เร่งกู้ชงสภา14พ.ค. 4แสนล.สู้วิกฤตปากท้อง ‘ปชป.’ขวาง!ส่งศาลรธน.

“อนุทิน” นำ ครม.แถลงเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวังหยุดความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย แบ่งเงินเป็น 2 ส่วน “บรรเทาค่าครองชีพ-เปลี่ยนผ่านพลังงาน”  “เอกนิติ” ลั่นจำเป็นเร่งด่วน เงินที่มีอยู่ไม่พอ ชี้จะรอเกิดวิกฤตก่อนไม่ได้ ชงสภาเห็นชอบ 14 พ.ค. ส่วนคนละครึ่งพลัสเข้า ครม. 19 พ.ค.นี้ ย้ำ 1 มิ.ย.ได้ใช้แน่ “พริษฐ์” ข้องใจกู้มาเหวี่ยงแหแจก ซัดตีเช็คเปล่าเปลี่ยนวิกฤตพลังงาน “ปชป.” ลงมติชงศาลรัฐธรรมนูญตีความขัดกฎหมาย “กรณ์” ยกอดีตเทียบพร้อมแจงช่องทางหาเงิน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมแถลงข่าวรายละเอียดร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ..... วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่เป็นปกติ และไม่ใช่สถานการณ์ที่เราจะรอได้ ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลคือหยุดความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจหดตัวในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที

นายกฯ กล่าวต่อว่า พวกเราจึงจำเป็นและเห็นด้วยที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออก พ.ร.ก.ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดย พ.ร.ก.ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนอยู่ 2 ประการ คือ 1.เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบางและตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ โดยจะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ประชาชนผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยไม่ถูกผลกระทบซํ้าจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

นายกฯ กล่าวต่อว่า 2.มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิง การใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคงและแข่งขันได้ ไม่ต้องเผชิญความผันผวนแบบนี้ และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม โดยมีทิศทางควบคู่กัน คือ ช่วยเหลือและบรรเทาการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกรรมผ่านการจัดหาปุ๋ย รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรคนโดยการอัปสกิล รีสกิล ของเราให้มีศักยภาพในการแข่งขันของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

 “แนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกมันหายไป แต่จะทำให้มีกลไกที่จะรับมือกับปัญหาและเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยให้สามารถฝ่าวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็ง มีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายกฯ กล่าว

ไม่ตอบลดวงเงินกู้

เมื่อถามว่า มีลดวงเงินจาก 5 แสนล้านบาทเหลือ 4 แสนล้านบาท นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยชี้บอกสื่อมวลชนว่า ให้รอฟังจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง

ด้านนายเอกนิติแถลงเรื่องดังกล่าวว่า ครั้งนี้คือวิกฤตโลก เป็นวิกฤตที่กระทบปากท้องประชาชน ซึ่งวิกฤตนี้จะต่างกับอดีตที่มารวดเร็วทีเดียวจบ  โดยระลอกแรกคือวิกฤตสงครามและโลก วิกฤตที่สองคือวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และรอบที่สามคือวิกฤตต้นทุน วิกฤตที่สี่คือวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ วิกฤตรอบที่ห้าคือกำลังซื้อจะหมด ถ้าปล่อยไปจะยิ่งแก้ยาก นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่เราต้องแก้ไขปัญหาวิกฤตปากท้อง

เมื่อถามว่า กรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงินที่เกี่ยวกับวางโครงสร้างพลังงาน มีบางฝ่ายมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้เราไปดูเม็ดเงินทุกอย่างว่าวิกฤตครั้งนี้รุนแรงชัดเจน เราจะรอหรือ เพราะงบประมาณปี 2569 ปัจจุบันมีไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ งบกลางก็เหลือ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรอไปถึงเดือน ต.ค. ซึ่งไม่ทัน ดังนั้นการออก พ.ร.ก.น่าจะเพียงพอ โดยเฉพาะ 2 แสนล้านบาทที่มาช่วยกลุ่มเปราะบาง และการเปลี่ยนผ่านพลังงานยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย และลดการพึ่งพาพลังงานของประเทศ

