รบ.โชว์ปราบเข้ม ‘แก๊งสแกมเมอร์’ เขมรส่งตัวคนไทย

“นายกฯ” แถลงโชว์กวาดล้างผู้มีอิทธิพล อาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตทะเบียนราษฎร บ่อนการพนัน ลั่นทำผิดไม่มีใครเคลียร์ได้ ดำเนินคดีเด็ดขาด กัมพูชาส่ง 635 คนไทยกลับประเทศ จนท.คัดกรองเอี่ยว “สแกมเมอร์”

ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตสวมตัวแปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมายว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา คือการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ยืนยันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ โดยดำเนินคดียึดอายัดทรัพย์สินในหลายกรณี ได้แก่ เครือข่ายนายก๊ก อาน และเครือข่ายนายลียง พัด ซึ่งกรมการปกครอง โดยกระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมดำเนินคดีขยายผลไปยังเครือข่าย โดยปรากฏผลการจับกุมและการปราบปรามเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้แยกกันทำ แต่มีความเกี่ยวเนื่องซัพพอร์ตกัน  เชื่อมโยงได้ว่าเป็นกลุ่มคนเดียวกัน ส่วนใหญ่คือแก๊งสแกมเมอร์ ฟอกเงิน ขนของเถื่อน และบ่อนการพนัน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด ซึ่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญที่ใช้ปฏิบัติการมาโดยตลอด ได้แก่ กรมการปกครอง, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), หน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ รวมถึงกองทัพที่ให้ความร่วมมือในการเข้าไปปราบปรามผู้กระทำผิด ดังนั้นที่บอกว่าจะไปเจอคนนั้นคนนี้ที่มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีเงินมีอำนาจต่างๆ ทีมที่ตนมอบหมายให้ปฏิบัติการตามนโยบายรักษาความสงบของชาติและนโยบายจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยยึดหลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”

นอกจากนี้ ได้สอบถามอยู่ตลอด ไม่ใช่อยู่ดีๆ  มอบนโยบายไปแล้วไม่ติดตาม และไม่ได้เชื่อข้อมูลจากใครเพียงคนเดียว แต่มีการตรวจสอบ ทั้งคนที่อยู่ในวงจรและนอกวงจร โดยมีทีมที่คอยประเมิน พบว่าฝ่ายบังคับใช้กฎหมายทั้งหมดมีความสบายใจ และเต็มใจในแนวทาง “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” เพื่อที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีความกังวล ตนได้แสดงให้ทีมเห็นหลายครั้ง โดยได้ร่วมสังเกตการณ์ในการปฏิบัติการจับกุมการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ตลอด และทุกครั้งที่ไปจะมีการประสานงานทั้งทางตรงทางอ้อม  เมื่อทีมงานเห็นว่าเมื่อทำผิดแล้วเคลียร์ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้มีความชัดเจน เขาจะดำเนินการได้อย่างเต็มที่จนจบสิ้นกระบวนการ ซึ่งทุกรายถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด จึงอยากให้ประชาชนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลเอาจริงกับเรื่องการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกชนิด

นายอนุทินกล่าวด้วยว่า ล่าสุดมีการจับกุมบ่อนพนันที่มีรูปแบบใหม่ตามโรงแรมตามต่างจังหวัด จึงฝากเตือนผู้ประกอบการ ถ้ากรณีเช่นนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร อาคาร หรือบ้าน ถ้าท่านให้คนเหล่านี้เข้าไปเปิดบ่อน ซ่องสุมผู้คนทำผิดกฎหมาย ท่านเปรียบเสมือนคนที่ทำผิดกฎหมายด้วย โดยเฉพาะผู้ต้องใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ ถ้าท่านไปสนับสนุนคนเหล่านี้ให้ทำกิจกรรมผิดกฎหมาย ใบอนุญาตต่างๆ ของท่านจะถูกเพิกถอนและถูกดำเนินคดีทันที              

 “ไม่มีการเคลียร์ การใช้อามิสสินจ้างใดๆ ในการปราบปรามสิ่งเหล่านี้ให้เกิดความไขว้เขว เราไม่จำเป็นต้องมีความร่ำรวยจากสิ่งเหล่านี้ แต่ถือว่าการทำหน้าที่ให้พี่น้องประชาชนและบ้านเมืองมีเกียรติมีค่ามากกว่าอามิสสินจ้างหรือทรัพย์สินเงินทองใดๆ ที่ได้จากสิ่งเหล่านี้” นายกฯ ระบุ

