“กพช.” ไฟเขียวปรับโครงสร้างค่าไฟ 200 หน่วยแรก คิดไม่เกิน 3 บาท มอบ “กกพ.-กฟน.-กฟภ.” เคาะสูตรใช้เกิน 200 หน่วยคิดอัตราแบบก้าวหน้า “เอกนัฏ” ยันไม่เกิน 500 หน่วยถูกลงกว่าเดิม ลั่นอัตราใหม่ใช้ตลอด 4 ปี พร้อมปลดล็อกโควตาโซลาร์รูฟท็อป หนุนเปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า ขายคืนรัฐได้ 2.20 บาท “วราวุธ” ย้ำปรับค่าไฟไม่โยนภาระภาคอุตสาหกรรม “ภราดร” แย้ม "ครม.เศรษฐกิจ" จันทร์นี้จ่อคลอด “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่มใช้ 1 มิ.ย. “เด็ก ปชน.” ดาหน้าถล่ม "ศุภจี" ทำลายคุณค่าทุเรียนไทย-ขวางส่งออกน้ำมันปาล์ม
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 29 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 176) ร่วมกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาวาระด้านหลังงาน หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 เห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงาน
นายเอกนัฏแถลงผลการประชุมว่า กพช.มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญ ได้แก่ 1.การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และ 2.การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน
ทั้งนี้ ในเรื่องการปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น กพช.จึงได้ทบทวนแนวทางการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้มีความยั่งยืนและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยปรับปรุงค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาวิกฤตพลังงานอย่างเร่งด่วน และมุ่งเน้นลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดย กพช.เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
“กพช.มอบหมาย กกพ. ร่วมกับ กฟน.และ กฟภ.ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงานให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 และให้ กกพ.กำกับดูแลการชดเชยและอุดหนุนรายได้ระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้เป็นธรรม โดยคำนึงถึงสถานะทางการเงินของแต่ละราย นอกจากนี้มอบหมาย กกพ.นำเงิน Bypass Gas จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน รวมทั้งมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กฟน.และ กฟภ.ร่วมกับ กกพ.ศึกษาแนวทางการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาให้กับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบ้านอยู่อาศัยดังกล่าว ในอัตราค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรม และนำเสนอผลการศึกษาต่อ กพช.โดยเร็ว” นายเอกนัฏกล่าว
รมว.พลังงานกล่าวว่า สำหรับเรื่องการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ภาคประชาชน กพช. เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช.มีมติรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี โดยมอบหมาย กกพ.ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.2569 และมอบหมาย กฟผ. กฟภ.และ กฟน.ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
อัตราค่าไฟใหม่ใช้ยาว 4 ปี
“โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ลดภาระค่าพลังงานในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาดควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี” รมว.พลังงานกล่าว
ถามว่ากรณีที่ใช้ไฟฟ้าต่อเดือนไม่เกิน 500 หน่วยจะคำนวณอย่างไร นายเอกนัฏกล่าวว่า จะคำนวณอัตราแบบขั้นบันได หรือหากคิดง่ายๆ ไม่เกิน 2,200 บาทต่อเดือน เพื่อให้ได้ใช้ไฟในราคาที่ถูกลง โดยการปรับดังกล่าวจะไม่รวมผู้ประกอบกิจการ ร้านค้า ร้านอาหาร หรือโรงงานอุตสาหกรรม
“การปรับอัตราค่าไฟในครั้งนี้ส่งผลให้ค่าไฟถูกลงกว่าเดิมประมาณ 10% หากใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟประมาณ 500 หน่วย จะมีค่าไฟที่ถูกลงเล็กน้อย โดยจะดำเนินการต่อเนื่อง 4 ปี” นายเอกนัฏกล่าว
ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ระบุรัฐบาลแก้ปัญหาค่าไฟแพงแบบฉาบฉวยและโยนภาระให้ประชาชนว่า ต้องขอถามว่าโยนภาระอะไร มีแต่เข้าช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ไฟน้อย ส่วนการใช้ตั้งแต่ 201-500 หน่วย จะเรียกเก็บในหลักการอัตราขั้นบันได ซึ่งหลังจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าจากมาตรการใหม่นี้ ทุกครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วย หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 2,200 บาท จะจ่ายอัตราค่าไฟฟ้าโดยรวมที่ถูกลง เป็นการดูแลประชาชนครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนกว่า 90% หรือ 20 กว่าล้านครัวเรือน
“ขอย้ำว่าไม่ได้เป็นการไปเก็บจากภาคอุตสาหกรรมมาอุดหนุนในส่วนนี้ จึงไม่กระทบกับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ส่วนมาตรการระยะยาวและยั่งยืน รัฐบาลส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง จึงอยากให้ สส.ช่วยเป็นหลักในการวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง บางทีการหยิบเอาข้อมูลจากแหล่งอื่นแล้วมาใช้ต่อ อาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนและเกิดความไม่สบายใจได้” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
เช่นเดียวกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ยืนยันการปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดในครั้งนี้ จะใช้เฉพาะกับภาคครัวเรือนหรือบ้านพักอาศัยเท่านั้น โดยไม่มีการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ภาคอุตสาหกรรม ร้านค้า หรือร้านอาหารแบกรับแทนอย่างแน่นอน
“ที่ผ่านมาสภาอุตสาหกรรมได้แสดงความเป็นห่วงว่าการลดค่าไฟให้ประชาชน อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลางและรายใหญ่ที่ใช้ไฟปริมาณมากต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ในมติล่าสุดยืนยันชัดเจนผู้ประกอบการจะยังคงเสียค่าไฟในเรตเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีรูปแบบที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องจ่ายค่าไฟต่อหน่วยในอัตราที่แพงกว่าที่อยู่อาศัยแต่อย่างใด เพราะการจ่ายค่าไฟฟ้าจะเป็นการจ่ายตามอัตราการใช้ไฟจริง หากใช้ไฟมากก็จะถูกเก็บเพิ่มอัตราก้าวหน้า” นายวราวุธกล่าว
รมว.อุตสาหกรรมกล่าวว่า ฝากเตือนไปยังบ้านพักอาศัยที่มีการดัดแปลงเป็นร้านอาหารหรือร้านกาแฟขนาดเล็ก หากไม่ได้จดทะเบียนประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ และมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นจนเข้าสู่เกณฑ์อัตราก้าวหน้าขั้นที่สูงขึ้น ก็อาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดค่าไฟในส่วนนี้
ไทยช่วยไทยพลัสใช้ 1 มิ.ย.
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจว่า มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีออกมาแล้วเมื่อวันที่ 28 เม.ย.69 และจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. ซึ่งวาระสำคัญที่จะประชุมมีเรื่องไทยช่วยไทยพลัส และนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตสงคราม
“โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถือว่าเป็นกรอบใหญ่ โดยจะมีโครงการย่อย เช่น คนละครึ่ง และโครงการอื่นๆ ด้วย เช่น การเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยคิดว่าการประชุมนัดแรกจะเห็นรายละเอียดของโครงการแล้ว เพราะเป้าหมายตั้งไว้ว่าจะต้องได้ใช้ 1 มิ.ย. ซึ่งมีเวลาให้ลงทะเบียนประมาณ 1 เดือน ส่วนรายละเอียดงบประมาณ และที่มาต้องรอพูดคุยในการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกในวันจันทร์นี้” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุ
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนว่า เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พ.ค.2569 และเดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่อง คือการต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ
ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงกรณีการปรับราคาค่าไฟของรัฐบาล และปัญหาน้ำมันว่า ในเรื่องราคาไฟฟ้าแม้รัฐบาลพยายามจะอุ้มช่วยรายย่อยจะมีการปรับราคาแบบขั้นบันได แต่ตนคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลทำยังไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาราคาไฟฟ้าของประเทศ ขอถามตรงๆ ไปยัง รมว.พลังงานและฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าบริสุทธิ์ใจ จริงใจในการแก้ปัญหาดังกล่าวจริงหรือไม่
“ผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ไฟฟ้าภาพรวมทั้งหมด 70% เป็นไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมกับธุรกิจ ไฟฟ้าครัวเรือนใช้ประมาณ 30% ภาพรวมรายใหญ่อุ้มรายย่อย แต่อย่าลืมว่านักธุรกิจมีหรือจะยอมขาดทุน สิ่งที่เกิดขึ้นในการทำตามสเต็ปขั้นบันได สุดท้ายแล้วเขาต้องเอาต้นทุนไฟฟ้าไปโปะอยู่ในสินค้าและบริการ ต้องเตรียมพร้อมรับมือราคาสินค้าและบริการที่จะแพงขึ้นอีกครั้ง หลังจากน้ำมันที่ขึ้นราคาไปก่อนหน้านี้” นพ.วรงค์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน พิจารณาญัตติที่ค้างมาจากสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ
ช่วงหนึ่ง นายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน อภิปรายว่า เมื่อไม่กี่วันมานี้มีอินฟลูเอนเซอร์ทำคอนเทนต์ระบุว่าทุเรียนเกรดพรีเมียมขาย 600-700 บาท แต่จะขอขายเพียงลูกละ 100 บาท และมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์เข้าไปร่วมทำคอนเทนต์ด้วย ซึ่งเล่นใหญ่มาก แต่พอเริ่มมีประเด็นเกษตรกรตั้งคำถามมากขึ้นว่าเสี่ยงทำลายตลาดราคาทุเรียน กระทรวงพาณิชย์ถึงกับเบรกล้อลากไปไม่เป็นต้องกลับลำทันที ว่าเป็นทุเรียนเกรดรอง ไม่ใช่เกรดส่งออก สุดท้ายไปเทอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งผลผลิตแม้จะเป็นเกรดรองก็ขายราคาดังกล่าวไม่ได้
เด็กปชน.ดาหน้าถล่ม"ศุภจี"
ทั้งนี้ นายกฤชยังได้นำตาชั่งและทุเรียนมาชั่งให้เห็นกลางสภา โดยนำทุเรียนไซส์จัมโบ้ ที่ขายอยู่กิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่งลูกดังกล่าวมีน้ำหนัก 6.7 กิโลกรัม ราคาอยู่ประมาณ 270 บาท อีกลูกคือไซส์กลาง ซึ่งเป็นเกรดตกไซส์ ขายอยู่กิโลกรัมละ 80 บาท มีน้ำหนัก 2.2 กิโลกรัม ราคาประมาณ 180 บาท พร้อมระบุว่า ทุเรียนลูกละ 100 บาทหาไม่ได้
“ผมขอขอบคุณอินฟูลฯ ทุกคนที่ทำให้ทุเรียนได้รับความสนใจ แต่การที่ รมว.พาณิชย์ออกมาทำลักษณะนี้ถือว่าเสี่ยงมากจากความปรารถนาดีนี้ เพราะผิดคิว ผิดเวลา อาจจะส่งผลกระทบต่อทุเรียน อาจทำลายคุณค่าของทุเรียนไทยและลามไปถึงการลักลอบนำเข้าทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขายในประเทศ” สส.พรรค ปชน.รายนี้ระบุ
ส่วน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำว่า การที่นางศุภจีลงนามประกาศห้ามส่งน้ำมันปาล์มออกนอกประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2569 เว้นแต่ได้รับอนุญาต ทั้งที่ผ่านมาไทยส่งออกน้ำมันปาล์มเดือนละ 1.1 แสนตัน ผลิตน้ำมันปาล์มได้ 3-4 แสนตันต่อเดือน เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และส่งออก เป็นโอกาสทำกำไรให้ชาวสวน แต่การปิดประตูส่งออกในช่วงที่โลกต้องการน้ำมันปาล์ม ทำให้ปาล์มไปกองอยู่หน้าโรงกลั่น ถูกกดราคาจากนายทุน เมื่อเกษตรกรไปเรียกร้อง กระทรวงพาณิชย์จึงอนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มได้ เหตุใดจึงห้ามส่งออก สร้างความตื่นตระหนก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการอภิปรายเรื่องขอให้สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเสร็จสิ้น ฝ่ายรัฐบาลได้เสนอให้ส่งเรื่องให้ กมธ.การพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญารับไปพิจารณา ขณะที่ฝ่ายค้านเสนอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 270 ต่อ 182 ส่งเรื่องให้ กมธ.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญารับไปพิจารณาภายใน 90 วัน
ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.00 น. นางศุภจีเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด “ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี” พร้อมด้วยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นสักขีพยานการร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของทั้ง 23 หน่วยงาน
