ยธ.นั่งไม่ติดเรียกถกคดีสะเทือนขวัญ ผวา! สั่งเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงภัยสังคม 5 พันคน พร้อมผนึก มท.ยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ ขณะที่ 9 เครือข่ายจิตอาสายื่นหนังสือ ผลักดันโทษประหารชีวิตฆาตกรรมร้ายแรง-ทำความผิดซ้ำซาก ด้าน "กรวีร์" เบรกเอี๊ยดเตือนต้องยึดหลักฐานจริงไม่ใช่ทำตามความสะใจสังคม "บิ๊ก ตร." เต้นสั่งตรวจสอบมือฆ่าครอบครัวรัสเซียรับยาจากตำรวจห้วยใหญ่ ส่งตัว "ฟลุก" กลับศาลพัทยา หลังเค้นสอบเพิ่ม ยังไม่พบโยงเหยื่อต้องสงสัยรายที่ 6
เมื่อวันจันทร์ ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในการประชุมหารือการดำเนินการ กรณีผู้ต้องหาคดีสังหาร 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และพ่อแม่ลูกชาวไทย 3 ราย โดยระบุว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมดำเนินคดีนายฑณา หรือป๋อง เกิดทอง กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย ก่อนนำศพไปฝังอำพรางในพื้นที่ป่ามะพร้าว ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ต่อมาได้ขยายผลจนนำไปสู่การพบศพพ่อแม่ลูกชาวไทย 3 รายที่ถูกฝังอำพรางในบริเวณใกล้เคียง โดยที่ประชุมวันนี้ได้หารือถึงแนวทางการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม ทั้งในส่วนของผู้ต้องหาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย การเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย และการเฝ้าติดตามพฤติกรรมผู้พ้นโทษในคดีต่างๆ
พล.ต.ท.รุทธพลระบุว่า โดยข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์พบว่า ผู้ต้องหาสองรายคือ นายฑณา เกิดทอง และนายธงชัย ศรีนิล เป็นอดีตผู้ต้องขังที่ถูกควบคุมตัวตามคำพิพากษาของศาลอย่างเคร่งครัด และพ้นโทษตามกำหนดหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และผู้ต้องขังดังกล่าวมิได้รับสิทธิประโยชน์ใดเป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการพระราชทานอภัยโทษ การพักการลงโทษหรือการลดวันต้องโทษแต่อย่างใด อีกทั้งมิได้ปล่อยปละละเลยหรือยุติบทบาทในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
“กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะประสานข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และร่วมกันอุดช่องว่างเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มที่” พล.ต.ท.รุทธพลกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.รุทธพลได้สั่งการให้กรมคุมประพฤติดำเนินการทบทวนและคัดกรองผู้ที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังตามมาตรการ JSOC (พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ) ประมาณ 5 พันคนทั่วประเทศ เพื่อจำแนกผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม ให้เป็นบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ โดยกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิด ในรูปแบบคณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวังผู้กระทำความผิดภายหลังพ้นโทษในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้าย
โดยในจำนวน 5 พันคนคือผู้ต้องขังเด็ดขาดจากกรณีก่อเหตุอุกฉกรรจ์ และได้รับการพ้นโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำ โดยภารกิจของศูนย์ JSOC หรือศูนย์เฉพาะกิจเฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชน จะเฝ้าระวังผู้ที่เคยก่อเหตุคดีอุกฉกรรจ์ นักโทษเด็ดขาดใน 7 ฐานความผิด ก่อนวันพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวไป เช่นเหลือระยะเวลาอีก 1 ปี หรือ 6 เดือนจะพ้นโทษ เป็นต้น โดยฐานความผิดประกอบด้วย 1.ฆ่าเด็กหรือข่มขืนเด็ก 2.ฆ่าข่มขืน 3.ฆาตกรต่อเนื่อง 4.ฆาตกรโรคจิต 5.สังหารหมู่ 6.ชิงทรัพย์/ปล้นทรัพย์โดยการฆ่า 7.นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ
ทั้งนี้ การดำเนินการของศูนย์ JSOC ในเขตกรุงเทพฯ จะประสานงานสำนักงานคุมประพฤติในเขตกรุงเทพฯ เพื่อประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าระวังเชิงสร้างสรรค์อย่างใกล้ชิด ในส่วนเขตจังหวัดต่างๆ ประสานงาน กพยจ.จังหวัด เพื่อประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองช่วยเฝ้าระวัง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า รมว.ยุติธรรมระบุด้วยว่า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะเร่งดำเนินการเยียวยาครอบครัวผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559) โดยด่วนที่สุด ภายหลังนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” พาญาติของผู้เสียชีวิต 3 ศพ (พ่อแม่และลูกสาว) จากคดีเข้ายื่นหนังสือต่อ รมว.ยุติธรรม ขอให้ทบทวนการบังคับใช้โทษแก่ผู้กระทำผิดร้ายแรง
บังคับโทษประหารชีวิต
ที่รัฐสภา พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อและประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย น.ส. อังสณา เนียมวณิชกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ รับหนังสือจาก 9 กลุ่มจิตอาสา นำโดยนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม, มูลนิธิเป็นหนึ่ง, สายไหมต้องรอด, มูลนิธิองค์กรทำดี, กลุ่มประชาชนเพื่อประชาชน, กลุ่มจ่าคิงส์สะพานใหม่, กลุ่มมุสลิมอาสาพัฒนาสังคม, มูลนิธิวินวิน และกลุ่มไทยไม่ทน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโทษประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมร้ายแรง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำผิดมีพฤติการณ์กระทำความผิดซ้ำซาก
ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการบังคับใช้กฎหมายประหารชีวิตอย่างจริงจัง หลังจากมีคดีอุกฉกรรจ์ที่จังหวัดชลบุรีว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง และอยากให้ลงโทษคนที่ทำความผิดโดยเฉพาะการกระทำความผิดซ้ำ ให้ลงโทษอย่างเด็ดขาดเพื่อจะได้เป็นตัวอย่าง แล้วไม่เกิดการเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ถ้ามีกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะคดีสะเทือนขวัญและสร้างความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ของประเทศ ก็ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับคนที่กระทำความผิดไปแล้ว แต่ไม่รู้สึกสำนึกในโอกาสที่ได้รับ ก็ควรจะลงโทษให้เด็ดขาดจริงจัง
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเศรษฐกิจขอความร่วมมือฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล ให้ช่วยกันผลักดันกฎหมายการประหารชีวิตอย่างจริงจัง นายกรวีร์กล่าวว่า ก็ต้องมาดูเนื้อหาในกฎหมายว่าเป็นอย่างไร หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะและทำให้กระบวนการยุติธรรมเข้มข้นมากขึ้น ก็คิดว่าทุกพรรคการเมืองเห็นพ้องต้องกัน
เมื่อถามว่า โทษประหารชีวิตควรนำกลับมาใช้หรือไม่ นายกรวีร์กล่าวว่า ในบางกรณีที่มีความผิดชัดเจน มีพยานหลักฐานและเกิดการกระทำผิดซ้ำ ควรมีบทลงโทษที่ทำให้สังคมมั่นใจได้ว่าถ้ามีการกระทำความผิดซ้ำรุนแรง และทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติควรลงโทษให้หนัก
“และคิดว่าจำเป็นที่ต้องมีบทลงโทษที่หนักและสมกับความผิดของเขา แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการลงโทษ คือไม่อยากเห็นการใช้อำนาจของกฎหมายเป็นไปตามความสะใจของสังคม แต่ต้องอยู่บนหลักฐานการกระทำความผิดจริง กระทำผิดซ้ำเกิดความเสียหายรุนแรงก็สมควร” นายกรวีรระบุ
สั่งสอบไอ้ธงรับยาจาก ตร.
