รบ.กู้แน่5แสนล้าน ปลุกศก.สู้วิกฤตนํ้ามัน ‘คนละครึ่ง’ได้ใช้1มิ.ย.

“นายกฯ” ถก 4 หน่วยงานทบทวนงบปี 70 ย้ำโลกผันผวนต้องรักษาวินัยการเงิน-การคลัง-เสถียรภาพ ศก.ประเทศ ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น  ปลื้มมูดี้ส์ขยับเครดิตไทยดีขึ้น “เอกนิติ” คอนเฟิร์ม! ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านช่วงเดือน พ.ค.  บรรเทาผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจ หลัง "ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์” การันตีไทยพร้อม มีช่องว่างกู้ตามกรอบวินัยการคลังอีกเกือบ 8 แสนล. ยันไม่ขยายเพดานหนี้เพิ่ม คนละครึ่งพลัสเริ่มจ่าย 1 มิ.ย. “มาร์ค” แนะบริหารจัดการต้นทุนพลังงานก่อนไปกู้เงิน

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 22 เมษายน 2569  เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณาทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ   กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

 นายอนุทินกล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า  การพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณ เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทรัพยากรที่น้อยลง ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ดังนั้นเพื่อให้การเปิดประชุมจัดทำงบประมาณรายจ่ายยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง  รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จะต้องมีการตัดลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด รวมถึงแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

นายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ไว้ตามกรอบวงเงินเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 25 พ.ย.2568 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยมีประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ จำนวน 3,000,000  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 ซึ่งสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570-2573) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พ.ย.2568 และมีสัดส่วนทางการคลังต่างๆ เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ

ย้ำงบ 70 ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น

ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาดำเนินภารกิจของหน่วยรับงบประมาณเป็นลำดับแรก และพิจารณาแหล่งเงินอื่นเพื่อดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ เช่น เงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เพื่อลดภาระงบประมาณในภาพรวมของประเทศ โดยสำนักงบประมาณจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในวันอังคารที่ 28 เม.ย.2569

 “ย้ำว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้องตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส  ยึดหลักความคุ้มค่า และ Zero-based Budgeting  พิจารณาความจำเป็นเร่งด่วนและความเหมาะสมของสถานการณ์ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน  รวมทั้งให้พิจารณาถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงิน โดยมีหลักปฏิบัติว่าการขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น เพื่อให้การทำงบประมาณรายจ่ายยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง  และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด” นายกฯ กล่าว

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า การพิจารณาทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงานเรียบร้อยดีทุกอย่าง เป็นไปตามที่ให้นโยบายการจัดทํางบประมาณไว้เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ส่วนรายละเอียดนายเอกนิติจะเป็นผู้ชี้แจง

จากนั้นนายอนุทินเดินทางมาที่กระทรวงมหาดไทย พร้อมให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของมูดี้ส์ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 มองว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ว่า แล้วมันไม่ดีตรงไหน

เมื่อถามว่า การปรับอันดับที่ดีขึ้นสะท้อนให้เห็นอะไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง ดังนั้นเราต้องเสริมความแข็งแกร่งนี้ขึ้นไป การที่เขาจัดลำดับดีขึ้นมา ทำให้เรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ  ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศในทุกมิติจะทำให้มีผลที่ดีขึ้น

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ แสดงความยินดีต่อกรณีที่มูดี้ส์ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

เอาแน่กู้ 5 แสนล้าน พ.ค.นี้

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน  โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงช่องว่างของปีงบประมาณ 2569 และปี 2570 ในช่วงเดือน พ.ค. ไม่เกินเดือน ต.ค.2569 โดยการกู้เงินจะยังยึดกรอบวินัยการเงินการคลัง จะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของจีดีพี โดยในส่วนนี้ยังมีช่องว่างอยู่ราว 4% หรือคิดเป็นวงเงินเกือบ 8 แสนล้านบาท

นายเอกนิติกล่าวว่า หลังการหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ไม่ได้มีความกังวลว่าประเทศไทยจะกู้เงินหรือไม่ จะกู้อย่างไร เนื่องจากวินัยการคลังของไทยดีกว่าประเทศอื่นๆ มาก สะท้อนจากสัดส่วนหนี้สาธารณะ แต่สิ่งสำคัญคือกู้แล้วนำเงินไปทำอะไร   โดยยืนยันว่ากลยุทธ์ในการกู้เงินของรัฐบาลครั้งนี้ จะนำเม็ดเงินไปใช้ใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. บรรเทา ลดภาระ และช่วยดูแลกลุ่มเปราะบาง และ 2.ช่วยในการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน การลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งไทยใช้น้ำมันและก๊าซสูงสุดในอาเซียน โดยมีการนำเข้าสูงถึง 10% ของจีดีพี