รมว.การคลังกล่าวถึงขั้นตอนหลังจากนี้ว่า ครม.อนุมัติ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท และรอลงราชกิจจานุเบกษา และจะเข้าสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พ.ค. และวันที่ 18 พ.ค. จะเสนอให้ประชุมวุฒิสภาเป็นขั้นตอนต่อไป โดยกฎหมายดังกล่าวจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน หน่วยงานต่างๆ  ต้องเสนอโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ โดย พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่เปิดกว้างเหมือน พ.ร.ก.ฉบับอื่น มี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และคณะกรรมการกลั่นกรองจะดูแต่เรื่องโครงการก่อนนำเสนอ ครม.เห็นชอบต่อไป

กู้ภายในประเทศ

 “พ.ร.ก.นี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ดังนั้นหน่วยงานที่รับเงินกู้ก็เสนอโครงการมาได้ เราตั้งใจพิจารณาให้เสร็จ 30 ก.ย.นี้ และตัวเงินกู้สามารถเบิกจ่ายได้ถึง 30 ก.ย.2570 โดยการกู้เงินครั้งนี้จะกู้ในประเทศทั้งหมด ดังนั้นไม่มีความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน และวันนี้สภาพคล่องส่วนเกินสูงมาก มีเกิน 1 ล้านล้านบาท ฉะนั้น 4 แสนล้านสบายมาก และดอกเบี้ยในประเทศต่ำมาก ดังนั้นต้นทุนการกู้ในประเทศต่ำมาก โดยจะกู้เงินตามระยะเวลา ไม่ใช่เป็นการกู้มากองทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนที่กองไว้” นายเอกนิติกล่าว

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านวิจารณ์เรื่องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายเอกนิติกล่าวว่า  ขอบคุณทุกความเห็น จะเห็นว่าตอนแรกมีข่าวจะกู้ 5 แสนล้านบาท เราก็เอามาทบทวน และตัดสินใจนำเสนอ ครม. จำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อไม่ให้เกินกรอบวินัยการคลังที่เราตั้งไว้ ซึ่งได้อธิบายอธิบายกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งเขาไม่ได้ติดขัดเรื่องเงินกู้ แต่สนใจว่ากู้ไปทำอะไร

เมื่อถามว่า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าควรจะออก พ.ร.บ.ไม่จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก. นายเอกนิติกล่าวว่า  เราเอามาช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน การที่เขาเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดทำให้ต้นทุนถูกลง และช่วยประเทศ เรารอไม่ได้ว่าวิกฤตนี้จะจบเมื่อไหร่

นายเอกนิติให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า เงินกู้ 4 แสนล้านคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มได้ 0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปี 2570 จะอยู่ที่ระดับ 1.5% แต่เป้าหมายหลักของการกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการช่วยเหลือ เยียวยา และบรรเทาภาระของประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากวิกฤตพลังงานที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยหัวสำคัญของการกู้เงินในครั้งนี้มี 3 เรื่องคือ 1.วัตถุประสงค์ เพื่อเอามาช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท และอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม

2.ความจำเป็น เนื่องจากครั้งนี้เป็นวิกฤตที่ได้รับผลกระทบทั้งโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย และยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ ขณะนี้จึงอยู่บนความไม่แน่นอนสูง ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับต้นๆ ของโลก อยู่ที่ราว 6-7% ของจีดีพี จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของประชาชนต่อไป และ 3.ความคุ้มค่า โดยการกู้เงินของรัฐบาลในครั้งนี้จะดำเนินการกู้เงินจากภายในประเทศ เนื่องจากต้นทุนต่ำ

นายเอกนิติกล่าวว่า การกู้เงินครั้งนี้ยังไม่ต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของจีดีพี เนื่องจากการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท และการกู้เงินตามแผนในปีงบประมาณ 2570 แล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยจะขยับขึ้นไปสูงสุดที่ 69% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2571 และหลังจากนั้นหนี้สาธารณะจะค่อยๆ ปรับลดลงมา

คนละครึ่งเข้า 19 พ.ค.