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการกล่าวอ้างว่า นายฑนา หรือป๋อง ผู้ต้องหาฆ่าสองพี่น้องชาวรัสเซีย รับยาเสพติดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ จว.ชลบุรี โดยผบ.ตร.กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบ และตรงไปตรงมา พร้อมกำชับเด็ดขาดหากผลการตรวจสอบพบว่ามีข้าราชการตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือรับผลประโยชน์จริง จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดทั้งทางวินัยและทางอาญาโดยไม่มีการละเว้น เพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของข้าราชการตำรวจโดยรวม
ที่ สภ.นาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ต.อ.ภาสกร ไพจิตต์ ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี นำทีมสอบปากคำนายชัชนันท์ หรือฟลุก อายุ 24 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมอำพรางศพ 3 พ่อแม่ลูก หลังศาลจังหวัดพัทยาอนุญาตให้เบิกตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากยังมีหลายประเด็นที่ต้องขยายผล รวมถึงกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้ต้องหาอาจเกี่ยวข้องกับคดีลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่น
โดยตลอดการสอบปากคำ นายชัชนันท์ยังคงยืนยันว่า มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงคดีฆาตกรรม 3 พ่อแม่ลูกเท่านั้น และปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอื่น พร้อมระบุว่าตนเองมีศักดิ์เป็นพี่เขยของนายบอล และถูกหลอกให้เข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ โดยระหว่างการสอบสวนมีอาการเครียดและร้องไห้ตลอดเวลา
รายงานระบุว่า ตำรวจเลือกสอบปากคำนายชัชนันท์ เพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าเป็นผู้ต้องหาที่มีลักษณะหัวอ่อนที่สุด และอาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี อีกทั้งยังเป็นผู้ต้องหาเพียงคนเดียวที่สามารถขับรถยนต์เกียร์ธรรมดาได้ ซึ่งจากแนวทางสืบสวนพบว่า เป็นผู้ขับรถกระบะของครอบครัวผู้เสียชีวิตเข้าไปยังสวนมะพร้าว ก่อนเกิดเหตุฆาตกรรมและฝังอำพรางศพทั้ง 3 ราย
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังตรวจสอบประเด็นข่าวลือที่ว่านายป๋อง หัวหน้าแก๊ง อาจเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันกับเหยื่ออีกรายในพื้นที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จากการสอบสวนครั้งนี้ยังไม่พบข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงข้อสงสัยดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ระหว่างควบคุมตัวมีผู้สังเกตเห็นรอยสักบริเวณหลังคอของนายชัชนันท์ เป็นข้อความว่า “มารผู้มีฤทธิ์ คือความคิดของเรา” ซึ่งเป็นเพียงลักษณะรอยสักของผู้ต้องหา
ภายหลังเสร็จสิ้นการสอบสวน ตำรวจเตรียมส่งตัวนายชัชนันท์กลับศาลจังหวัดพัทยา ก่อนนำตัวส่งเรือนจำพิเศษพัทยาเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตัดตอนโกงท้องถิ่น ‘อนุทิน’ยันทำเต็มที่จบแล้ว ‘ส้ม’แบะท่าคุย‘แดง-เขียว’
“อนุทิน” ไม่หวั่นถูกซักฟอกหลายปมร้อน ลั่นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องแจงปม สว.
โจรใต้ป่วนยะลา-ปัตตานี
โจรใต้ป่วนอีก! ใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มด้านหลัง สภ.ลำใหม่ ยะลา ตรงข้ามกับโรงเรียนบ้านพร่อน สั่งอพยพนักเรียนกลับบ้านทันทีเพื่อความปลอดภัย
กต.กระทุ้งUN นายกฯโต้เขมร ไม่ให้ใครบังคับ
นายกฯ ชี้ปมเขมรลากเอ็มโอยู 43 อ้างยูเอ็นเจรจาไทย ลั่นไทยมีหลักการไม่ให้ใครบังคับได้ กต.ส่ง จ.ม.ถึง “เจนีวา” แจงรายงาน “ทอม แอนดรูว์ส” กระทบ "ความเป็นกลาง-เที่ยงธรรม" คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ “สีหศักดิ์” ซัด “กัมพูชา” ใช้ปมพาดพิงไทยโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง
ลุ้นต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส
"อนุทิน" รับหลังลงสำรวจพื้นที่ประชาชนอยากต่ออายุ "ไทยช่วยไทย พลัส"
ตำรวจสังเวยไฟใต้2นาย ผู้ว่าฯนราปิดเมืองไล่ล่า!
นราธิวาสเดือดอีก! โจรใต้กบดานหลังสวนปาล์ม ชุดสืบตากใบนราฯ
‘กต.-ทร.’จัดหนัก รายงานUNเอียง เลือกฟัง‘กัมพูชา’
“กต.-ทร.” ประสานเสียง ซัดรายงานผู้แทนยูเอ็นฟังความข้างเดียว ทำให้ไม่เป็นกลาง-ขาดความน่าเชื่อถือ โต้ยิบทั้งเรื่องผู้พลัดถิ่น-แรงงาน