 “ที่เห็นตรงกันจากการหารือคือ วันนี้ถ้าเราไม่กู้อาจจะอันตรายมากกว่า เพราะจีดีพีหดตัวลง ส่วนหนี้จะสูงขึ้นอยู่ดีแต่สิ่งที่เขาโฟกัสคือ เราจะกู้ไปทำอะไร อย่างไร เพื่อสร้างรายได้ให้จีดีพีเติบโตขึ้นในระยะยาวมากกว่า และจากโครงสร้างตลาดการเงินไทย ที่ตลาดพันธบัตรเราพร้อมมาก เพราะดอกเบี้ยไม่ถึง 3% เราจึงสามารถระดมทุนได้โดยไม่มีปัญหา เบื้องต้นอาจจะดำเนินการผ่านโครงการออมพลัส ซึ่งกำลังเตรียมการกันอยู่ โดยปัจจุบันเรามีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบเยอะมากเกือบ 1 ล้านล้านบาท ตรงนี้เหมือนเป็นการเตรียมกระสุนเอาไว้” นายเอกนิติกล่าว

รองนายกฯ กล่าวว่า ได้กำชับส่วนราชการถึงเรื่องที่นายกฯ มอบนโยบายการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดให้ส่วนราชการเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และยังไม่ได้ทำสัญญาผูกพันภายในวันที่ 30 เม.ย.2569 หากไม่ทันจะมีการตัดงบส่วนดังกล่าวและดึงคืนมาทั้งหมด เพื่อมาใส่ใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งขณะนี้พบว่ามีตัวเลขเบื้องต้นราว 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท

“ใครเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ หากไม่ทันเดดไลน์วันที่ 30 เม.ย.นี้ จะดึงคืนมาทั้งหมด รายจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงาน งบไปต่างประเทศ งบก่อสร้าง จะตัดหมด เพื่อนำมาช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบาง บัตรสวัสดิการ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มรถบรรทุกและรถขนส่ง เพื่อไม่ให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นถูกส่งผ่านไปจนกระทบกับประชาชน เพราะวิกฤตครั้งนี้อาจจะยาวนานกว่าที่คิด” รองนายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ ในการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง,สศช., ธปท. และสำนักงบฯ ประเมินภาวะเศรษฐกิจเห็นตรงกันว่าในปี 2570 แนวโน้มเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง โดยมีการประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.4% อัตราเงินเฟ้อที่ 2.9% และปี 2570 เศรษฐกิจจะขยายตัว 2.2% อัตราเงินเฟ้อที่ 1.5% แต่ในส่วนของไทยยังคงยืนยันแนวทางการจัดทำงบประมาณตามแผนการคลังระยะปานกลาง ( MTFF) โดยหลังจากนี้สำนักงบประมาณจะได้นำสมมุติฐานเศรษฐกิจนี้ไปปรับในการจัดทำแผนงบประมาณปี 2570 ต่อไป

นายเอกนิติกล่าวถึงโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ว่า จะสามารถเปิดลงทะเบียนได้ภายในเดือน พ.ค.นี้ และจะเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย.2569 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของโครงการ โดยเฉพาะแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ ซึ่งมีหลายทางเลือก ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ก็ขึ้นอยู่กับวงเงินที่จะใช้ในการดำเนินการด้วย ซึ่งข้อเสนอเบื้องต้นอาจจะดำเนิการเป็นเฟสๆ แต่รูปแบบโครงการจะเปลี่ยนไปโดยเน้นการเยียวยามากขึ้น

 “ในเรื่องอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 30 ก.ย.2569 รัฐบาลจะมีการขยายเวลาการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกไปอีก 1 ปี เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวยในขณะนี้ด้วย” นายเอกนิติระบุ

ที่รัฐสภา เวลา 14.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รับหนังสือจากนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้ติดตามการทำงานของรัฐบาลในการให้ความเป็นธรรมกับชาวสวนปาล์มเรื่องวิกฤตปาล์มน้ำมัน โดยเสนอขอให้ผ่อนคลายมาตรการส่งออกทันที  ประกาศใช้บี 10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานทันที รวมทั้งให้รัฐบาลยุติการทุบราคาปาล์มทั้งระบบ ใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย ผ่านระบบบัตรส่วนลดหรือสวัสดิการรัฐ มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางและผู้ที่มีรายได้น้อยโดยตรง

