“นายกฯ” ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลั่นเงินทุกสตางค์ถึงมือประชาชนอย่างโปร่งใส ไม่มีเกี้ยเซียะ ฟุ้งได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มั่นใจช่วย ปชช.มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ปลื้มมูดี้ส์มองไทยประเทศน่าลงทุน “เอกนิติ” ยันรัฐบาลไม่ตีเช็คเปล่า ย้ำเหตุจำเป็นเร่งด่วน “ปลัดคลัง” เผยขั้นตอนต้องนำ พ.ร.ก.กู้เงินเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา แย้มคนละครึ่งพลัสลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ “ปชน.” โวยเงินกู้ไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มตกหล่น มุ่งเทโปะคนละครึ่ง เล็งนัด "ปชป." หารือยื่นศาล รธน.ขวาง
ที่เมืองทองธานี วันที่ 6 พ.ค.2569 เวลา 10.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาคัดค้านและเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาจขัดวินัยการเงินการคลังเนื่องจากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน โดยนายอนุทินยิ้มก่อนกล่าวว่า ต่างคนต่างทำหน้าที่ ตนทำหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทำ
ถามว่า รัฐบาลยินดีให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ได้ชี้แจงเรื่องนี้ไปแล้ว โดยยืนยันว่ามีการตรวจสอบทุกขั้นตอน รวมถึงการตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัลและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
เวลา 18.10 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ได้ลงนามร่าง พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ..... (ร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ) เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ทั้งนี้ เรื่องที่เข้ามาต้องผ่านการกลั่นกรองจากปลัดกระทรวงการคลัง และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน และถือว่าเงินกู้จำนวนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี
“ผมขอเรียนย้ำว่า ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใดๆ เลย ต้องขอให้เชื่อ เป็นสิ่งที่ในชีวิตต้องทำ และมีความยินดีมีความเต็มใจ มีความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำ เพราะฉะนั้น 400,000 ล้านบาทนี้ขอให้คำมั่นสัญญาเลยว่า ผมและคณะรัฐมนตรีทุกท่านเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียวที่จะหลุดไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ต้องไม่มีเกี้ยเซียะ และเพื่อประชาชนเท่านั้น" นายอนุทินกล่าว
ถามว่า สถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติ้งอย่างมูดี้ส์ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินของไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นภาระจริงๆ ของรัฐบาลคือดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเราได้ดอกเบี้ยต่ำมาก เนื่องจากการกู้เงินเที่ยวนี้เรากู้เงินในสกุลเงินบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีเลย เพดานเงินกู้ก็ไม่ต้องขยาย และเป็นการช่วยให้เกิดสภาพคล่อง ทั้งของสถาบันการเงินที่สามารถปล่อยเงินให้รัฐบาลกู้ โดยเงินที่รัฐบาลกู้ไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) แน่นอน และไม่ต้องไปสำรองความเสี่ยงอะไรมากมาย
ลั่นเงินกู้ยกระดับชีวิต ปชช.
