"อนุทิน" รับหลังลงสำรวจพื้นที่ประชาชนอยากต่ออายุ "ไทยช่วยไทย พลัส" พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์ แต่ต้องเหมาะกับสถานการณ์ ยันรัฐบาลมีเวลาอีก 3 ปีพิสูจน์ผลงาน โฆษกรัฐบาลระบุ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ยื่นทบทวนสิทธิแล้วกว่า 4 ล้านราย รัฐเร่งช่วยยืนยันตัวตน-ทบทวนสิทธิ ไม่ปล่อยคนยากไร้เสียโอกาส แจงข้อสงสัยพันธบัตรรัฐบาลออมพลัสรอบใหม่ไม่ต้องรีบกด ยันระบบ Small Lot First จัดสรรเท่าเทียมทุกราย
ที่กระทรวงมหาดไทย วันที่ 3 สิงหาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่สำรวจตลาดศรีย่านเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อไป ว่า หากเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลก็พร้อมพิจารณา แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น
“รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม และเป็นรัฐบาลที่ทำให้ประชาชนอยู่บนขาของตนเองได้ แต่หากจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เครื่องติด ก็จะกระตุ้นเป็นช่วงๆ ไป" นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่า การลงพื้นที่เดินตลาดครั้งนี้พบปัญหาอะไรหรือไม่ นายกฯ ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “แล้วดีไหม ได้ใช้ใช่ไหม ชอบไหม ถ้าชอบก็พูดดังๆ” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะตอบว่า “ดี”
เมื่อถามถึงกรณีผลสำรวจนิด้าโพลระบุว่า แม้ประชาชนมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ แต่บางส่วนยังลังเลที่จะสนับสนุนรัฐบาลนี้ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะรัฐบาลยังมีเวลาอีก 3 ปี ให้ประชาชนพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจริงใจและตั้งใจทำงานหรือไม่ รัฐบาลไม่สามารถตัดสินผลงานของตัวเองได้ แต่จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ว่าจะเลือกกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกหรือไม่ และจะได้รับประโยชน์จากรัฐบาลชุดนี้มากน้อยเพียงใด
“ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งรัฐบาลพร้อมยอมรับผลการตัดสินใจในทุกกรณี” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามอีกว่า จะมีโอกาสขยายโครงการหรือปรับเพิ่มวงเงินในระยะต่อไปหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ขอให้ไปสอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนผู้ยากไร้ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างทั่วถึง เป็นธรรม จึงได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งอำนวยความสะดวกทั้งการยืนยันตัวตน การยื่นทบทวนสิทธิ และการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อให้ประชาชนดำเนินการได้ทันตามกำหนด
ผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติทั้งสิ้น 9.5 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรรายเดิม 6.3 ล้านคน ซึ่งไม่ต้องยืนยันตัวตนเพิ่มเติม และผู้ถือบัตรรายใหม่ 3.1 ล้านคน ที่ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ซึ่งข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 2 สิงหาคม 2569 มีผู้ถือบัตรรายใหม่ยืนยันตัวตนแล้วกว่า 2.1 ล้านคน (69%) คงเหลืออีกประมาณ 9.8 แสนคน (31%) ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งติดตาม ประชาสัมพันธ์ และอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อ เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิ
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ รัฐบาลได้เปิดให้ยื่นขอทบทวนสิทธิ โดยขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องแล้วกว่า 4.1 ล้านคน (44%) ขณะที่ยังมีผู้มีสิทธิ์ยื่นทบทวนได้อีกประมาณ 5.2 ล้านคน (56%) จึงขอเชิญชวนให้เร่งดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 รัฐบาลได้เตรียมช่องทางให้บริการไว้อย่างครอบคลุม ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เว็บไซต์โครงการธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง และ ศูนย์ One Stop Service (OSS) ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางที่ไม่สะดวกใช้บริการออนไลน์