ด้านนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปัญหานี้ สส.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเช้าในการหารือของ สส. ได้มี สส.เกือบทุกพรรคพูดถึงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในปัจจุบัน และหลังจากนี้สภาตกลงเอาญัตติเรื่องสินค้าเกษตรกลับมา โดยเฉพาะปาล์ม  

“เราเข้าใจว่ารัฐบาลต้องบริหารจัดการทุกด้าน  ทั้งในด้านผู้บริโภค ทั้งการขยับราคาขึ้น ต้องดูเรื่องไม่ให้ขาดแคลน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในการต้องไปขออนุญาตส่งออกปาล์ม ก็มีการเข้าใจว่าไม่ให้ส่งออก จึงมีการทุบราคาลงมา โดยเราต้องติดตามมาตรการในการรองรับเรื่อง และควบคู่ไปกับการดูแลปาล์มน้ำมันในระยะยาว พรรค ปชป.จะผลักดันกฎหมายให้เข้ามาดูแบบครบวงจร และนำเสนอกฎหมายต่อสภาต่อไป” หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว

บริหารต้นทุนพลังงานก่อนกู้

นายอภิสิทธิ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทว่า กำลังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลว่าความตั้งใจในเรื่องของการใช้จ่ายเงินคืออะไร ซึ่งแนวทางที่พรรค ปชป.พยายามนำเสนอมาโดยตลอดคือ อยากให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนให้มากที่สุดก่อน นั่นคือขณะนี้ยังมีตัวเลขทั้งภาษีสรรพสามิต ค่าการกลั่น ซึ่งสามารถลดลงได้อีกมากพอสมควร เอามาช่วยเรื่องต้นทุนก่อน

“ยิ่งช่วยตรงนี้ได้มากเท่าไหร่ ความจำเป็นในการต้องใช้เงินมาดูแลปลายทางก็จะน้อยลง ผมคิดว่าเป็นวิธีการที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย เพราะในที่สุดถ้าใช้การกู้เงินมาเพื่อพยายามช่วยเหลือ ก็จะต้องเกิดประเด็นที่ต้องพิจารณาอีกว่าช่วยกลุ่มไหนอย่างไร ง่ายๆ คือค่าการกลั่น ลงมาได้เอาแค่ 5 บาทก่อน ก็เป็นการช่วยทุกคน อย่าไปมองว่าเป็นการช่วยเฉพาะคนที่ใช้น้ำมันโดยตรง แต่เป็นการช่วยประชาชนทุกคน จากการที่ต้นทุนการขนส่งและด้านต่างๆ ลดลงด้วย” นายอภิสิทธิ์กล่าว

หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า การที่รัฐบาลไม่พยายามทำตรงนี้ แล้วหวังไปช่วยปลายทาง ตนดูแล้วแม้กระทั่งยอมตัดเรื่องภาษีสรรพสามิตก็จะกลายเป็นเหมือนกับเสียน้อยเสียยาก คือนึกว่าจะเก็บเอาเงินตรงนี้ไว้ แต่เอาเงินไปช่วยเหลือคนในวงกว้างมากกว่ามาก ซึ่งเป็นแนวทางที่เราพยายามนำเสนออยู่ แต่เข้าใจได้ว่าในสถานะและพื้นที่ทางการคลังตอนนี้ การจะขยายหนี้เพดานสาธารณะเป็นเรื่องที่จำเป็น และเราอยากฟังว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้ว รัฐบาลต้องมีแผนชัดเจนพอสมควรว่าจะไม่ให้ลุกลามบานปลายขยายไปเรื่อย หรือจะมีแนวทางอย่างไรในการที่จะดึงรายได้กลับเข้ามา และยืนยันว่าเข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ จึงอยากรอฟังรายละเอียดของการใช้จ่ายเงิน