นายเอกนิติยังกล่าวว่า คาดว่าในการประชุม ครม. วันที่ 19 พ.ค.นี้ จะเสนอให้มีการพิจารณาโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ โดยแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย เงินกู้, งบกลางบางส่วน และเม็ดเงินจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน จึงขอยืนยันว่าประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง โดยในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ จะสามารถใช้สิทธิ์ได้ตามที่นายกฯ ประกาศไว้อย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า ความชัดเจนสิทธิของประชาชนในโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะมีจำนวนเท่าใดนั้น  นายเอกนิติกล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ภาพรวมผู้ได้สิทธิปกติและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจากการดูงบประมาณในเบื้องต้น คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านสิทธิ แต่ต้องดูงบประมาณก่อน ซึ่ง 30 ล้านสิทธิก็น่าจะเพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาสามารถทำได้สูงสุด 28 ล้านสิทธิ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่จะได้ใช้สิทธิ จะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปีหรือไม่ ขอพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก่อน

ถามว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนกลุ่มผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ได้เมื่อใดนั้น  นายเอกนิติกล่าวว่า คิดว่าจะทำพร้อมกันในช่วงปลายเดือน พ.ค.

ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สัปดาห์หน้าคาดว่าส่วนราชการน่าจะเริ่มมีการทยอยส่งคำขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเข้ามาให้พิจารณา หลังจากนั้นจะสามารถส่งเรื่องให้ ครม.พิจารณาได้อย่างเร็วตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. หรืออย่างช้า 26 พ.ค.2569 เป็นต้นไป ซึ่งการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่เพดานหนี้สาธารณะจะไม่เกิน 70% ของจีดีพี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2573 อย่างแน่นอน และจากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ต้องมีการขยายแผนการคลังระยะปานกลาง แต่หากระหว่างทางมีเหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็พร้อมที่จะมีการทบทวนแผนได้

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า หลังจากเสนอแผนการก่อหนี้ใหม่ให้ ครม.พิจารณาแล้ว และร่าง พ.ร.ก.กู้เงินผ่านความเห็นชอบจากสภาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ครม.จะเริ่มมีการพิจารณาอนุมัติโครงการตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ  พิจารณาไว้ และคาดว่าจะสามารถเริ่มกู้เงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป โดยจะเป็นการกู้เงินในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะทยอยกู้ตามความจำเป็นใช้จริง และเป็นการกู้ระยะสั้น

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า นายกฯ มีข้อสั่งการในที่ประชุม ครม.ถึงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานที่ต้องพึ่งพาจากการนำเข้ามาใช้พลังงานสะอาด เช่นโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น โดยได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดให้มีศูนย์ให้คำปรึกษาแบบเบ็ดเสร็จ หรือวันสต็อปเซอร์วิส เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลถูกต้องครบถ้วน และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ทั้งเรื่องความเหมาะสมในการติดตั้ง ความคุ้มค่า ขั้นตอนต่างๆ และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันธนาคารของรัฐมีมาตรการที่ชักจูงให้ประชาชนได้ติดโซลาร์รูฟท็อปทั้งของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน

ส้มชี้เหวี่ยงแห

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึง พ.ร.ก.กู้เงิน  4 แสนล้านบาทว่า พรรคมีความกังวลใจ เพราะครึ่งหนึ่งเป็นการเยียวยาแบบหว่านแห สุ่มเสี่ยงตกหล่น โดยเรื่องของการเยียวยาเราเห็นตรงกันว่า ด้วยวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเรากังวลในรายละเอียด แม้ว่านายเอกนิติจะพูดมาโดยตลอดว่าต้องการเยียวยาแบบพุ่งเป้า แต่โครงการที่เห็น โดยเฉพาะไทยช่วยไทยพลัส  ที่ต่อยอดมาจากคนละครึ่ง เป็นโครงการในลักษณะหว่านแห ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และหากขั้นตอนในการลงทะเบียนเป็นใครลงก่อนได้ก่อน ก็เป็นการสุ่มเสี่ยงว่าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประชาชนที่เดือดร้อนที่สุด และแม้จะมีโครงการดังกล่าว แต่ก็เห็นว่าอาจจะมีบางกลุ่มที่ตกหล่นจากมาตรการต่างๆ อยู่ เช่น ภาคขนส่งและภาคประมง ซึ่งทั้งสองภาคจะเข้าพบทีม ครม.เงาในวันที่ 6 พ.ค. เพื่อสะท้อนถึงประสิทธิภาพมาตรการของรัฐบาล

 “ถ้ารัฐบาลเดินหน้าด้วยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในลักษณะที่ประชาชนต้องออกส่วนหนึ่ง 40% ซึ่งอาจจะไม่ได้เหมาะสมกับเป้าหมายหลักที่ต้องการเยียวยาและลดค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งโครงการที่มีลักษณะให้ประชาชนช่วยออก ที่ผ่านมามักจะใช้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายมากกว่า แต่ปัญหาที่เราเผชิญอยู่เป็นปัญหาเรื่องต้นทุนและค่าครองชีพ จึงคิดว่าการออกโครงการในรูปแบบนี้อาจจะไม่เหมาะสมที่สุด”

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง 2 แสนล้านบาท เป็นโครงการตีเช็คเปล่าที่พยายามจะหลีกหนีการตรวจสอบของสภา ก็ตั้งคำถามว่าเหตุใดก้อนนี้ถึงไปรวมอยู่ใน พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะตามรัฐธรรมนูญ ถ้าจะออกเป็น พ.ร.ก. ต้องเป็นเรื่องที่เร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านวิกฤตพลังงานน่าจะจัดเป็น พ.ร.บ.เพื่อเสนอเข้าสภาจะเหมาะสมกว่า ซึ่งการออกเป็น พ.ร.บ.ไม่ได้ทำให้ล่าช้าจนเกินไป ทำให้สภาได้ตรวจสอบรายละเอียดของโครงการได้ จึงกังวลใจว่าเป็นการฉวยโอกาสเอาก้อนที่สองนี้ไปรวมใน พ.ร.ก.เงินกู้ เป็นการตีเช็คเปล่า หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภาหรือไม่

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องของกลไก แต่ในเชิงหลักการมองว่าก้อนที่สองเป็นก้อนที่มีความสุ่มเสี่ยง จะไม่เข้านิยามคำว่าเร่งด่วนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและมองว่าขั้นตอนที่เหมาะสมกว่าคือการเอาก้อนนี้มาเสนอเป็น พ.ร.บ.เพื่อให้สภาได้ทำหน้าที่ตรวจสอบได้

ปชป.รอชงศาลตีความ

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรคถึงเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า พรรค ปชป.ได้หารือกันภายในในเรื่องนี้ และเรามีมติเห็นตรงกันว่า การออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ไม่น่าจะชอบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และพรรคมีมติว่าจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาความเหมาะสม ความถูกต้อง การใช้อำนาจโดยรัฐบาล ในการที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้

นายกรณ์กล่าวต่อว่า ถ้าย้อนกลับไปดูในอดีตการออก พ.ร.ก.ล้วนเป็นวิกฤตระดับมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีความมั่นคงต่อประเทศชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปี 2541 ตอนที่มีการออก พ.ร.ก.สืบเนื่องมาจากประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจในวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือปี 2552 ที่ออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อที่จะมาแก้ปัญหาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือปี 2565 ที่มีออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อที่จะมาแก้ปัญหาวิกฤตโควิด ในแต่ละครั้ง มีสภาวะวิกฤตที่มีผลทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีติดลบทุกครั้ง ในแต่ละครั้งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่มีเงินจากช่องทางอื่นที่รัฐบาลสามารถที่จะใช้ได้ นอกจากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน

 “สถานะปัจจุบันพี่น้องประชาชนเดือดร้อนก็จริง ประเด็นปัญหาเรื่องของน้ำมันแพง มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ไม่มีใครเถียง ไม่มีใครปฏิเสธ แต่รัฐบาลมีทางเลือกอื่น และวิกฤตที่เกิดขึ้นในแง่ของประเด็นปัญหาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนนั้น ถามว่ามีผลในระดับมหภาคต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นก็ยังไม่ชัดเจน เศรษฐกิจปีที่แล้วโต 2.6% เศรษฐกิจปีนี้ก็คาดจะโตอยู่ที่ประมาณ 1.5% ยังไม่ติดลบ ทั้งนี้ทั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์อยากเสนอกลับไปกับรัฐบาลว่า แทนที่จะออก พ.ร.ก.ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลควรเร่งออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ อย่างที่รัฐบาลได้พูดไว้หลายอาทิตย์หลายเดือนแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการ”

นายกรณ์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือให้รัฐบาลสามารถกู้เพิ่มเติมได้ โดยการออก พ.ร.บ.งบกลางปี ซึ่งช่องว่างนั้นถึงแม้ไม่มาก แต่ก็เป็นหลักกว่าหมื่นล้านบาท สามารถเอามาบวกกับตัว 5 หมื่นล้านที่โอนมาจากรายการอื่นๆ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในช่วงระหว่างนี้จนถึงวันที่งบประมาณฉบับใหม่ ก็คืองบประมาณฉบับปี 2570 มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 1 ต.ค.ได้ คือไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีทางเลือก ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีแหล่งเงินอื่นที่สามารถที่จะใช้ได้

“พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอแนววิธีการในการที่จะเยียวยาดูแลพี่น้องประชาชนอย่างครบถ้วนทุกคน โดยการเสนอให้กระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงลิตรละ 7 บาท ถ้ารัฐบาลได้ดำเนินการตามนี้ ใช้เงินน้อยกว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมด้วยซ้ำไป ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนไม่เดือดร้อน เทียบเท่ากับที่เดือดร้อนอยู่ ณ ปัจจุบัน” นายกรณ์กล่าว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า พรรคไม่ได้มีเจตนาไปขัดขวางการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของรัฐบาล เพราะในรายละเอียดของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั้นแม้จะพูดถึงการประคับประคองระบบเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนก็ตามที แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ขัดเรื่องของความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอย่างชัดเจน  คือเรื่องของการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนแน่นอน

“การยกร่างหนังสือที่จะยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการแล้ว แต่เนื่องจากการลงลายมือชื่อเพื่อที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญนั้นต้องใช้ถึง 1 ใน 5 ก็คือ 100 คน พรรคเองมี 21 เสียง เราจึงต้องขอเสียงเพิ่มเติมจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม  ซึ่งจะได้มีการประสานงานกันต่อไป”

นายสาทิตย์กล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะเป็นภาระให้กับลูกหลานของเราในอนาคต รัฐบาลต้องทำด้วยความรับผิดชอบ และต้องมีความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้จริงๆ แต่เรื่องนี้สามารถดำเนินการทางอื่นได้แต่ไม่เลือกทำ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดึงปชช.ศึกษา‘แลนด์บริดจ์’

"อนุทิน" เซ็นตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ “เอกนิติ” ประธาน "ปกรณ์" รอง ปธ. มีตัวแทนภาค ปชช. 3 คน ประเมินความเป็นไปได้โครงการ-ผลกระทบทุกมิติ ชงนายกฯ