“การกู้เรื่องของดอกเบี้ยเมื่อเทียบโอกาสของพี่น้องประชาชนแทบจะเทียบกันไม่ได้เลย ต้องถือว่าเราสามารถทำให้เม็ดเงินลงไปถึงประชาชนโดยตรง ไม่ได้เอามาสร้างโครงการนั้นโครงการนี้ที่อีก 5-7 ปีถึงจะเห็น แต่นี่ลงไปประชาชนสามารถใช้เงินก้อนนี้ได้เลย เป็นการช่วยเหลือให้เขามีต้นทุนในการดำรงชีวิตที่ลดลง แต่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายกฯ กล่าว
นายอนุทินกล่าวว่า การที่บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ออกรายงานระบุประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีภูมิต้านทานหรือกันชนที่เข้มแข็งในการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก เป็นข่าวดีต่อเนื่อง หลังจากที่มูดี้ส์ได้ปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ และน่าลงทุน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยมูดี้ส์ไม่ได้มองแค่ในเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มองทุกมิติทั้งในเรื่องของการอำนวยความสะดวก เรื่องความโปร่งใส เรื่องการทำงานที่รวดเร็ว และเรื่องโครงสร้างของประเทศ
ถามว่า มูดี้ส์ได้ระบุประเทศไทยควรมีการสนับสนุนให้มีการลงทุนเพิ่มเติม นายกฯ กล่าวว่า ในวันนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้มีการอนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้เป็นการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันที่นักลงทุนจากต่างประเทศมั่นใจประเทศไทย โดยมาจากการได้วางรากฐานเรื่องต่างๆ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาคมโลก เพราะถ้าเรื่องพวกนี้ถ้าเขาไม่มั่นใจเขาก็คงไม่มา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายช่วยกัน ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลอย่างเดียว
ซักว่า ประเด็นที่นักลงทุนยังกังวลในเรื่องไฟฟ้าสะอาดและเรื่องของสาธารณูปโภคพื้นฐานบางเรื่อง นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลเห็นว่าการลงทุนที่เข้ามาเพิ่มขึ้น รัฐบาลพร้อมดำเนินการเป็นเฟสๆ ให้มีไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้น ซึ่งเรามีอยู่ในแผนอยู่แล้ว โดยเมื่อเราให้การสนับสนุนการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มากๆ แล้วมีความต้องการไฟฟ้ามากขึ้น แนวโน้มของประเทศต้องมีการลดการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิล ไปสู่ไฟฟ้าสีเขียวที่เป็นไปสะอาดมากขึ้น ซึ่งต้องอยู่ในแผนที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนผ่าน
“แผนนี้อยู่ในกลยุทธ์ 5T ที่นายเอกนิติได้วางนโยบายไว้ ได้แก่ Targeted Transition Transform Transparency และ Together ที่เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว” นายกฯ กล่าว
ขณะที่นายเอกนิติกล่าวถึงการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทว่า ที่ผ่านดูทุกช่องทางแล้ว ทั้งการโยกงบ 69 ที่เบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบ 70 จะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.2569 ซึ่งเหลือระยะเวลาอีก 5 เดือน แต่วิกฤตตอนนี้ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้ทันท่วงที ซึ่งจากการดูภาพรวมแล้วงบไม่เพียงพอ
ฉะนั้นการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวมีความจำเป็นและเร่งด่วน
ถามว่า พรรค ปชป.จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายเอกนิติกล่าวว่า ไม่กังวล เพราะสมัยก่อนการออก พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง (กู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท) ก็ถูกฟ้อง ตนก็ไปช่วยอธิบายที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนตัวเข้าใจบทบาทของนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป.
“ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วนและดูทางเลือกอื่น ไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ” นายเอกนิติกล่าว
ซักว่า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุการออก พ.ร.ก.กู้เงินเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกฯ และ รมว.การคลังกล่าวว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้คือให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้กู้เงิน ส่วนรายละเอียดจะมาทีหลัง และจากสถานการณ์ประเทศขณะนี้กำลังเจอวิกฤตโลกและพลังงานที่จะมาหลายระลอก และหลายประเทศก็มองว่าวิกฤตจะมาหลายระลอกและกลายเป็นวิกฤตระยะยาว ฉะนั้นเราจึงต้องหาวิธีมาป้องกันปัญหาในระยะยาว ต้องเตรียมกระสุนให้พร้อม ด้วยการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อเป็นกระสุนในการบรรเทาผลกระทบประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจนมาก
ทูลเกล้าฯ พรก.กู้เงิน 4 แสนล.