ถามว่า ดูเหมือนทาง รมว.พลังงานก็พยายามลดค่าการกลั่น หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า เพิ่งได้พบกับ รมว.พลังงานเมื่อเช้าของวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งตนยืนยันไปว่าถ้าท่านบอกว่าเดือน มี.ค. เอาค่าการกลั่นมา 2 บาท ซึ่งตอนนั้นค่าการกลั่นอาจจะอยู่ที่ 7-8 บาท แต่วันนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 14-15 บาท  อย่างน้อยก็ต้องได้กลับมาอีก จึงอยากให้เร่งทำ  เพราะตอนนี้แนวของรัฐบาลไปรอดูเฉลี่ยแล้วมาเก็บ แต่เราอยากให้มีการทำระบบในเรื่องของการเก็บค่าพิเศษ หรือเรียกว่าภาษีลาภลอยในสถานการณ์แบบนี้ ก็ต้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง อย่างเดือน เม.ย. เลยมาค่อนเดือนแล้ว เขาได้มา 14 หรือ 15 บาทมาตลอด ถ้าเราเก็บตั้งแต่ต้นเดือน ก็จะช่วยได้เยอะ

นอกจากนี้ นึกภาพดูตอนนี้ดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 41-42 บาท สมมติลดภาษีสรรพสามิตลงไป 6 บาท เก็บค่าการกลั่นอีก 5 บาท ราคาดีเซลก็เกือบจะกลับไปอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท แต่พอเราปล่อยตรงนี้ขึ้นไป ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ก็ขึ้นไปแล้ว และเมื่อน้ำมันลงรัฐบาลก็ต้องดูว่าสินค้าและค่าขนส่งจะขยับลงตามหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าจะลดลง เราจึงอยากให้บริหารต้นทุนให้เร็วที่สุด ก็จะช่วยลดภาระรัฐบาลในการช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

“เชื่อว่าในส่วนของพลังงานลดได้อยู่แล้ว เพราะ รมว.พลังงานก็พูดเป็นหลักการมาตอบในสภาว่าที่เก็บค่าการกลั่น 2 บาทครั้งที่แล้ว สัมพันธ์กับตัวเลขเมื่อเดือน มี.ค. แต่พอเดือนเม.ย.สูงขึ้น ก็ต้องมาเก็บเพิ่ม แต่เข้าใจว่ายังติดปัญหาเรื่องคำนวณต้นทุนที่สูงขึ้นมา ซึ่งอาจจะมีการโต้แย้งกันระหว่างตัวเลขที่เอกชนทำมา กับตัวเลขที่เป็นความเป็นจริง แต่เชื่อว่า 5 บาทสามารถเก็บได้สบายๆ”  หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว

วันเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม หลังจากที่ประชุมพิจารณาญัตติการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสร็จแล้ว จึงเข้าสู่ญัตติขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ของนายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และญัตติที่มีเนื้อหาคล้ายกัน อีก 3 ญัตติ จึงพิจารณาไปในคราวเดียวกัน

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี เสนอญัตติว่า ขณะนี้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำมีหลายรายการ แม้แต่ชาวนา ชาวสวนปาล์ม ก็ขอพบ รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะข้าวที่มีราคาตกต่ำ เพราะฤดูกาลนี้เป็นฤดูข้าวนาปรัง ประมาณ 70% เก็บเกี่ยวในเดือน มี.ค.-เม.ย. ปริมาณออกมามากจนราคาตกต่ำ

“ผมขอเรียนถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ผมกับท่านไม่มีอะไรกัน เจอหน้าสวัสดีกัน คุยกันได้ ผมชื่นชม เพราะหลายเรื่องท่านก็ทำได้ดี แต่สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องข้าวหรือผลผลิตทางการเกษตรในระดับรากหญ้า ผมเชื่อว่าท่านไม่มีประสบการณ์จริงๆ ดังนั้นท่านมาเรียนรู้กับผมได้” นพ.วรงค์กล่าว

หัวหน้าพรรคไทยภักดีกล่าวว่า แนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนคือการเสนอ พ.ร.บ.การแบ่งบันผลประโยชน์ข้าว ที่มีการกำหนดนัดไว้ชัดเจนในการแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับเกษตรกร โรงสีข้าว ผู้จัดจำหน่วยข้าวสาร และให้ความคุ้มครองกำไรกับชาวนาไม่น้อยกว่า 50% ที่เสนอโดยนายอนุทินและคณะเมื่อปี 2562

“ถ้ารัฐบาลเอาสิ่งนี้ไปทำ ผมพร้อมสนับสนุนเต็มที่เพื่อให้ พ.ร.บ.นี้เกิดขึ้นมาให้ได้ ทำให้พี่น้องชาวนาลืมตาอ้าปากแบบยั่งยืน ไม่ต้องจำนำ ไม่ต้องประกัน ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เพราะทุกคนจะได้รับความเป็นธรรม” หัวหน้าพรรคไทยภักดีระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง