ชี้‘แลนด์บริดจ์’แพ้สิงคโปร์

"นายกฯ” โต้ฝ่ายค้านตีตนไปก่อนไข้ ปูด “อาม่า” กว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ วิปรัฐบาลแจง "ร่าง กม.SEC" เป็นคนละส่วน ย้ำ "ครม." ไม่ส่งกลับสภา  เตรียมเสนอใหม่ “สว.นรเศรษฐ์” อัด กก.ศึกษาสัดส่วนไม่เหมาะสม หนุนภาคประชาชนเพิ่ม เตือน “เอกนิติ” อย่าเอาชื่อมาทิ้งเป็นแค่ตราแสตมป์ "สุรเดช" ชี้ไม่คุ้มค่า แพ้ท่าเรือสิงคโปร์อยู่ดี เพิ่มหนี้สาธารณะ ตำน้ำพริกละลายทะเล แนะดันคลองไทยแทน

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวกรณีที่ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมเปิดเผยข้อมูลอาม่ากว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่ ว่า ช่วงนี้คิดช่วยเหลือประชาชนเพื่อช่วยคลายทุกข์ให้ประชาชนในประเทศมากที่สุด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ โครงการยังไม่ได้เกิดพรุ่งนี้ บริบทต่างๆ วันนี้เปลี่ยนไป ผลการศึกษาที่เคยมีมาในอดีตอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ขณะนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้าสามารถยืนอยู่บนขาตัวเอง ไม่ว่าภูมิภาคไหนจะมีความขัดแย้ง เราจะพยายามทำให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความมั่นคงปลอดภัย และเป็นที่สนใจของนานาชาติ ซึ่งเราพยายามเสริมศักยภาพตรงนี้ให้มากขึ้น ตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการปั่นกันว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาเช่าพื้นที่ 99 ปี นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ฟังเสียงปั่น และคงไม่เกี่ยวกัน เพราะนี่เป็นเรื่องแลนด์บริดจ์ เป็นเรื่องของการลงทุน และขณะนี้โครงการยังไม่ได้เริ่ม เป็นการศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และถ้าผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เป็นประธาน และมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นเลขานุการ ออกมาเป็นอย่างไร เราค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ไม่มีอะไรแปลก

เมื่อถามถึงความชัดเจนกรณีการเช่าที่ดิน 99 ปี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายอนุทินย้ำว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการศึกษา และต้องฟังเสียงของประชาชน ตนกำชับให้คณะกรรมการต้องมีภาคประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งนายเอกนิติก็เห็นชอบ โดยจะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมในคณะกรรมการด้วย

ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ที่พรรค ภท.เสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสมัยประชุมที่ผ่านมาว่า ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้ยืนยันกฎหมายฉบับนี้เข้ามา และมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน รวมถึงโจมตี ภท.ในประเด็นข้อกฎหมาย ทำให้สังคมเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นการยกที่ดิน 99 ปีให้ต่างชาติถือครอง จึงอยากทำให้เกิดความเข้าใจว่า โครงการแลนด์บริดจ์นายกฯ ได้ตั้งนายเอกนิติศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ส่วนร่าง พ.ร.บ. SEC ครม.ไม่ได้ยืนยันกลับมา ซึ่ง สส.ภาคใต้ของ ภท.หลายคนเห็นตรงกันว่า ศักยภาพของจังหวัดในชายแดนภาคใต้หากได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาล เศรษฐกิจภาคใต้ก็จะสามารถเติบโตได้ไม่น้อยไปกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

"โครงการแลนด์บริดจ์ และร่าง พ.ร.บ. SEC เป็นคนละเรื่องกัน และเมื่อ ครม.ไม่ได้ยืนยันร่าง พ.ร.บ. SEC กลับมา โดย ภท.จะมีการพิจารณาเสนอกฎหมายใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับภาคใต้ เพื่อยื่นสู่สภาอีกครั้ง ส่วน ครม.จะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอีกครั้งหรือไม่นั้น ถือเป็นอำนาจของ ครม. และเชื่อว่า ครม.ได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว" นายกรวีร์กล่าว

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงว่า เมื่อเห็นรายชื่อคณะกรรมการแลนด์บริดจ์แล้ว มีตัวแทนชาวบ้านไม่เกิน 3 คน ซึ่งรายชื่อคณะกรรมการที่ออกมาแบบนี้แค่ดูจำนวนรายชื่อแล้ว พื้นมันก็เอียงไม่ถึง 90 องศาแล้ว ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะใช้ตัวรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นตัวรายงานนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หากเป็นเรื่องจริงเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะหากพูดอย่างตรงไปตรงมา เป็นรายงานที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสนับสนุนให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้เท่านั้นเอง ดังนั้นนายเอกนิติที่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานแล้ว หากมีรายชื่อของคณะกรรมการที่ดูแล้วไม่ได้มีสัดส่วนที่เหมาะสม คือจำนวนของผู้ที่ได้รับผลกระทบมีแค่ 3 คน จากจำนวนคณะกรรมการหลายสิบท่าน คิดว่าเป็นสัดส่วนที่เสียงคนในพื้นที่ไม่สามารถสะท้อนและมีน้ำหนักอย่างเต็มที่

