช่วงของการพิจารณาของกระทรวงการคลัง เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการเรื่องปุ๋ยราคาถูกของ ธ.ก.ส. และการช่วยเกษตรกรเรื่องลดดอกเบี้ยคนละครึ่ง รวมถึงโครงการของกระทรวงพาณิชย์อย่างโครงการฟ้า ธงเขียว หรือรถพุ่มพวงที่กำลังจะออกในเร็วๆ นี้
ไม่น้อยกว่า 2 พัน
“โครงการคนละครึ่งจะให้คนละเท่าไหร่หรือกี่เดือนนั้น ตอนนี้อยู่ในกระบวนการประเมินสถานการณ์ของกระทรวงการคลังว่าจะออกโมเดลแบบไหน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์สงครามที่อาจยืดเยื้อ แต่ยืนยันว่าวงเงินจะไม่น้อยกว่าครั้งที่แล้วที่ให้คนละ 2,000 บาท” นายภราดรกล่าว และว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันนี้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะนายเอกนิติเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ไม่เกี่ยวว่างบประมาณมีไม่มี รัฐบริหารจัดการได้ เพราะมีหลายช่องทางที่สามารถทำได้
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้ามาตรการสินค้าราคาถูกเพื่อช่วยประชาชนจะเข้าที่ประชุม ครม.เพิ่มเติมหรือไม่ ว่าในหลักการเข้าที่ประชุม ครม.ไปแล้ว แต่มีรายละเอียดที่จะต้องนำเสนอที่ประชุมเพิ่มเติม เช่น รายละเอียดที่ได้คุยกับกระทรวงมหาดไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อกระจายสินค้าตามโครงการไทยช่วยไทยให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยจะกระจายไปกว่า 8,000 อำเภอ และทำงานร่วมกับไปรษณีย์ไทยเพื่อกระจายสินค้า ขณะที่สินค้าชุมชนและสินค้าเกษตรจะให้มาวางขายที่ตลาดนัด และยังกระจายสินค้าไปตามรถพุ่มพวง เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล
นางศุภจีกล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้จดทะเบียนรับสมัครสินค้าชุมชนและสินค้าเอสเอ็มอี ให้ผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ใน 5 แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อกระจายสินค้า ประกอบด้วย Thailandpostmart, Nexgen, Tiktok, Shopee และ Line ซึ่งขณะนี้กำลังคัดเลือกสินค้าอยู่ 2,000 รายการ โดยไม่คิดค่า GP ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะช่วยในเรื่องค่าขนส่ง เพื่อให้ไรเดอร์มีรายได้ด้วย รวมถึงการช่วยโปรโมตสินค้าเอสเอ็มอี โดยมีอินฟลูเอนเซอร์มาช่วย นอกจากนี้จะมีคูปองลดราคาสินค้าเอสเอ็มอีที่อยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ ที่จะส่งให้ผู้ซื้อ การทำเช่นนี้จะช่วยให้มีสินค้าราคาประหยัดเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะลงไปทุกพื้นที่กระจายไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อยทั่วประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงมีนโยบายมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งขับเคลื่อนมาตรฐาน มอก. ด้านประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าคุณภาพ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน
นายวราวุธกล่าวว่า ข้อมูลจาก สมอ.พบว่ามีกำหนดมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานแล้ว 40 มาตรฐาน แบ่งเป็นมาตรฐานบังคับ 5 รายการ และมาตรฐานทั่วไป 35 รายการ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว และเครื่องเชื่อมไฟฟ้า รวมทั้งหลอดไฟ อุปกรณ์ส่องสว่าง วัสดุก่อสร้าง กลุ่มยานยนต์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถไฮบริด และผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ฟิล์มติดกระจก และฉนวนกันความร้อน
“กระทรวงอุตสาหกรรมโดย สมอ.ยังอัดฉีดมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม เพื่อจูงใจผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าประหยัดพลังงาน ขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาต 119 ราย รวม 235 ฉบับ ส่วนอีกมาตรการใหม่เพิ่มแต้มต่อในจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทาง สมอ.กำลังหารือกับกรมบัญชีกลาง เพื่อผลักดันให้สินค้าที่มี มอก.ประหยัดพลังงานได้สิทธิเป็นตัวเลือกแรกในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ ตามระเบียบกระทรวงการคลังปี 2560 ซึ่งจะช่วยขยายตลาดสินค้าประหยัดพลังงานให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด”