“นี่เป็นวิกฤตปากท้องพร้อมกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ฉะนั้นควรเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ได้เป็นการใช้งบรวดเดียว มีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ทำ หรือตีเช็คเปล่า” รองนายกฯ และ รมว.การคลังระบุ
นายเอกนิติกล่าวว่า เสถียรภาพในประเทศสะท้อนจากอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อล่าสุดที่ขยับขึ้นมาใกล้ระดับ 2.9% นั้น เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตาเพราะเป็นเครื่องสะท้อนได้ว่าวิกฤตระลอกใหม่ในเรื่องต้นทุนกำลังจะเข้ามา ต่อเนื่องจากวิกฤตสงคราม และวิกฤตราคาพลังงาน ดังนั้นในส่วนนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ ครม.เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 เห็นชอบการออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท
“ข้อเท็จจริงรัฐบาลมี 2 ทางเลือกสำหรับวิกฤตในครั้งนี้ คือไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ก็จะไม่โดนด่า แต่ในอีกมิติถ้าไม่ออกมาทำอะไรแล้วประเทศเสียหาย ผมก็รับไม่ได้ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย คือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นเป็นระลอกจากราคาพลังงานและต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเริ่มสะท้อนไปถึงเงินเฟ้อนั้น ส่งผลให้ค่าครองชีพของคนไทยเริ่มปรับตัวขึ้น เงินในกระเป๋า หรือรายได้โตไม่ทันค่าครองชีพที่แพงขึ้น ในระยะต่อไปธุรกิจก็จะกำไรลดลง หรืออาจจะขาดทุน คนตกงาน รัฐบาลคงปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่องปากท้องของประชาชน ลองคิดกลับด้านว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ก็ดีที่เราจะไม่โดนด่า แต่ประเทศจะพัง มันเป็นเรื่องที่รับไม่ได้” รองนายกฯ และ รมว.การคลังระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ ครม.ให้ความเห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.…. วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น ขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และมีกรรมการทั้งจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานเศรษฐกิจและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เป็นความจำเป็นเร่งด่วน และเชื่อว่ารัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย และการใช้เงินเกิดความคุ้มค่า เนื่องจากมีทั้งมาตรการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบเร่งด่วนให้กับประชาชน รวมถึงมาตรการเปลี่ยนผ่านปรับโครงสร้างจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด
“ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้พิจารณาแหล่งเงินต่างๆ แล้ว ทั้งจากการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ซึ่งได้ไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบกลางปีงบประมาณ 2569 เหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท และงบประมาณปี 2570 ยังต้องรออีก 5 เดือนจึงจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งไม่ทันต่อการแก้สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว” นายลวรณกล่าว
ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า การใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ได้ถูกออกแบบมาให้เกิดความคุ้มค่าและโปร่งใสมากที่สุด โดยหลังจากนำ พ.ร.ก.กู้เงินเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะออกประกาศกระทรวง 2 ฉบับ ได้แก่ 1.ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการที่จะมาขอใช้เงินกู้ ซึ่งหน่วยงานด้านเศรษฐกิจจะพิจารณาทุกโครงการอย่างรอบคอบที่สุด นอกจากนี้จะสร้างเว็บไซต์เพื่อนำรายละเอียดของโครงการต่างๆ ที่ได้รับอนุมัติใช้เงินกู้ ให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบดูรายละเอียดได้ทั้งหมด และ 2.ประกาศตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลโครงการที่ใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งประธานและกรรมการส่วนใหญ่เป็นบุคคลจากภายนอก ไม่ใช่บุคลากรของกระทรวงและบุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตรวจสอบและประเมินโครงการเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีข้อครหาว่ากระทรวงการคลังเสนอเอง ตรวจสอบเอง
25 พ.ค.ลงทะเบียนคนละครึ่ง
