ขยี้พรก.กู้เงิน-ดีเซลลด1.5บ.

"นายกฯ" ถก "ก.น.บ." ตั้ง 6 รองนายกฯ คุมพื้นที่ กำชับทำงบ 70 ยึดหลักลดความซ้ำซ้อน "กรณ์" ตั้งกระทู้สดกลางสภา ซัด  รบ.บริหารวิกฤตพลังงานพลาดพลั้งหลายมิติ  ข้องใจออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน "เอกนิติ" รับจำเป็นต้องกู้ไว้รับมือวิกฤตโลก ดูแลเยียวยา  ปชช. บอกหากจำเป็นก็ต้องใช้มาตรา 172 "ไหม"   ถามต้องกู้เงินจะปากแข็งปฏิเสธขยายเพดานหนี้ทำไม "เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ปรับลดค่าโรงกลั่นดีเซล 2 ระยะ เริ่ม 5 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 24 เม.ย. ระยะที่สอง 10 พ.ค. ลดอีก 3 บาท

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 23 เมษายน 2569  เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

นายอนุทินกล่าวตอนหนึ่งว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ยึดหลักลดความซ้ำซ้อน  พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก พร้อมแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อเสริมความเข้มแข็งเชิงพื้นที่ รองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวมทั้งพิจารณาการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ทั้งนี้ ที่ประชุมพิจารณาและเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประจำภาค 6 คณะ (6 ภาค) โดยมีรองนายกฯ เป็นประธานในแต่ละภาค ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองแผนและโครงการประจำปีของจังหวัด กลุ่มจังหวัด และข้อเสนอโครงการของส่วนราชการ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ดูแลภาคเหนือ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ ดูแลภาคกลาง, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ดูแลภาคตะวันออก, นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รองนายกฯ ดูแลภาคใต้ และนายพิพัฒน์ยังดูแลภาคใต้ชายแดนด้วย

จากนั้นนายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วนของนโยบายคนละครึ่งเดิมจำนวนเงินจะเป็น 60:40  หรือไม่ จำนวนเท่าไหร่ และจะจ่ายกี่เดือน ว่า  เรื่องนี้ต้องให้ผู้รับผิดชอบคือนายเอกนิติพูดทีเดียว เพราะตนมอบหมายงานไปแล้ว

ถามกรณีนักวิชาการบางคนวิพากษ์วิจารณ์การทํางานของนายกฯ บอกว่าทํางานไม่เป็น  และอดสูที่มีนายกฯ ทําพฤติกรรมไม่เหมาะสมจากการแสดงกิริยาพูดถุยบนเวที โดยนายอนุทินหัวเราะพร้อมระบุว่า "นักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า เดี๋ยวหนวดกระดิก"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวะที่นายกฯ เดินออกจากวงสัมภาษณ์ ได้เห็นสื่อที่ถือไมค์แล้วมีหนวด แกล้งทำท่าตกใจ พร้อมระบุว่า อุ๊ย เห็นหนวดแล้วตกใจ

ที่รัฐสภา เวลา 11.30 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เรื่องเศรษฐกิจ ว่าประชาชนเดือดร้อนอย่างหนักในเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง  และต้นตอที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุดคือเรื่องน้ำมัน

นายกรณ์กล่าวว่า วันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่ารัฐบาลได้บริหารพลาดพลั้งในหลายมิติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพลังงานและน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ปล่อยให้เกิดการกักตุนน้ำมัน การขาดแคลน ปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมันค้าในราคาที่แพงเกินไป เมื่อเทียบกับสต๊อกน้ำมันเดิมที่มีต้นทุนน้ำมันดิบที่ต่ำกว่าราคาหลังจากเกิดวิกฤต ที่สำคัญคือบกพร่องปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันกำหนดราคาขายในราคาที่สูงเกินไป วัดโดยค่าการกลั่นที่มีอัตราเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับค่าการกลั่นในภาวะปกติ ซึ่ง รมว.พลังงานเป็นผู้ยอมรับว่าค่าการกลั่นในระดับปกติไม่ควรเกินลิตรละ 2 บาท

"วันนี้ประชาชนแบกรับภาระอย่างหนัก และเป็นฝ่ายเดียวที่แบกรับภาระนี้ โรงกลั่นกำไร ส่วนรัฐบาลก็เก็บภาษี ไม่ได้ลดอัตราภาษีให้กับพี่น้องประชาชนลงแม้แต่สตางค์เดียว" นายกรณ์กล่าว

รบ.แจงจำเป็นต้องกู้ 5 แสนล.