ลดมากกว่า 2 บาท
ส่วนนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 23 เม.ย. เวลา 09.00 น. จะนัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 2 เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นมากกว่า 2 บาท และตั้งใจว่าเมื่อประชุมแล้วจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลในวันเดียวกันเลย ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในวันศุกร์ที่ 24 เม.ย.ทันที ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะนำเงินไปชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน
“วันนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนยอมหรือไม่ยอม แต่เป็นการประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะตลาดโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ ราคาหน้าโรงกลั่นที่ผูกไว้กับสิงคโปร์ ราคาหน้าโรงกลั่นแพงขึ้นมากกว่าต้นทุนที่แพงขึ้นหรือสูงผิดปกติ ที่ผ่านมาได้ให้เอกชนมาชี้แจงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้รู้ค่าการกลั่นจริงว่ามีราคาเท่าไหร่ และจะกำหนดอัตราที่เขาไม่ขาดทุน แต่จะกำไรเกินเหตุในช่วงวิกฤตก็คงไม่เหมาะสม จึงต้องหาอัตราที่เหมาะสมกับทุกคน”
เมื่อถามว่า อนาคตมีแนวโน้มลดค่าการกลั่นมากกว่า 2 บาทหรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า มีแนวโน้มลดมากกว่า 2 บาท เพราะของเดิมตัวเลข 2 บาทมาจากตัวเลขเดือน มี.ค. และตอนนี้อยู่ในช่วงไม่ปกติ มีกฎหมายห้ามส่งออก น้ำมันที่ถูกกลั่นก็จะถูกใช้ในประเทศ คณะกรรมการฯ จึงต้องควบคุมราคาในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม ขณะที่เดือน เม.ย.ราคาขึ้นไป 15 บาท แนวโน้มก็ต้องปรับลดลงกว่านี้
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงการเดินทางเจรจากับประเทศโอมานเรื่องการขอซื้อน้ำมันว่า เขาบอกว่าหากเราต้องการน้ำมัน เขาก็มีในส่วนที่เขาผลิตเกิน ขอให้เราแจ้งไปล่วงหน้า แต่สถานการณ์ขณะนี้เริ่มมีเสถียรภาพ ซึ่งการขอซื้อน้ำมันเพิ่มจากโอมานนั้นขึ้นอยู่กับว่าเรามีความต้องการเพิ่มหรือไม่ และต้องมีการเจรจาเรื่องราคา ซึ่งตนมองว่าปัจจุบันเราก็ใช้น้ำมันในพื้นที่นี้มากอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ช่วงเดือน พ.ค.ถึง มิ.ย. มองกันว่าจะเกิดความขาดแคลนน้ำมัน เราจำเป็นต้องหาแหล่งน้ำมันเพิ่มหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ทาง กต.พยายามพูดคุยกับประเทศต่างๆ ซึ่งเขาก็พยายามหาให้ และคงต้องให้กระทรวงพลังงาน หรือ ปตท.ไปเจรจา พูดคุย
ถามว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากังวลใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์เรื่องน้ำมันและพลังงานน่าจะมีเสถียรภาพ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คุก50ปีทิดแย้ม ยักยอกวัดไร่ขิง ชดใช้28ล้านบ.
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 50 ปี "ทิดเเย้ม-สีกาเก็น"
ปลื้มมูดี้ส์ขยับเครดิตไทย รัฐบาลโร่ปัดขึ้นVAT10%
โฆษกรัฐบาลแจงข่าวปลอมขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% สภาพัฒน์บอกปรับยาก ขณะที่ "ปธ.กมธ.เศรษฐกิจฯ สว."
ม็อบไม่ต้อง!รมต.ไปเอง
“นายกฯ” สั่ง “รมต.” กลาง ครม. ลงพื้นที่ไปแก้ปัญา ปชช. ไม่ต้องรอให้บุกถึงทำเนียบฯ
โลกจับตาเส้นตายหยุดยิง อิหร่านงัดไพ่ใบใหม่ขู่US
จับตาเจรจารอบสอง หลังครบกำหนดหยุดยิง 14 วัน "อิหร่าน" ลั่นไม่เจรจาภายใต้เงาแห่งการข่มขู่ เมินส่งตัวแทนไปกรุงอิสลามาบัด
เบรกพรก. กู้5แสนล. ‘เอกนิติ’แจงยังมีช่องทางหนี้สาธารณะต่ำพร้อมถก‘ปกรณ์’
นายกฯ มอบนโยบายงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องตรงเป้าแม่นยำ ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส
นายกฯลุยไฟป่า จ่อตั้ง‘ทรงศักดิ์’ ปธ.ป้องภัยพิบัติ
นายกฯ บินเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 รับเป็นปัญหาหนักหน่วง

