องค์กรวิชาชีพสื่อออกแถลงการณ์ 5 ข้อในวันเสรีภาพสื่อโลก วงเสวนา “ทางรอดสื่อไทยยุคแพลตฟอร์มครองโลก” ผอ.ไทยพีบีเอสฉะแพลตฟอร์มแย่งงานบรรณาธิการ ควบคุมเนื้อหา-รายได้ ซัดอัลกอริทึมดันคลิกเบตคอนเทนต์ขยะ หวังรัฐบาลออกกฎหมายคุมแพลตฟอร์ม สส.ส้มชี้ไทยขาดดุลด้านดิจิทัล 2 แสนล้านบาท
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 พ.ค. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ร่วมจัดงานวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พ.ค. ประจำปี 2569 ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น
ทั้งนี้ นายชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม อุปนายกสมาคมฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และเลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อ่านแถลงการณ์เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก โดยเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและทุกภาคส่วน ประกอบด้วย 1.รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างอิสระ 2.รัฐบาลควรเร่งผลักดันกฎหมายหรือมาตรการที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตข่าวสารกับแพลตฟอร์มดิจิทัล 3.รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีกฎหมายที่ป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือคุกคามผู้ทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ 4.สื่อมวลชนต้องธำรงมาตรฐานวิชาชีพ ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง และ 5.ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนสื่อที่มีคุณภาพและยึดมั่นในจริยธรรม พร้อมทั้งตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อ เพื่อร่วมกันลดปัญหาข่าวปลอมและเนื้อหาที่สร้างความแตกแยกในสังคม
“เสรีภาพสื่อ คือเสรีภาพประชาชน สื่อต้องยืนหยัดบนจริยธรรม นำเสนอด้วยความถูกต้อง และรับผิดชอบต่อสังคม” นายชัยฤทธิ์ระบุ
ต่อมามีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ทางรอดของสื่อไทยในยุคที่แพลตฟอร์มครองโลก” โดยวิทยากรประกอบด้วย นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส), รศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
รศ.ดร.พิจิตรากล่าวว่า จากการวิจัยแนวโน้มสำนักข่าวพึ่งพาแพลตฟอร์ม พบว่าสื่อทั่วโลกก็ลำบาก ต้องต่อสู้ทั้งรูปแบบการทำงานที่มีความเสี่ยง ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันคนดูย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์และออนดีมานด์หมดแล้ว แพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีอำนาจต่อรองสูง เพราะเป็นคนกำหนดอัลกอริทึม กำหนดการมองเห็น จึงพบสำนักข่าวไทยพึ่งพาแพลตฟอร์มสูง ทั้งการสร้างรายได้และผลิตเนื้อหา แต่ไม่ได้อู้ฟู่ เพราะการแข่งขันสูงจากการที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ สำนักข่าวเกิดเยอะ มีอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์จำนวนมาก ทำให้สื่อต้องหันมาสื่อสาร พาดหัวเรียกดรามา คลิกเบต