ด้านนายเอกนิติชี้แจงว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธาน คตร. ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) การประชุมครั้งแรกผลคือค่าการกลั่นไม่สะท้อนความเป็นจริง ขอให้มีการปรับให้สะท้อนความเป็นความเป็นจริง และเราพบว่าอาจจะมีในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ราคาขายก็สูงกว่าปกติ แต่ต้นทุนก็จะต่ำกว่าปกติ จึงทำให้เป็นค่าการกลั่นทิพย์ ซึ่ง รมว.พลังงานก็ให้มีการปรับให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

"คตร.เสนอแนะว่าให้ใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) น้ำมันขาดแคลน ปี 2516 ให้คณะกรรมการ กบง.เป็นผู้ที่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ได้ ซึ่ง รมว.พลังงานก็ได้นำเสนอเข้าสู่ ครม. และใช้อำนาจตรงนี้เป็นครั้งแรกในการไปลดผลตอบแทนส่วนเกินในเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 2 บาทต่อลิตร สำหรับเดือนเม.ย. ก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง  เพราะเราอยากใช้ต้นทุนการกลั่นสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ค่าการกลั่นทิพย์หรือเป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิง" นายเอกนิติระบุ

นายกรณ์ยังถามเกี่ยวกับการเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่ยังไม่ได้มีการปรึกษากับกระทรวงการคลัง จึงเป็นห่วงว่าในอนาคตรองนายกฯ จะสามารถรักษาวินัยการคลัง ตามความตั้งใจได้หรือไม่ และอยากถามว่าสถานการณ์ปัจจุบันเข้าเกณฑ์มาตรา 172 ในการออก พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่ และสถานการณ์แบบไหนที่ท่านมองว่ารัฐบาลนี้อาจที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินจากการขาดดุลในงบประมาณได้

นายเอกนิติชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำอยู่ในปัจจุบัน คือพยายามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน หากถามว่าสถานการณ์วิกฤตหรือไม่ วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่าง วิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต โดยเราพยายามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแห ไม่ช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซลเหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อน เพราะฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริงๆ นี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด

"วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยัง ผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอ เราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่น เพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยา และสิ่งที่ผมพยายามทำไว้ คือนอกจากเราจะมาใช้ไม่ใช่กลุ่มเยียวยา แต่เอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยให้ประเทศไทยถ้าพ้นวิกฤตครั้งนี้ ประเทศไทยวันนี้งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดาน ที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกินร้อยละ  20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่า และถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172" นายเอกนิติกล่าว

ส่วน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน  5 แสนล้านบาทว่า ถึงแม้รัฐบาลจะสลับสับเปลี่ยนกันออกมาพูดคนละทิศคนละทาง แต่ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อยอมรับแล้วว่าจะมีการกู้เงินจริง ขณะที่ประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ที่รัฐบาลพยายามปฏิเสธว่ายังไม่มีการขยายนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจริงกลับพบว่ารัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยายเพดานหนี้ในที่สุด

"ปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือน ก.พ.2569 จะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปที่ 67% และหากมีการออก พ.ร.ก.กู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที ดังนั้นก่อนที่ ครม.จะมีมติเงินกู้ รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้อย่างแน่นอน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลถึงยังปากแข็งปฏิเสธเรื่องนี้ต่อประชาชน" น.ส.ศิริกัญญาระบุ

นักวิชาการหนุนกู้ประคอง ศก.

