ปปช.เปิดปาก ปล่อยผีบิ๊กภท.

ศาลรัฐธรรมนูญสั่งพยานผู้เชี่ยวชาญคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดแจ้งใน 15 วัน ขณะที่  "อนุทิน” ปิดปากศักดิ์สยามรอดดาบปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ด้าน "มาร์ค” ดับเครื่องชน ป.ป.ช. จองกฐินแรกไล่บี้แจงยกคำร้องคดีซุกหุ้นน้องชายเนวิน ชี้สั่นคลอนศรัทธา ซ้ำเติมรวบอำนาจองค์กร มั่นใจคิวร้องสอบต่อยาวเป็นหางว่าว ขณะที่ ป.ป.ช.เปิดโต๊ะแถลง 23 เม.ย. เคลียร์ปม 2 มาตรฐานคดีบิ๊กภูมิใจไทย

เมื่อวันพุธ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะ ในฐานะผู้ถูกร้อง จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด  ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลคะแนนได้ 

ทำให้การเลือกตั้งลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ  เป็นการกระทำขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4  มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 94 และมาตรา 224 ในส่วนที่นายคงเดชา ชัยรัตน์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 6  เม.ย.2569 ขอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยอ้างว่าตนเป็นผู้ยื่นฟ้อง กกต.และคณะต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.46/2569 และขอโต้แย้งคำสั่งรับคำร้องในคดีนี้ของศาลรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา 

ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาโดยการอภิปรายแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายคงเดชา  โดยให้เหตุผลว่า ไม่ใช่ผู้ร้องในคดี จึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ และให้คำขออื่นตกไป ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณา ให้พยานผู้เชี่ยวชาญจัดทำความเห็นตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นภายใน 15 วัน  นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องในคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ส่งคำโต้แย้งของผู้คัดค้านในคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลตทต 1/2569 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 50 (10) ที่บัญญัติให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 26 หรือไม่

 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งรับไว้พิจารณาวินิจฉัยเฉพาะประเด็นดังกล่าว และมีคำสั่งให้นำพยานหลักฐานในคดีตามคำวินิจฉัยที่ 11/22565 และคำวินิจฉัยที่ 26-27/22567 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน

มาร์คจองกฐิน ป.ป.ช.

ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายอนุทิน ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีต รมว.คมนาคม ฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยนายอนุทินได้หันมาฟังคำถามและยิ้ม ไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามต่อว่า กรณีนี้มีการตั้งข้อสังเกตจากพรรคประชาชน เปรียบเทียบกับคดี 44 ส.ส.ว่าเป็นการสองมาตรฐานหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า “เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่เดินถาม” ก่อนจะเดินทางออกจากกระทรวงมหาดไทยทันที

  ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จากรายงานข่าวนั้น ป.ป.ช.มุ่งไปที่เจตนาของนายศักดิ์สยาม ทั้งที่ ป.ป.ช.ไม่สามารถปฏิเสธคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่หาก ป.ป.ช.มุ่งไปที่เจตนาของนายศักดิ์สยาม แล้วเหตุใดจึงไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินตามข้อเท็จจริง

 “กรณีนี้ยังไม่จบลงเฉพาะการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะยังมีกฎหมายอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง  ซึ่งในที่ประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ไปรวบรวมข้อเท็จจริงว่าจะดำเนินการต่อได้อย่างไร เพราะเรื่องดังกล่าวกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และซ้ำเติมข้อกล่าวหาการรวบอำนาจผ่านองค์กรต่างๆ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะกระทบต่อ ป.ป.ช.เองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ป.ป.ช.จะต้องอธิบายให้ได้ว่าที่นายศักดิ์สยามไม่มีเจตนา แล้วปัญหาดังกล่าวเกิดจากอะไร หรืออาจมีการพูดถึงฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้

เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นการฟอกขาวให้นายศักดิ์สยามได้กลับมาสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ยังว่างอยู่อีกที่นั่งหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่จบ และเชื่อว่ายังมีอีกหลายฝ่ายที่จะดำเนินการเรื่องนี้ต่อ

วันเดียวกัน ที่อาคารรัฐสภา นายประภาศ คงเอียด กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ “บัญชีทรัพย์สิน : ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและความเสี่ยงทางกฎหมาย” โดยระบุช่วงหนึ่งว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องทุจริตอยู่ในขั้นวิกฤต ตัวสะท้อนที่ชัดเจนสุดคือค่า CPI สำรวจโดยองค์กรระหว่างประเทศ จัดอันดับประเทศอยู่ที่ 116 ด้อยกว่าประเทศในอาเซียน เกือบจะอยู่ท้ายๆ อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.อยู่เกือบปลายน้ำ เป็นคดีก่อนถึงเข้าสู่กระบวนการของเรา ทั้งๆ ที่ควรแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งนี้ เรื่องบัญชีทรัพย์สินในกฎหมาย ป.ป.ช. เป็นเครื่องมือป้องกัน เพราะคนที่เข้ามาในตำแหน่งแล้วมีความเสี่ยงทำทุจริตได้ ดังนั้นเมื่อเปิดเผยก็จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินก่อนเข้ามาเท่าไหร่ พ้นตำแหน่งแล้วมีทรัพย์สินเท่าไหร่

 เปิดโต๊ะแจงคดีซุกหุ้น

 “นอกจากนี้ บัญชีทรัพย์สินยังช่วยเรื่องการปราบปรามการทุจริต เพราะถ้ามีความไม่ชอบหรือผิดปกติ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย แต่ขอให้เชื่อมั่นในองค์กร ป.ป.ช. โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ว่าเราตั้งท่าจะเล่นงาน ยืนยันว่าไม่มี ผมเข้าร่วมประชุมเรื่องบัญชีทรัพย์สิน น้อยมากที่คนจะโดนชี้หรือกล่าวหาเรื่องบัญชีทรัพย์สิน หากไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ เราก็ไม่เอา เพราะเข้าใจว่ามีความผิดพลาด หลงลืมได้ แต่ที่สำคัญคือพฤติการณ์แห่งการกระทำนั้นส่อถึงเจตนาหรือไม่” นายประภาศระบุ

นายประภาศกล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีการพูดถึง 2 มาตรฐานหรืออะไรต่างๆ ขอยืนยันว่า เราสามารถอธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้อย่างชัดแจ้ง โดยในวันที่ 23 เม.ย.นี้ ป.ป.ช.จะออกข้อชี้แจงในเรื่องนี้ ซึ่งองค์กร ป.ป.ช.และตนจะมีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือไม่ค่อยได้ทำงานเชิงรุกคล้ายกับศาล คือตัดสินไปแล้วบนพื้นฐานของข้อมูล สำนวนข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย อย่าลืมว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคือตัวบ่งชี้ถึงการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือ ป.ป.ช. บางเรื่องเราจะเอาเรื่องหนึ่งไปเปรียบเทียบกับเรื่องหนึ่งไม่ได้เสมอไป

 “โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเรื่องอะไร คือเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี การวินิจฉัยของ ป.ป.ช. คือการวินิจฉัยเรื่องจงใจ หรือเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะต้องเอาข้อเท็จจริงหรือคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไป ก็ต้องดูว่าประเด็นอะไรด้วย ในรายละเอียดจะมีการชี้แจงต่อไป” ป.ป.ช.ระบุ

 นายประภาศกล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบทรัพย์สิน ขอให้ สส.และผู้ช่วย สส.มีความรอบคอบในการจัดทำบัญชีทรัพย์สินหนี้สินที่จะยื่นต่อ ป.ป.ช. แน่นอนว่าท่านอยู่ในฝ่ายการเมือง ก็มีฝั่งตรงข้าม หรือผู้ไม่หวังดีอยู่เสมอ ฉะนั้นถ้าพลาดนิดเดียว บางครั้งความผิดพลาดนั้นอาจไม่ได้เกิดจากเจตนาของท่าน แต่ถูกนำไปเป็นประเด็นดรามา และการใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้