มีรายงานว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.วันที่ 19 พ.ค.2569 พิจารณาเห็นชอบโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้พิจารณา หลังจากนั้นคาดว่าจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนทั้ง 2 โครงการพร้อมกันได้ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและแอปพลิเคชันทางรัฐ และอาจจะมีช่องทางอื่นๆ ด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อให้สามารถเริ่มใช้เงินได้ตามกำหนดในวันที่ 1 มิ.ย.2569
“โครงการคนละครึ่งพลัส เบื้องต้นจะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยจะให้สิทธิ์รวม 4 เดือน เฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท รวมเป็นวงเงิน 4,000 บาท โดยแบ่งเป็นรัฐบาลจ่ายให้ 60% และผู้ได้รับสิทธิ์ร่วมจ่าย 40% คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์ราว 30 ล้านสิทธิ์” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน โดยจะเป็นการเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ตามเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการกำหนด ส่วนผู้ที่รับสิทธิ์อยู่แล้วจะต้องกดยืนยันสิทธิ์ ซึ่งเบื้องต้นผู้ลงทะเบียนสามารถกรอกชื่อ-นามสกุล และเลขบัตรประชาชน ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และรอการตรวจสอบยืนยันว่าเป็นผู้อยู่ในเงื่อนไขโครงการหรือไม่
ทั้งนี้ ในส่วนของการเยียวยากลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะยึดกลุ่มเดิม 13.4 ล้านสิทธิ์ ซึ่งตอนนี้เหลืออยู่ 13.2 ล้านสิทธิ์ เนื่องจากมีผู้เสียชีวิต โดยจะเพิ่มวงเงินเพื่อซื้ออุปโภคบริโภคจาก 300 บาทต่อเดือน อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลานาน 4 เดือน สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องออกค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน โดยที่รัฐบาลไม่ได้จ่ายสมทบ 60:40 เหมือนโครงการคนละครึ่งพลัส
“การลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่จะได้ผลสรุปภายในเวลา 2 เดือน ซึ่งผู้ได้รับสิทธิ์เดิมจะได้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือนแรกก่อน และหากผู้ได้รับสิทธิ์เดิมหลุดออกจากสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบให้ผู้ที่หลุดจากสิทธิ์ดังกล่าว สามารถรับสิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งพลัส ช่วง 2 เดือนหลังได้ ซึ่งอาจจะต้องมีการเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเพิ่มเติมให้สำหรับคนกลุ่มนี้” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุ
ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาของพรรค ปชน.ถึงข้อกังวลต่อกรณีที่รัฐบาลเตรียมจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่า การเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ต้องประสบกับภาวะเดือดร้อนยังคงตกหล่นไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม และน้อยเกินไป แต่เมื่อเรามาดู พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท พบว่าไม่ได้มีการพูดถึงการเยียวยากลุ่มที่ตกหล่นแต่อย่างใด ยังคงเป็นการเทหมดหน้าตัก งบประมาณ 2 แสนล้านบาท คือการเยียวยาในโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นแบบหว่านแห ไม่มีการคัดกรอง และขณะนี้เจอปัญหาว่าคนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้รับ คนที่ได้รับอาจจะไม่ได้เดือดร้อน หากเราสังเกตดูโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมาทีเดียว 4 เดือน ใช้งบประมาณในแผนการเยียวยาเกือบหมด รัฐบาลคิดว่าสงครามจะสิ้นสุดในเร็ววันนี้ใช่หรือไม่
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ถ้าหลังจาก 4 เดือนนี้วิกฤตยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานอยู่ในระดับที่สูง จะต้องกู้ก้อนใหม่หรือไม่ การกู้รอบนี้อาจจะเป็นการกู้รอบสุดท้าย เพราะทุกอย่างกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลกู้ครั้งใหม่ได้อีก แต่กลับถมเงินก้อนเยียวยาใช้ให้หมดภายใน 4 เดือน ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท ที่เป็นแผนการเปลี่ยนผ่านต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ เราเห็นว่ายังไม่เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ควรออกเป็น พ.ร.บ.มากกว่าการเป็น พ.ร.ก. อยากให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดให้ชัดเจนนำมาเสนอต่อสภาฯ คิดว่าไม่เกิน 3 เดือนน่าจะผ่าน พ.ร.บ.นี้ได้โดยไม่ยุ่งยากและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
ฝ่ายค้านนัดถกยื่นศาล รธน.