ขณะที่ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีแนวคิดการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านว่า เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็นในการรับมือแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ผลักดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก เนื่องจากงบประมาณปกติไม่เพียงพอรองรับภาระฉุกเฉิน การออก พ.ร.ก.กู้เงินจึงเป็นกลไกสำคัญในการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยสามารถตั้งหลักได้

"เงินกู้ดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องไปยังประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและ SMEs ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายสูง ทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจ ช่วยพยุงการบริโภคและลดความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว ระยะยาวหากรัฐบาลออกแบบการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ยังสามารถต่อยอดไปสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น" นักวิชาการระบุ

วันเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ตอบกระทู้ถามสดของ น.ส.พิมพฤดา  ตันจรารักษ์ สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย เรื่องมาตรการรับมือค่าไฟฟ้าซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นว่า สิ่งที่เตรียมจะนำเข้าในที่ประชุม ครม.และ กบง. ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน คือการลดค่าไฟให้กับผู้ใช้ไฟที่ใช้น้อย ไม่เกิน 200 หน่วย  ซึ่งทั่วประเทศไทย 20 ล้านครัวเรือน จะมีผู้ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วยอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านครัวเรือน  รวมถึงที่เหลือถึงจะใช้ไฟมากกว่า 200 หน่วย แต่ 200 หน่วยแรกตามนโยบายของรัฐบาล เราพยายามลดอัตราค่าไฟลงให้เหลือแค่ 3 บาท

ลดค่ากลั่นดีเซล 2 ระยะเริ่ม 5 บ.

ต่อมานายเอกนัฏกล่าวหลังประชุมคณะกรรมการบริหารพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน จากเดิมที่ลดลง 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร จนถึงวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งจะพยายามประกาศลงราชกิจจานุเบกษาให้ทันภายในวันที่ 23 เม.ย.นี้ เพื่อให้มีผลในวันรุ่งขึ้น และช่วงวันที่ 10 พ.ค. 2569 ถึงวันที่ 19 พ.ค.69 จะประชุมอีกครั้งเพื่อปรับลด 3 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในช่วงวันที่ 1-16 เม.ย.69 พบว่า เมื่อพิจารณาตามหลักการที่คำนึงถึงต้นทุนส่วนเพิ่มจากสถานการณ์ผิดปกติช่วงวิกฤตพลังงาน อาทิ Crude Premium, Product Premium, War Risk Premium, ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ยังปรากฏผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 3.43 บาทต่อลิตร จึงเห็นควรนำผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม ภายใต้การคำนึงถึงความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของโรงกลั่นน้ำมันด้วย

รมว.พลังงานกล่าวว่า การลดราคาหน้าโรงกลั่น 5 บาท ดูจากตัวเลขในช่วงเดือน เม.ย. ที่ค่าการกลั่นสูงเฉลี่ยกว่า 14 บาท ซึ่งคณะกรรมการฯ อนุญาตให้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง ส่งตัวเลขต้นทุนนำที่สูงกว่าปกติ เช่น ค่าประกันหรือค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น มาให้ที่ประชุมพิจารณาลบส่วนต่างที่เป็นผลประโยชน์ส่วนเกินออกหาตัวเลขที่เหมาะสมว่าอยู่ที่เท่าไร ซึ่งพิจารณาทั้งดีเซลและเบนซิน ซึ่งข้อมูลในช่วงต้นเดือน เม.ย. 2 สัปดาห์ มีส่วนเกินอยู่ 5,000 ล้านบาท จึงนำตัวเลขดังกล่าวมาเป็นส่วนลดให้กับน้ำมันดีเซล ดังนั้นเมื่อรวมส่วนต่างที่ปรับลดลงทั้ง 2 ครั้ง ทำให้จะได้เงินส่วนต่างจากโรงกลั่นเกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่น และส่วนหนึ่งจะนำไปลดราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ซึ่งจะลดได้เท่าไหร่ ต้องรอดูราคาสิงคโปร์ในช่วงวันที่ 23 เม.ย.ก่อน