ศูนย์ OSS โดยกรมการปกครอง จะรับคำร้องขอทบทวนสิทธิและนำส่งหน่วยงานตรวจสอบสิทธิที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหรือจังหวัด เช่น สำนักงานสรรพากรอำเภอ, สำนักงานที่ดินอำเภอ, สำนักงานขนส่งจังหวัด, สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เป็นต้น รวมทั้งให้ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมขับเคลื่อนเชิงรุกในทุกหมู่บ้านและชุมชน
“รัฐบาลตั้งใจไม่ให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการต้องเสียสิทธิเพียงเพราะไม่สะดวกหรือไม่ทราบขั้นตอน จึงได้เตรียมทั้งเจ้าหน้าที่ ระบบ และช่องทางบริการไว้อย่างเพียงพอ ขอให้ผู้ถือบัตรรายใหม่ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนกว่า 9.8 แสนคน และผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นทบทวนสิทธิอีกกว่า 5.2 ล้านคนเร่งดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิสวัสดิการที่พึงได้รับอย่างครบถ้วน” นางสาวรัชดากล่าว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ที่จะเปิดจำหน่ายในวันที่ 3-5 สิงหาคม โดยบางส่วนกังวลว่าจะต้องแข่งขันกันกดจองอย่างรวดเร็วจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร หรืออาจมีการแอบล็อกให้ผู้ซื้อรายใหญ่หรือไม่ว่า การจำหน่ายรอบวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้ จะเป็นระบบ “Small Lot First” ซึ่งต่างจากรอบที่แล้วที่เป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ในรอบนี้ระบบออกแบบมาเพื่อการจัดสรรแก่ผู้ลงทุนรายย่อยทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ใครมือไวกว่าจะได้เปรียบ
โฆษกประจำสำนักฯ อธิบายกลไกการทำงานของระบบ “Small Lot First” ว่า ระบบจะรวบรวมยอดจองซื้อของทุกคนตลอดทั้งช่วงเวลาที่เปิดขายไว้ก่อน จากนั้นจึงทยอยจัดสรรให้ทีละรอบ รอบละ 1,000 บาทต่อคน วนไปเรื่อยๆ จนกว่าวงเงินจะหมดหรือครบตามจำนวนที่แต่ละคนต้องการ
“พูดง่ายๆ คือต่อให้กดจองเป็นคนแรกในวินาทีแรก หรือกดจองเป็นคนสุดท้ายก่อนปิดรอบ ทุกคนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรแบบเดียวกัน ระบบจะให้สิทธิรายย่อยก่อนรายใหญ่ และแบ่งเป็นรอบเล็กๆ เพื่อให้มั่นใจว่าคนจำนวนมากที่สุดจะได้รับส่วนแบ่ง แทนที่จะให้คนที่จองเงินก้อนใหญ่ได้ไปจนหมดตั้งแต่ช่วงต้น”
ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและเงินทุนมักได้เปรียบนักลงทุนรายย่อยในการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ โดยหลักการ Small Lot First จะพลิกกลับมาให้ความสำคัญกับรายย่อยเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะกดจองเวลาใดในช่วงที่เปิดขายก็ตาม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘หนู’ลุยเวทีUN ประจานเขมร จัดงบซื้ออาวุธ
“สีหศักดิ์” เผยไทยเตรียมแสดงบทบาทในเวที UNGA 81 ดันประเด็นสันติภาพ-สิทธิมนุษยชน พร้อมฟาดเขมรใช้ภาพชุด
ศาลชี้ชะตาปูชดใช้หมื่นล. มท.เร่งบรรจุขรก.19ต.ค.
ศาล ปค.สูงสุดนัดอ่านคำสั่งคดี “ยิ่งลักษณ์” ร้องพิจารณาใหม่ ปมชดใช้ความเสียหายจำนำข้าวหมื่นล้าน
ไฟเขียวไทยพลัส2เดือน เติมบัตรคนจน700บาท
ครม.ไฟเขียว 4.3 หมื่นล้าน ต่ออายุ "ไทยช่วยไทยพลัส" 1 พันบาท ใช้ 2 เดือน เปิดยืนยันสิทธิ 1-15 ต.ค.
‘ส้ม’ตะเพิด‘เขียว’ เคลียร์ทางซักฟอกน้ำเงิน/อนุทินเย้ยปชน.‘รอบุญถึงก่อน’
“พริษฐ์” ขับ “กล้าธรรม” พ้นวิปฝ่ายค้าน ผวาเป็นหอกข้างแคร่ศึกอภิปราย
เด้งอธิบดีDSI‘ปิยะ’เสียบแทน
ตามคาด! ครม.ไฟเขียว “ปิยะ” นั่งอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ ขยับ "ยุทธนา” เข้าสำนักนายกฯ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ซี 11 “
เล็งลดภาษีน้ำมันเกษตร ปชน.ขยี้‘ไทยพลัส’เหลว
"เอกนิติ" แย้มแผนคุมราคาน้ำมัน ปลดล็อกเฉพาะกลุ่มหากใช้ช่องลดภาษีสรรพสามิต E20-B20 ช่วยเกษตรกรอันดับแรก