เมื่อถามถึงการทุจริตสวมตัว นายกฯ กล่าวว่า เราดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเริ่มจากจุดเล็กๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ และมีการขยายผล ซึ่งมีอีกหลายพันกรณี เราพอที่จะทราบเครือข่ายของกระบวนการเหล่านี้แล้ว เชื่อว่าคงจะหยุดการกระทำรูปแบบเดิมแล้ว และหากคิดจะทำในรูปแบบใหม่คงไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ทั้งนี้ การถอนสัญชาติดำเนินการไปมาก รวมถึงการยึดทรัพย์  และถ้าใช้คนเหล่านี้เป็นนอมินี หรือทำธุรกรรมใดๆ ก็ตาม ต้องถือว่าธุรกรรมเหล่านั้นเป็นโมฆียะ ไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ส่วนที่มีการติดตามจับกุมดำเนินคดีเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองและตำรวจที่จะดำเนินการ ส่วนการฟ้องยึดทรัพย์ ปปง., ป.ป.ท. และดีเอสไอ ทำงานร่วมกันอยู่

ที่ด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อเวลา 16.30 น. กัมพูชาส่งตัวคนชาวไทยจำนวน 635 คน ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ เพื่อกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ภายใต้กรอบพิธีการทางการทูตทหาร ซึ่งเป็นการร่วมงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีคนไทยที่ทางกัมพูชาส่งตัวกลับมาทั้งสิ้น 635 คน แยกเป็นผู้ที่มีหนังสือเดินทางจำนวน 592 คน ส่วนที่เหลือเป็นการนำพาสปอร์ตไปต่อวีซ่า โดยทั้งหมดนี้คือคนไทยที่ทำงานในตึกเดียวกัน ชื่อตึก F ที่อยู่ตรงข้ามตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นตึกแฝด มีทั้งหมด 13 ชั้น

โดยขั้นตอนภายหลังได้มีการส่งมอบตัวแล้ว  คนไทยทุกคนจะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ NRM หรือการคัดแยกเหยื่อ เพื่อตรวจสอบว่าใครถูกหลอกไปทำงาน และใครเต็มใจไปทำงานหลอกลวงคนไทย รวมถึงตรวจสอบประวัติอาชญากรรมว่ามีคดีติดตัวหรือไม่ ซึ่งทุกคนต้องผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างละเอียด และจะต้องตอบคำถามเจ้าหน้าที่ประมาณ 70-80 คำถาม

ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาอ้างเหตุผลในการส่งตัวล่าช้า เพราะนัดหมายตั้งแต่ 09.00 น. ว่าเนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมามีการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นจำนวนมาก จึงได้นำรถบัสจำนวนหลายคัน นำคนจีนไปส่งที่เมืองเสียมราฐ ทำให้ไม่มีรถบัสเพียงพอมาขนส่งคนไทย จึงได้ประสานขอเสริมรถบัสจาก จ.บันเตียเมียนเจย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางมาปอยเปต

จนถึงช่วงบ่าย รถบัสมินิบัสสีเขียวจำนวนหลายคันได้นำคนไทยมาถึงบริเวณหน้าด่านพรมแดนฝั่งกัมพูชา ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจคนเมืองฝั่งกัมพูชา และในเวลา 16.30 น. ประตูด่านทั้ง 2 ประเทศได้เปิดออก เพื่อนำส่งตัวคนไทย จนสามารถเดินข้ามด่านมาได้ในเวลา 16.38 น.

โดยมี พล.ต.ท.ซอม วัน วี เรี้ย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา เดินนำ ได้เดินทางเข้ามาทักทายกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย พร้อมกับจับมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจากนั้น พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 กล่าวว่า ขอให้ส่งตัวคนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์กลับมาเพิ่มขึ้นอีก

นอกจากนี้ ทางฝั่งกัมพูชายังได้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยด้วยว่า ไม่ให้นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT เข้ามาพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เป็นคนไทยล็อตที่ 2 ที่เดินทางกลับมา หลังจากมีคนไทยล็อตแรกเดินทางกลับมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่กัมพูชาได้ขอความร่วมมือฝ่ายไทย ไม่ให้มีสื่อมวลชนเข้ามารายงานข่าวในการส่งตัวล็อตแรก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการชี้ 'อนุทิน' เล่นเป็น!!! ใช้การทูตไม่เป็นทางการ ผนวก แลนด์บริดจ์ ดันไทยเนื้อหอม ท่ามกลางโลกผันผวน

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และ นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์