"สถานการณ์ขณะนี้สิงคโปร์ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลเกือบ 3 บาท แต่ไทยยังไม่มีการปรับราคาหน้าปั๊ม ยังคงตรึงราคาไว้ แต่การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 5 บาท ไม่ได้หมายความว่าราคาหน้าปั๊มจะลดลง 5 บาท จากนี้การพิจารณาปรับขึ้นหรือลงราคาน้ำมันจะไม่ให้กระชากจนเกินไป แต่จะเป็นในลักษณะทยอยขึ้นหรือทยอยลง และจะไม่ปรับขึ้นปรับลงเหมือนตลาดนัด จะทำอะไรต้องทำให้เป็นเรื่องเป็นราว" รมว.พลังงานกล่าว

นายเอกนัฏกล่าวว่า ส่วนหนึ่งจะนำไปลดภาระของกองทุนน้ำมันได้ เพราะขณะนี้กองทุนเป็นหนี้อยู่เกือบ 60,000 ล้านบาท หากไม่รีบใช้หนี้ในอนาคตผู้ใช้น้ำมันก็จะใช้น้ำมันในราคาที่แพงขึ้นอย่างผิดปกติ หากเราสามารถทยอยใช้หนี้จนไม่ต้องกู้มาเพิ่มด้วยการใช้กระทรวงการคลังมาค้ำก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อฐานะของกองทุน ดังนั้นเราจึงบริหารเงินกู้ในกรอบที่มีอยู่ ซึ่งหากมีการกู้จริงก็จะเป็นการกู้ในกรอบของกองทุนน้ำมันไม่เกิน 20,000 ล้านบาท ไม่ต้องขยายกรอบจนถึง 150,000 ล้านบาท ซึ่งออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน ที่จะกระทบต่อสถานการณ์ของประเทศ หรือพูดง่ายๆ ว่าเจรจาให้ผู้ค้าหยุดหนี้ของกองทุนออกไป และพยายามบริหารให้ไม่ต้องไปกู้เงินไปคืน จึงต้องพยายามทำให้กองทุนขาดทุนต่อวันให้เหลือประมาณ 100 ล้านบาท  เพื่อให้มีเงินไปคืนเจ้าหนี้ได้ ซึ่งสถานการณ์ในเวลานี้ยังอยู่ได้

ช่วงค่ำ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน  เรื่อง การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว มีผลตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.เป็นต้นไป  โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า ให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ดังต่อไปนี้ (1) ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.2569 จนถึงวันที่ 9 พ.ค.2569 (ก) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 ลดลง 5.00 บาทต่อลิตร (ข) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี 7 ลดลง 5.00 บาทต่อลิตร (ค) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดลง 5.00 บาทต่อลิตร

 (2) ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.2569 จนถึงวันที่ 19 พ.ค.2569 (ก) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 ลดลง 3.00 บาทต่อลิตร (ข) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี 7 ลดลง 3.00 บาทต่อลิตร

(ค) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดลง 3.00 บาทต่อลิตร

ช่วงค่ำ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากผลการประชุม กบง. วันที่ 23 เม.ย.2569 ที่มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 และ B20 ลง 5 บาทต่อลิตร แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง ในกลุ่มน้ำมันดีเซล ลดการชดเชยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 0.09 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 2.23 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เป็น 40.20 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดการชดเชย 0.29 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 8.68 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เป็น 33.20 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์  ไม่มีการปรับราคาขายปลีก

ที่กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ (พณ.) กล่าวว่า ได้วาง 5 นโยบายการทำงานเพื่อสร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ โดยในด้านการดูแลค่าครองชีพ นโยบายแรก จะมุ่งผลักดันโครงการไทยช่วยไทย ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีกและผู้ผลิต นำสินค้าเฮาส์แบรนด์และแบรนด์รองกว่า 3,000 รายการ มาลดราคา 25-58% จะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.2569 ส่วนในพื้นที่ห่างไกลจริงๆ จะมีรถเร่ นำสินค้าไทยช่วยไทย สินค้าธงฟ้า

นอกจากนี้ นโยบายที่สอง จะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและราคาสินค้าเกษตร  โดยจะดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ, นโยบายที่สาม จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และชุมชน, นโยบายที่สี่ จะเร่งสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ, นโยบายที่ห้า จะยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง