หนูเคาะกู้4แสนล. ชงครม.คลอด‘พรก.’5พ.ค.ไฟเขียวแพ็กเกจ‘ไทยช่วยไทย’

“นายกฯ” เรียกถก “เอกนิติ-ทีมเศรษฐกิจ" วางหลักการออก "พ.ร.ก.กู้เงิน" เคาะกู้ 4 แสนล้าน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ชง ครม. 5 พ.ค. พร้อมไฟเขียวแพ็กเกจไทยช่วยไทย พลัส "ภราดร" แจงกว่า 30 ล้านคนได้ประโยชน์  "ภท." ตีปี๊บให้สิทธิ์ 4 พันบาทแน่

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 30   เมษายน เวลาประมาณ 11.00 น. นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เรียกทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายภราดร ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เข้าพบ เพื่อหารือ และรับฟังคำแนะนำสภาพคล่องทางการเงิน และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ รวมไปถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

หลังจากที่หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดจีดีพีปีนี้ลงไปอยู่ที่ 1.5-1.6% จากเดิมประมาณ 2% เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมกับติดตามความคืบหน้าการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปี 2026 ช่วงเดือน ต.ค.นี้

นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาแหล่งที่มาในการดำเนินนโยบายเรือธงของรัฐบาล คือนโยบายไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งมีคนละครึ่ง ในส่วนที่รัฐบาลจะช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน รวมถึงเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลเล็งใช้เงินคืนจากหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณตามขั้นตอนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ และรัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม

จากนั้นเวลา 13.30 น. ภายหลังการหารือเกือบ 3 ชั่วโมง นายดนุชาและนายลวรณต่างปฏิเสธตอบคำถามถึงรายละเอียดการเข้าหารือกับนายกฯ โดยทั้งสองคนพูดตรงกันว่า ให้สอบถามจากนายเอกนิติ ขณะที่นายภราดรกล่าวเพียงว่า  วันนี้หารือโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะเริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

ต่อมานายกฯ เปิดเผยว่า ได้พูดคุยในหลักการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและพี่น้องประชาชนจึงจะดำเนินการ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกรอบวงเงินในการออก พ.ร.ก.กู้เงินว่าอยู่ที่ 5 แสนล้านบาทหรือไม่   นายอนุทินกล่าวว่า “แถวๆ นั้น” เราตั้งกรอบเอาไว้  แต่ใช้เท่าไหร่เดี๋ยวว่ากัน

เคาะกู้ 4 แสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในวันที่ 5 พ.ค. กระทรวงการคลังจะเสนอร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ..... วงเงิน 4 แสนล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นแหล่งเงินในการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้ในรบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น รัฐบาลกำหนดวงเงินดังกล่าวจากความต้องการใช้งบประมาณเพิ่มจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท กับความต้องการใช้งบประมาณในโครงการไทยช่วยไทยพลัส อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีแผนจะใช้เงินกู้ตามความจำเป็นสอดคล้องกับโครงการที่ได้มีการวางแผนไว้อย่างคุ้มค่า ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะใช้วงเงินกู้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท

ด้านนายภราดร เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องการดำเนินการพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ 2569 ภายหลังได้มอบหมายให้ส่วนราชการเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และทำสัญญาผูกพันงบประมาณภายในวันที่ 30 เม.ย.2569 ว่า วันที่ 30 เม.ย. เป็นวันสุดท้ายที่ส่วนราชการจะเร่งจัดซื้อจัดจ้างและทำสัญญาผูกพัน ซึ่งหลังจากนี้สำนักงบประมาณน่าจะเร่งสรุปตัวเลขเสนอให้รัฐบาลพิจารณาว่าจะมีงบประมาณที่ดำเนินการไม่ทันตามกำหนดเวลาที่ให้ไว้เท่าไหร่

ทั้งนี้ เบื้องต้นประเมินว่าน่าจะมีเม็ดเงินไม่มากนัก ราว 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งยอมรับว่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะมาตรการเร่งรัดดังกล่าวที่ออกมา ทำให้ส่วนราชการเร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและทำสัญญาผูกพันงบประมาณกันอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าเรื่องนี้ก็เป็นส่วนดี เพราะถือเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อมาดูแลเศรษฐกิจนั้น เรื่องนี้นายเอกนิติกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมว่าหากจะมีการดำเนินการกู้เงินจะเป็นจำนวนเท่าไหร่  โดยต้องดูตัวเลขสรุปของ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ประกอบกันด้วย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ จนสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับประชาชนและภาคเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่งบประมาณปี 2570 และแผนการคลังระยะปานกลาง ยังคงไว้ตามเดิมนั้น เรื่องนี้ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีข้อสรุปร่วมกันแล้วว่า ยังคงกรอบงบประมาณปี 2570 ไว้ตามเดิม โดยเฉพาะงบประมาณรายจ่าย ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังมีโอกาสขยายตัวได้ดีขึ้น ดังนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ที่รายรับจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้รัฐบาลยังไม่มีความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณปี 2570 เท่าไหร่ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อไปว่าจะยืดเยื้อมากน้อยแค่ไหน

จ่อคลอดไทยช่วยไทย

นายภราดรยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสว่า คาดว่าจะเสนอแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะรวมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เสนอให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจพิจารณาได้ในวันที่ 4 พ.ค.2569 หลังจากนั้นจะมีการเสนอให้ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 5 พ.ค. พิจารณาต่อทันที และภายหลังจากโครงการผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเปิดให้ลงทะเบียนได้ภายในเดือน พ.ค.นี้ และจะสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ทันในวันที่ 1 มิ.ย.แน่นอน

 “ตามไทม์ไลน์แล้วโครงการคนละครึ่งพลัสควรจะต้องเสนอเข้าที่ประชุม ครม.อาทิตย์หน้า ซึ่งจะเข้าเป็นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทยพลัส  และหลังจากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. โครงการคนละครึ่งพลัสก็จะเดินหน้าทันที คือเปิดให้ลงทะเบียนภายใน พ.ค.นี้ โดยจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ยืนยันว่าจะมากกว่า 20 ล้านคนแน่นอน  เพราะรอบก่อนอยู่ที่่ 20 ล้านคน รอบนี้ก็จะต้องเป็น 20 ล้านคนพลัส แต่ตัวเลขที่ชัดเจนอาจจะต้องรอทางกระทรวงการคลังสรุปอีกครั้ง เพราะต้องดูงบประมาณที่ใช้ด้วยว่ามีเท่าไหร่ ส่วนรูปแบบโครงการที่เป็นทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน รวมเป็น 4,000 บาทนั้น ก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง คือไม่ได้จ่ายทีเดียว เป็นการทยอยจ่ายเป็นรายเดือน ดังนั้นจึงมีเวลาให้ทางกระทรวงการคลังหาเงิน” นายภราดรระบุ

อย่างไรก็ดี นายภราดรกล่าวยอมรับว่า จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้อาจจะลดเหลือ 13.2 ล้านคน จากเดิมที่ 13.4 ล้านคน โดยตัวเลขที่ลดลงส่วนหนึ่งเพราะมีผู้ถือบัตรที่เสียชีวิต และอื่นๆ ขณะที่แนวทางดำเนินการช่วยเหลือในกลุ่มนี้ ยืนยันว่าจะมีการเติมเงินให้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,000 บาท ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง จากปกติอยู่ที่ 300 บาทต่อเดือน และเมื่ีอครบเวลาวงเงินในส่วนนี้จะกลับไปอยู่ที่ฐานเดิม คือ 300 บาทต่อเดือน ส่วนว่าจะได้เท่ากับผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งพลัสที่ 4,000 บาทหรือไม่นั้น อยู่ที่นายเอกนิติจะเคาะตัวเลขออกมาเป็นเท่าไหร่ แต่เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะได้สิทธิ์เท่ากันกับโครงการคนละครึ่งพลัส ดังนั้นจะมีคนได้ประโยชน์จากโครงการนี้กว่า 30 ล้านคน

วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก "พรรคภูมิใจไทย" ได้เผยแพร่อินโฟกราฟิกโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ โดยมีการให้รายละเอียดการให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออกให้ 60% ประชาชนออก 40% และจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน รับสิทธิ์ 4,000 บาท ทั้งนี้ จะมีการเปิดให้ลงทะเบียน พ.ค.2569  และเริ่มใช้สิทธิ์ มิ.ย.2569 ผ่านทางแอปเป๋าตัง และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ และใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการชี้ 'อนุทิน' เล่นเป็น!!! ใช้การทูตไม่เป็นทางการ ผนวก แลนด์บริดจ์ ดันไทยเนื้อหอม ท่ามกลางโลกผันผวน

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และ นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์