หลังพิธีลงนามดังกล่าวผู้สื่อข่าวถามนางศุภจี กรณีสภาฯ เตรียมตั้งกระทู้ถามกรณีการไลฟ์สดขายทุเรียนและเตรียมตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาแก้ไขปัญหาราคาพืชผล โดยให้เหตุว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุดเกาไม่ถูกที่คัน แต่นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พยายามดึงนางศุภจีออกจากวงสัมภาษณ์ โดยอ้างว่ามีภารกิจต่อ
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นางศุภจีจะเดินออกไปได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ตนยังไม่ทราบ และยังไม่เห็นว่าคณะกรรมาธิการตั้งโดยใคร และมีรายละเอียดอย่างไร จึงขออนุญาตไปดูในรายละเอียดก่อน เมื่อถามถึงกรณีเรื่องไลฟ์สดทุเรียนกับอินฟลูฯ ชื่อดังในราคา 100 บาทไม่ตรงปก รวมถึงฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็นไปไม่ได้ และเป็นการทำลายกลไกตลาด นางศุภจีกล่าวว่า ตนยังไม่ได้ดูและกดสั่งซื้อไม่ทันด้วย ส่วนเรื่องที่วิจารณ์ว่าไม่ตรงปกนั้น ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบดูแล
ขณะที่ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงกรณี น.ส.ภคมนอภิปรายในสภาฯ ระบุรัฐบาลห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มว่า ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รัฐบาลเป็นเพียงการกำกับดูแลผ่านระบบขออนุญาตส่งออกล่วงหน้า เพื่อบริหารสมดุลปริมาณในประเทศไม่ให้กระทบต่อการบริโภคและภาคพลังงาน โดยกำหนดเพดานการส่งออกไว้ที่ 200,000 ตัน และสามารถปรับตามสถานการณ์ได้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 มีคำขอส่งออก 114,500 ตัน และได้รับการอนุมัติทั้งหมดทุกคำขอ จึงไม่ใช่การปิดกั้นการส่งออกแต่อย่างใด
“ภาพรวมราคาปาล์มน้ำมันในปี 2569 ยังอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยราคาผลปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7.15 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนว่ามาตรการบริหารจัดการของรัฐบาลยังคงช่วยรักษาเสถียรภาพราคาได้” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
วันเดียวกัน นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงขั้นตอนหลังจากที่ ครม.เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ว่า ให้เสนอคำของบประมาณมายังสำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 1 พ.ค.นี้
เมื่อถามถึงการขีดเส้นตัดงบที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อใช้ใน พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี 2569 นายอนันต์กล่าวว่า ต้องดูเหตุผลความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย โดยจะยังไม่มีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ทรัมป์’เลิกใจดี ลุยบีบ‘อิหร่าน’ จับตาน้ำมันพุ่ง
"ทรัมป์" มีแผนปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านไม่มีกำหนด อ้างว่าบีบให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ และเตหะรานควรฉลาดขึ้นโดยเร็ว
แม้วพ้นคุกติดEM/กษ.ระอุ
“ทักษิณ” ฉลุย! ยธ.ไฟเขียวพักโทษ "ราชทัณฑ์" ร่ายเหตุผลปล่อยตัวพ้นคุก 11 พ.ค.
‘โสภณ’ปัดยื้อสอบปปช. เปิด‘ครม.เงา’จับผิดรบ.
“อนุทิน” ดอดร่วมวงสื่อทำเนียบฯ ทีมโทรโข่งปั้นรายการใหม่ “คุยให้เคลียร์กับโฆษก”
‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯถึงสตอกโฮล์ม
"ในหลวง พระราชินี" เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เม.ย.-2 พ.ค.69 ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน
พิพัฒน์สนองหนู ลงพื้นที่ฟังปชช. ลุย‘แลนด์บริดจ์’
“นายกฯ” รับเข้าใจชาวบ้านกังวล “แลนด์บริดจ์” สั่งคมนาคมลุยฟังเสียงความคิดเห็น
ไทยแจ้งเขมรเลิกMOU44 ตั้ง‘ผู้พัน’ไม่ขยับชายแดน
“สีหศักดิ์” เผยหารือทวิภาคี “ปรัก สุคน” เตรียมส่งหนังสือยกเลิกเอ็มโอยู 44