ถามว่า พรรค ปชน.จะมีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรึกษากันภายใน ทราบว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะขอเสียงในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย คงจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรค เพราะยังไม่เห็นตัวคำร้อง ซึ่งต้องดูว่าเห็นตรงกันหรือไม่ในแต่ละประเด็น ก่อนที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่นายกฯ ระบุว่า ร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 14 พ.ค.นั้น พรรค ปชน.ก็ได้เตรียมความพร้อมที่จะอภิปรายในร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนก็อาจจะมีการชะลอการนำ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวเข้ามาเพื่อให้ความเห็นชอบในสภาฯ ขณะนี้กำลังดูจังหวะเวลาอยู่
ซักว่า ในการคุยกันกับพรรค ปชป.และพรรคร่วมฝ่ายค้านจะต้องเร่งพิจารณาก่อนวันที่ 14 พ.ค.ใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ตามกฎหมายต้องกระทำก่อนการพิจารณาในสภาฯ
ส่วน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ พ.ร.ก.กู้เงินไม่เป็นการหว่านแห สอดไส้ หรือตีเช็กเปล่า และมีแผนการใช้หนี้ที่ชัดเจน หากรัฐบาลแยกมาตรการเยียวยาและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน เราคงไม่ได้ติดใจอะไร
“ข้อสังเกตของพวกเราคือ รัฐบาลพยายามอาศัยช่องในรัฐธรรมนูญเพื่อผ่านร่าง พ.ร.ก. ส่วนที่ถามว่าเราจะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญยื่นตีความว่ากฎหมายถูกหรือผิด แต่หากรัฐบาลทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ส่วนไหนที่เร่งด่วนออก พ.ร.ก. ที่ไม่เร่งด่วนออกเป็น พ.ร.บ. เราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันเรื่องนี้” หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า เรากังวลว่ารัฐบาลกู้เงินมาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามจริงหรือไม่ หรือเป็นการใช้เงินเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองที่กำลังลด หรือเพื่อเรียกเสียงคืนกลับมา หากเตรียมพร้อมกับสงครามและไม่อยากก่อหนี้ซ้ำในอนาคต การใช้เงินก้อนนี้ยิ่งต้องระมัดระวัง แต่แผนล่าสุดคือใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ภายในเวลา 4 เดือน ซึ่งไม่เหมาะสมกับการรับมือในสถานการณ์วิกฤตเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แสดงความเห็นด้วยแนวทางการกู้เงิน 400,000 ล้าน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดูแลและเยียวยา แต่หัวใจสำคัญของการออกร่าง พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ คือต้องพิจารณาอย่างรอบคอบให้เงินกู้นี้มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้มากที่สุด โดยเฉพาะการใช้เม็ดเงินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพลังงานของประเทศที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า มี 2 ทางเลือกที่จะสามารถทำได้ คือ 1.การใช้เม็ดเงินเพื่อตรึงราคาน้ำมันไว้ในอัตราที่ต่ำเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องยอมรับว่าทางเลือกนี้จะใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล และ 2.ใช้เพื่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว และยังเป็นการลงทุนมากกว่าการใช้เงินเพื่อช่วยเหลือด้านการบริโภคของประชาชนเพียงอย่างเดียว ในเม็ดเงินจำนวนเดียวกัน
“ประเด็นเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ ส่วนตัวเห็นว่ายังไม่ควรมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของจีดีพี โดยอยากให้รัฐบาลพยายามใช้เงินเท่าที่จำเป็น ภายใต้ข้อจำกัดที่มีในขณะนี้” นายกอบศักดิ์กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แจงปล่อยร่างแก้รธน.ร่วง
ศาล รธน.ยังรอเอกสารและความเห็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
จับตาอนุทินพบฮุนมาเนต เขมรโทษไทยเปลี่ยนผู้นำถี่
"อนุทิน" บินฟิลิปปินส์ ชูบทบาทไทยในเวทีอาเซียน เมิน "ฮุน มาเนต"
ลุยศึกษาแลนด์บริดจ์ทุกมิติ
“เอกนิติ” เดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์" นำผลศึกษาเดิมมาอัปเดตใหม่
ครม.ไฟเขียว เลิก‘MOU44’ เขมรฟ้องโลก
ครม.เห็นชอบยกเลิก MOU 44 นายกฯ แจงไม่เกี่ยวขัดแย้งสองประเทศ
สก.แดง-ส้มแห่เปิดตัวฟ้า พรบ.อากาศสะอาดไปต่อ
ไม่พลิก! “ปชน.” เปิดตัว “ดร.โจ” ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมผู้สมัคร สก. 50 เขต โชว์ 4 ฉากทัศน์กรุงเทพง่ายๆ
ดึงปชช.ศึกษา‘แลนด์บริดจ์’
"อนุทิน" เซ็นตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ “เอกนิติ” ประธาน "ปกรณ์" รอง ปธ. มีตัวแทนภาค ปชช. 3 คน ประเมินความเป็นไปได้โครงการ-ผลกระทบทุกมิติ ชงนายกฯ

