
กสม.เผยผลตรวจสอบคุกวีไอพี ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน “ทักษิณ” เตรียมเฮได้ปลดกำไลอีเอ็มระหว่างคุมประพฤติ หากอ้างปัญหาสุขภาพ พร้อมลุ้นฎีกา พระราชทานอภัยโทษ “ป.ป.ช.” ซุ่มเงียบมีมติเสียงข้างมากชี้มูลความผิด 4 ข้อหาหนัก “สุภา ปิยะจิตติ” อดีตรองปลัดคลังละเว้นอุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 1.7 หมื่นล้านบาท
เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พ.ค.2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงถึงผลประชุม กสม. ในกรณีชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมราชทัณฑ์ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2568 และพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษ (วีไอพี) เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ ว่า กสม.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า การให้ผู้ต้องขังใช้ห้องวีไอพีมักเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดราชการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวนน้อย ประกอบกับห้องวีไอพีเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้บริหาร ทำให้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยจำกัด ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายวสันต์กล่าวอีกว่า การที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคน ส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระสำคัญเดียวกันที่แตกต่างออกไป ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ Mandela Rules ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และเมื่อการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวมิได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงรับฟังได้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กรณีนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเห็นควรส่งรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้ประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
“กสม.ยังมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงยุติธรรม ให้เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พ.ย.2568 รวมทั้งให้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินการต่อสาธารณชนเป็นระยะ และให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ขยายผลการดำเนินการในลักษณะเดียวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง เพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและพฤติกรรมที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ด้วย”
สำหรับความคืบหน้ากรณีคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไป และพ่วงเงื่อนไขติดกำไลอีเอ็มจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.2569 นั้น
ลุ้นไม่ใส่กำไลอีเอ็ม
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรมระบุว่า โดยปกติแล้วที่ผ่านมาผู้ต้องขังเด็ดขาดสูงวัยที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี และได้รับการพักการลงโทษมักไม่ถูกเงื่อนไขต้องติดกำไลอีเอ็ม เนื่องจากมักจะประสบปัญหาด้านสุขภาพและการรักษาการพยาบาล แต่กรณีนายทักษิณ เป็นการหารือกันภายในคณะอนุกรรมการฯ และมีมติออกมาจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย. แต่ตามหลักการแล้วผู้ถูกคุมความประพฤติยังสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับการพิจารณาปลดกำไลอีเอ็มได้ โดยเฉพาะหากภายหลังจากติดกำไลอีเอ็มไปแล้วระยะหนึ่งเกิดอุปสรรคในเรื่องของการต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล หรือเผชิญปัญหาเรื่องสุขภาพจิตใจ ซึ่งก็จะเป็นดุลพินิจของกรมคุมประพฤติ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ หรือต้องขอเอกสารประกอบการพิจารณาอย่างไรหรือไม่ก่อนปลดกำไลอีเอ็ม
ทั้งนี้ ระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือน นายทักษิณจะไปเป็นที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือที่ปรึกษาของนักการเมืองหรือบอร์ดใดๆ ได้หรือไม่นั้น ตามระเบียบการพักการลงโทษแล้วไม่ได้ระบุห้ามไว้ จึงเป็นเรื่องของระเบียบและข้อบังคับของต้นทางมากกว่า ว่าได้กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามไว้หรือไม่ และแม้นายทักษิณจะถูกคุมประพฤติอีก 4 เดือนจนกว่าจะพ้นโทษ แต่ในอนาคตยังมีโอกาสได้พ้นโทษก่อนกำหนด เพราะผู้ต้องขังทั่วประเทศ ไม่ว่าจะที่อยู่ภายในเรือนจำ หรือที่รับโทษจำคุกมาสักระยะหนึ่ง และเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย หรือเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการคุมประพฤตินั้น จะได้รับการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป หรืออภัยโทษหมู่ที่มักจะเกิดขึ้นในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งในกรณีของนายทักษิณ หากต้องพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย. ก็ต้องรอดูพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปได้เช่นเดียวกัน ในวันที่ 3 มิ.ย.2569 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี หรือวันที่ 28 ก.ค.2569 วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 หรือวันที่ 12 ส.ค.2569 วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (วันแม่แห่งชาติ)
ทั้งนี้ นายทักษิณเหลือเวลาคุมประพฤติเพียง 4 เดือน ถือว่าโทษต่ำและเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย จึงเข้าข่ายว่าหากมีพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ก็จะเข้าเกณฑ์ได้พ้นโทษทันที ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 9 ก.ย.แต่อย่างใด
ป.ป.ช.ฟัน 'สุภา'
วันเดียวกัน มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการพิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชี้มูลความผิดและใกล้ขาดอายุความ โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. 8 คนเข้าร่วมประชุม มีวาระลงมติสำนวนการไต่สวนที่กล่าวหา น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ช่วงดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) กับพวก กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ตามคดีของ ป.ป.ช. คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง
โดยที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติ 4:3 (นายประภาศ คงเอียด กรรมการ ป.ป.ช. ขอถอนตัวในการลงมตินี้ และมติเสียงข้างน้อย 3 เสียงคือ นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง, นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ และนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์) ชี้มูลความผิด น.ส.สุภากับพวก พร้อมส่งสำนวนดังกล่าวให้พนักงานพนักงานอัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายไปแล้ว
ทั้งนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติให้แยกข้อกล่าวหาไว้อีกสำนวนหนึ่ง คือกรณีที่เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการออกหมายเรียกนายทักษิณ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอีกรายหนึ่งมาทำการตรวจสอบไต่สวนเพื่อทำการประเมินภาษีภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบรายการภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการกล่าวหาใหม่อีกหนึ่งเรื่อง
สำหรับกรณีนี้เป็นผลพวงจากคำวินิจฉัยคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 กรณีการซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปจากบริษัทแอมเพิลริช ที่นายทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง โดยการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางโดยมิได้หยิบยกกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้ที่มีชื่อในหนังสือสำคัญ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร มาเป็นเหตุผลประกอบการพิจารณาว่าจะอุทธรณ์หรือไม่นั้น ต่อมาปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2560 กรมสรรพากรได้ทำการประเมินภาษีบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือนายทักษิณ ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.12) เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท นายทักษิณได้อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง แม้ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ยกฟ้องนายทักษิณโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้นายทักษิณมีหน้าที่จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่กรมสรรพากร แต่จนถึงปัจจุบันนี้ได้มีการบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ และระยะเวลาในการบังคับชำระภาษีจะสิ้นสุดลงในเวลาอันใกล้นี้
แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.ระบุอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ รวมทั้ง น.ส.สุภา ได้ยกขึ้นต่อสู้ว่าแม้จะไม่มีการอุทธรณ์คดีของศาลภาษีอากรกลางที่นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาเป็นโจทก์ แต่เมื่อต่อมาได้มีการประเมินภาษีนายทักษิณและศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้องนายทักษิณดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าการไม่อุทธรณ์ก็มิได้ทำให้รัฐเสียหายหรือเสียประโยชน์แต่อย่างใด แต่ ป.ป.ช.ฝ่ายเสียงข้างมากเห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ดำเนินการอุทธรณ์คดีไปก่อน ย่อมถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 และเกิดความเสียหายต่อรัฐแล้ว เพราะหากมีการอุทธรณ์คดีและศาลฎีกาอาจมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยยกเหตุผลว่าการประเมินภาษีต่อนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา เป็นการใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยไว้ ก็จะทำให้รัฐชนะคดี ส่งผลให้นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ต้องชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากร ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำการประเมินภาษีต่อนายทักษิณอีกต่อไป
“การกระทำของนางสาวสุภาและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกรมสรรพากร จึงมีมูลว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาในฐานความผิดดังนี้ 1.ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากรฯ โดยทุจริต เรียกเก็บหรือกระทำ/ไม่กระทำการเพื่อให้ผู้เสียภาษีนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154) 2.ความฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157) 3.ความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ 4.เป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง 5.ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน เหตุเกิดระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 2 พฤษภาคม 2554 สถานที่เกิดเหตุ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เขตพญาไท กทม.”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ราเชนขอลาบวช 1 เดือน พี่ศรี-เรืองไกรขยี้ ‘สุริยะ’
อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เตรียมยื่นลาบวช 1 เดือน ขอยุติทุกเรื่องหลังครอบครัวบอบช้ำหนัก “ศรีสุวรรณ-เรืองไกร” พาเหรดยื่น กกต.-ป.ป.ช.ฟัน “สุริยะ” แอ๊ด คาราบาว โผล่เขียนเพลงให้กำลังใจราเชน
2ล้นเกล้าฯเสร็จสิ้น ‘พระราชกรณียกิจ’ เสด็จฯเยือนสวีเดน
“ในหลวง-พระราชินี” ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ทรงร่วมพิธีสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้าในพระราชพิธี 80 พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน
‘คนละครึ่ง’ค้างเติ่ง เอกนิติชงไม่ทัน5พ.ค./หนูเร่งพ.ร.ก.กู้เงิน/ไทยช่วยไทยคึก
นายกฯ ยันเร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม.อังคารที่ 5 พ.ค.นี้ ส่วน “เอกนิติ” บอกคนละครึ่งพลัสรอไปก่อน อ้างต้องรอสรุปตัวเลขงบประมาณที่เหลือ “อนุทิน”
ขึ้น‘ค่าจ้าง’ต้องมีเหตุผล แรงงานยื่นข้อเสนอพรึ่บ
“อนุทิน” ระบุขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล รัฐบาลเตือนนายจ้างวันแรงงานแห่งชาติ ลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานพร้อมรับค่าจ้างปกติ ถ้าไม่ได้หยุดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่า ค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ขณะที่ 27 องค์กรรวมพลยื่น 8 ข้อเรียกร้องรัฐบาล ตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง-อัปเกรดสวัสดิการ
ทัพเรือรับสภาพ เลื่อนกรอบเวลา ช็อป‘เรือฟริเกต’
กองทัพปรับโฉมทีมโฆษก หวังสื่อสารต่อประชาชนอย่างถูกต้อง รวดเร็วและโปร่งใส “ทร.” รับต้องเลื่อนจัดหาเรือฟริเกต แต่ไม่กระทบความมั่นคง “ทัพฟ้า” ย้ำแผนเสริมเขี้ยวเล็บเป็นไปตามไทม์ไลน์
อนุทินเชื่อมือศุภจีเอาอยู่
“อนุทิน” เชื่อมือ “ศุภจี” เตือนพวกโจมตี ระวังเจอตอกกลับแล้วจุก บอกพรรคเศรษฐกิจแค่ยกมือหนุนนั่งนายกฯ ตอบไม่ได้ พปชร.ยุบรวม ภท.หรือไม่ “ยุทธนา” รับขาด “บิ๊กป้อม” ทำให้ต้องปรับตัว ยืนยัน พปชร.ยังไปต่อได้