รศ.ดร.พิจิตรากล่าวต่อว่า เกิดคำถามว่าอัลกอริทึมมีผลต่อการทำข่าวที่ไม่มีคุณภาพ เกิดการลดความศักดิ์สิทธิ์ของข่าวลงจากการเปลี่ยนรูปแบบการตลาด นำโฆษณาไปปนอยู่ในเนื้อหาข่าว ที่น่ากังวลคือ การไปหารายได้จากฟากการเมือง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สำนักข่าวที่มีคุณภาพยังอยู่ได้ในโลกออนไลน์ คือ 1.สำนักข่าวปันส่วนจากแพลตฟอร์ม 2.ทำให้เกิดการมองเห็น 3.พูดคุยแพลตฟอร์ม เพื่อบรรเทาความตื่นตระหนก ส่วนเรื่องการกำกับดูแลมี 2 ส่วน คือ กำกับเนื้อหากับตลาด โดยการกำกับตลาดต้องสร้างบรรยากาศการลงทุน ให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน
นายอดิศักดิ์กล่าวว่า วันนี้แพลตฟอร์มเหมือนเป็นคนคัดเลือกข่าว จากเดิมที่กองบรรณาธิการเป็นคนคัด แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือกว่าบรรณาธิการและฝ่ายขายที่เป็นผู้หารายได้ สื่อไทยต้องแข่งกับระบบนิเวศสื่อ แข่งกับแพลตฟอร์มว่าชอบแบบไหน และยังต้องแข่งกับนักข่าวพลเมือง นักข่าวอิสระ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้ นิเวศแบบนี้ไม่เอื้อให้สื่อมืออาชีพอยู่รอดได้ ประเทศเราปล่อยให้แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือ ควบคุมทางเข้าเนื้อหา ใครจะโพสต์ข่าวอะไรเขาเป็นฝ่ายกำหนดและควบคุมรายได้ เขาเอาคอนเทนต์ที่ผู้ผลิตข่าวไปหาประโยชน์หาโฆษณาแล้วแบ่งรายได้กลับมาที่ผู้ผลิตข่าวน้อยมากๆ
“ทุกอย่างกำหนดโดยอัลกอริทึม ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ภาครัฐมักมองว่าเราไม่สามารถกำกับแพลตฟอร์มได้ ทุกวันนี้ยังถกเถียงกันว่าควรกำหนดแพลตฟอร์ม OTT หรือบริการชมสื่อบันเทิงต่างๆ หรือไม่ ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ที่เจ้าของแพลตฟอร์มไม่ใช่ผู้ผลิต ส่วนอีกแบบคือแพลตฟอร์มสตรีมมิงซึ่งผลิตสื่อเอง เช่น เน็ตฟลิกซ์ ที่เข้ามาแย่งฐานคนดูสื่อ” นายอดิศักดิ์กล่าว และว่า อัลกอริทึมสร้างแรงจูงใจในคอนเทนต์เร้าอารมณ์มีคนดูเยอะ ทำให้เกิดคลิกเบต คอนเทนต์แปลกๆ เรียกรายได้ แม้กระทั่งเอาคอนเทนต์จากสื่อหลักไปทำต่อ อันนี้คือคนที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพไม่มีอำนาจต่อรอง และไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งเป็นปัญหา ที่สำคัญแพลตฟอร์มน่าจะได้เม็ดเงินถึง 70% ทั้งที่ไม่ได้ลงทุนผลิตคอนเทนต์ เพียงแค่ลงทุนในเรื่องพื้นที่ มันเป็นสิ่งผิดวิสัย
นายอดิศักดิ์กล่าวว่า รัฐบาลต้องมีกฎหมายขึ้นมากำกับดูแลเรื่องเหล่านี้ เป้าหมายคือผู้ประกอบวิชาชีพข่าวควรได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ข่าวจากแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการใช้อัลกอริทึมมาหาประโยชน์ เราไม่สามารถปล่อยให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำงานอย่างอิสระในการมุ่งหารายได้ของเขาเป็นหลัก จนเกิดคอนเทนต์ไม่มีคุณภาพ เร้าอารมณ์ สร้างความเกลียดชัง รัฐควรเข้ามาดูว่าควรมีกฎหมายใหม่ในการกำกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ รวมทั้งการกำหนดรายได้ต่างๆ ด้วย เพราะเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและครอบงำตลาด
“ทุกวันนี้เหมือนสื่อเสียอธิปไตย เราต้องทวงคืนอธิปไตยด้านข่าวกลับมายังผู้ประกอบวิชาชีพด้านข่าว เพราะการทำข่าวและสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่ต้องไปด้วยกันกับประชาธิปไตย ถ้าสื่อไม่เข้มแข็ง ประชาธิปไตยก็จะไม่เข้มแข็งเช่นกัน เพราะสื่อต้องตรวจสอบฝ่ายการเมืองและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน”
ดร.ธนกรกล่าวว่า ปัจจุบันเนื้อหาบนแพลตฟอร์มได้ส่งผลกระทบรุนแรง ดังนั้นไทยต้องพูด 2 เรื่องคือ 1.หน่วยงานกำกับดูแล และ 2.การส่งเสริมตั้งแต่นโยบายรัฐบาล ยกตัวอย่างที่ยุโรปมีการออกกฎหมายดูแลแพลตฟอร์ม กฎหมายกำกับมาร์เก็ตติ้ง ทำหน้าที่คล้ายกับ กสทช.ของไทย
ด้านนายภาวุธกล่าวถึงการขาดดุลด้านดิจิทัลของไทยว่า เคยคำนวณหรือไม่ว่าเราจ่ายค่าบริการออนไลน์ปีละประมาณกี่บาท ทั้งประเทศเราจ่ายกี่บาท ค่าเฉลี่ยต่อคนกี่บาท องค์กรต่างๆ ต้องจ่ายค่าโฆษณากี่บาท ประมาณการของการจ่ายสื่อโฆษณาออนไลน์ จากสมาคมสื่อโฆษณาแห่งประเทศไทย ยกตัวอย่างเราจ่ายค่าโฆษณา เช่น เมตา 9,000 ล้านบาท โดยมีเงินเข้าไทยเพียง 400 ล้านบาท เป็นต้น การใช้บริการดิจิทัลในไทยโตขึ้นเรื่อยๆ ประมาณการปีหนึ่งๆ ไทยน่าจะจ่ายค่าบริการนี้ 2 แสนล้านบาทต่อปี เป็นตัวเลขที่มากกว่าการส่งออกข้าวไทยปีละกว่า 1 แสนกว่าล้านบาท วันนี้ทุกคนมีส่วนทำให้เกิดการขาดดุล เราขาดดุลมหาศาลมาก
“เตรียมยื่นญัตติต่อสภาเรื่องการขาดดุลดิจิทัล และจะผลักดันให้มีกรรมาธิการวิสามัญ ข้อเสนอคือต้องศึกษาตัวเลขขาดดุลที่แท้จริงเท่าไรกันแน่ รวมทั้งผลักดันเทคโนโลยีขึ้นมาทดแทนแพลตฟอร์มของต่างประเทศ และสนับสนุนให้คนไทยใช้ นอกจากนั้นจะเชิญแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น เฟซบุ๊ก มาพูดคุยที่สภา ว่าเป็นไปได้หรือไม่ในเรื่องรายได้ที่ออกไปเมืองนอกควรกลับมาอยู่ที่ไทย และควรมาตั้งบริษัทที่ไทยด้วย รวมทั้งจะผลักดันการแก้กฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสื่อดิจิทัล” นายภาวุธกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แจงปล่อยร่างแก้รธน.ร่วง
ศาล รธน.ยังรอเอกสารและความเห็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
จับตาอนุทินพบฮุนมาเนต เขมรโทษไทยเปลี่ยนผู้นำถี่
"อนุทิน" บินฟิลิปปินส์ ชูบทบาทไทยในเวทีอาเซียน เมิน "ฮุน มาเนต"
ลุยศึกษาแลนด์บริดจ์ทุกมิติ
“เอกนิติ” เดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์" นำผลศึกษาเดิมมาอัปเดตใหม่
ทูลเกล้าฯพรก.กู้เงิน หนูยันคุ้มค่าไม่เกี้ยเซียะ มูดี้ส์ยกประเทศน่าลงทุน
“นายกฯ” ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลั่นเงินทุกสตางค์ถึงมือประชาชนอย่างโปร่งใส ไม่มีเกี้ยเซียะ
ครม.ไฟเขียว เลิก‘MOU44’ เขมรฟ้องโลก
ครม.เห็นชอบยกเลิก MOU 44 นายกฯ แจงไม่เกี่ยวขัดแย้งสองประเทศ
สก.แดง-ส้มแห่เปิดตัวฟ้า พรบ.อากาศสะอาดไปต่อ
ไม่พลิก! “ปชน.” เปิดตัว “ดร.โจ” ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมผู้สมัคร สก. 50 เขต โชว์ 4 ฉากทัศน์กรุงเทพง่ายๆ