 “ที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องหุ้น เรื่องทรัพย์สินคู่สมรส ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมไปถึงการอยู่กินฉันสามีภรรยา แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หากมีการร้องเรียนเข้ามา ป.ป.ช.ต้องเข้าไปตรวจสอบ จนถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึก เพื่อดูพฤติการณ์ถึงบ้านด้วย เรื่องนี้ขอฝาก สส.ด้วยความห่วงใย”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่จะมีกำหนดการแถลงในวันที่ 22 เม.ย. ที่อาคารรัฐสภานั้น ล่าสุดพรรค ปชน.แจ้งว่าจะขอเลื่อนไปแถลงใหญ่ครั้งเดียวในวันศุกร์ที่ 24 เม.ย.2569 เวลา 15.30 น. ซึ่งเป็นช่วงระหว่างการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรค

ดีล รมต.ตอบกระทู้

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธาน ได้แจ้งประกาศถึงการลาออกของ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล,  น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี, นายวราวุธ ศิลปอาชา และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จึงถือว่าสมาชิกภาพความเป็น สส.สิ้นสุดลง จึงประกาศเลื่อน สส.ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทน ได้แก่ นายปิติ ปิตุเตชะ, นายพิบูลย์ รัชกิจประการ, นายพงศกร อรรณนพพร และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ก่อนจะให้ สส.ใหม่ทั้ง 5 คนกล่าวปฏิญาณตนก่อนทำหน้าที่ พร้อมกับแจ้งว่าจำนวน สส.ปัจจุบันเท่าที่ปฏิบัติหน้าที่ได้มีทั้งสิ้น 500 คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่า 250 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษามาตราและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่าและติดตามปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) มีวาระเพื่อเลือกประธานกรรมาธิการฯ  และตำแหน่งสำคัญ โดยมีการเสนอชื่อ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกรรมาธิการ ขณะที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เสนอชื่อตัวเองเป็นประธานกรรมาธิการ พร้อมเสนอให้ประธานเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์

จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่การลงมติเลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งสำคัญต่างๆ  โดยเป็นการลงมติแบบลับ ซึ่งผลการโหวตพบว่า  น.ส.พิมพ์ภัทรา เป็นประธานคณะกรรมาธิการ 

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการประสานรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ชี้แจงข้อซักถามต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องต่างๆ ต้องรับผิดชอบต่อสภาให้มากขึ้น ยืนยันว่าจะประสานอย่างเต็มที่ เพราะไม่มีเหตุผลใดที่รัฐมนตรีจะต้องกลัว หนีสภา หรือกลัวการติดตามตรวจสอบของฝ่ายค้าน เพราะทุกท่านต้องทำการบ้านและมีข้อมูลในการชี้แจง

 “เราอยากจะเห็นการตอบกระทู้สดที่มากขึ้น ซึ่งเรามีการพูดคุยกับทางฝ่ายค้านไว้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ หากวันจันทร์ช่วงเย็น หลังจากที่มีการประชุมวิปฝ่ายค้านแล้ว จะขอทราบว่าในสัปดาห์นั้นกระทู้สดจะถามรัฐมนตรีท่านใด ทางผมเองจะได้ประสานกับรัฐมนตรีเอาไว้ล่วงหน้า หรือบางครั้งที่ถามตัวนายกรัฐมนตรี จะได้มีการเตรียมว่าควรจะมอบใคร กรณีที่นายกรัฐมนตรีติดภารกิจ อยากจะเห็นว่าวันพฤหัสฯ จะมีรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ ของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเป็นประจำ” นายกรวีร์ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลรับวินิจฉัย ผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดคดียาเสพติด ห้ามลงเลือกตั้งท้องถิ่น ขัดรธน.หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องในคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ส่งคำโต้แย้งของผู้คัดค้านในคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลตทต 1/2569 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562มาตรา 50(10) ที่บัญญั