 “อยากให้นายเอกนิติดึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเข้ามาในคณะทำงานศึกษาชุดนี้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะภาคประชาชน ภาคประชาสังคม มีพื้นที่ให้เขาแลกเปลี่ยนนำเสนอข้อมูล เพื่อให้รายงานการศึกษาครั้งนี้ออกมาเป็นที่ยอมรับ ไม่อยากให้นายเอกนิติเอาชื่อของตัวเองมาทิ้ง เพื่อมาเป็นตราแสตมป์รับรองว่าโครงการนี้ถึงอย่างไรก็ต้องดำเนินการต่อไป อยากให้รายงานนี้ออกมามีความน่าเชื่อถือ และมีส่วนร่วมของประชาชนทุกฝ่ายอย่างสมน้ำสมเนื้อ และให้รายงานนี้มีความชอบธรรม รัฐบาลจะได้ตัดสินใจได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปบนพื้นฐานของการศึกษาที่เป็นธรรมและมีความชอบธรรมจริงๆ โดยวันที่ 12 พ.ค. ญัตติแลนด์บริดจ์จะเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา และมีตัวรายงานของ กมธ.คมนาคมที่จะรายงานเรื่องดังกล่าวด้วย“ นายนรเศรษฐ์กล่าว

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีต สว.และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะเห็นว่ามันไม่คุ้ม เหมือนเป็นการ 'ตำน้ำพริกละลายทะเล' ไม่ใช่ละลายแม่น้ำ โครงการดังกล่าวพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง อันดามัน-อ่าวไทย เชื่อมโยงด้วยระบบราง และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หากมีการพัฒนาครบทั้ง 4 เฟส จะสามารถรองรับตู้สินค้าได้ 40 ล้าน TEU แบ่งเป็นฝั่งระนอง 20 ล้าน TEU ฝั่งชุมพร 20 ล้าน TEU ซึ่งผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ทำผ่านสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ชี้ชัดแล้วว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เสี่ยงกับการขาดทุนสูง เนื่องจากต้นทุนการขนส่งจากการถ่ายสินค้า 2 รอบ สูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา และยังเสี่ยงกับสินค้าที่จะได้รับความเสียหายอีก เป็นการเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน และเสี่ยงสินค้าเสียหาย และต้องไปเสียค่าประกันเพิ่มอีก ดังนั้นผลประโยชน์ที่จะได้รับไม่คุ้มค่ากับต้นทุน

 "ปัจจุบันสิงคโปร์กำลังขยายพื้นที่ท่าเรือ คือ โครงการท่าเรือสิงคโปร์แห่งใหม่ที่ Tuas Port ซึ่งเปิดดำเนินการในเฟสที่ 1 แล้ว โดยสามารถรองรับได้ 20 ล้าน TEU และถ้าก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ครบทั้ง 4 เฟส จะรองรับปริมาณตู้สินค้าได้มากกว่า 65 ล้าน TEU ต่อปี และคาดว่า ในปี 2040-2042 ท่าเรือดังกล่าวจะมีความสามารถในการรองรับสินค้าได้เป็น 2 เท่าของปี 2021 ซึ่งจะกลายเป็นท่าเรือตู้สินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก สรุปแล้วทำแลนด์บริดจ์อย่างไรก็สู้สิงคโปร์ไม่ได้ การทำแลนด์บริดจ์คือการตำน้ำพริกละลายทะเล เหมือนกับโฮปเวลล์ในอดีต จะเละเทะแน่ถ้าทำ เจ๊งแน่เลย เราจะเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งหนี้สาธารณะตอนนี้เรามีอยู่กว่า 12 ล้านล้านบาท ถ้าทำก็จะเพิ่มไปอีกเป็นเกือบ 14 ล้านล้านบาท จนจะทะลุเพดานหนี้' นายสุรเดชกล่าว

นายสุรเดชกล่าวด้วยว่า สำหรับโครงการแนว 9A หรือแนวทางเลือกในการขุดคลองไทย เป็นแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ลากผ่าน จ.กระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ระยะทางประมาณ 135 กิโลเมตร ซึ่งในขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในการลงทุน โครงการคอคอดกระ วุฒิสภา และเคยพาคณะเดินทางไปจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ หลายครั้งเพื่ออธิบาย จนในที่สุดจีนสนใจและผลักดันที่จะสร้างแล้ว แต่มีบางฝ่ายกังวลว่า หากผลักดันคลองไทย ทางสหรัฐอเมริกาจะต่อต้าน เพราะเกรงว่าจีนจะเอาเรือรบผ่านคลองไทย

"อยากชี้แจงว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากคลองไทยจะเป็นเรื่องของการค้า เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ที่มีนักลงทุนทั่วโลกมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 6-7 ประเทศ ทั้งจีน สหรัฐ และยุโรป ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมให้เรือรบจีนผ่าน เราไม่อนุญาตอยู่แล้ว ซึ่งหากเรือรบจีนต้องการจะผ่าน จะต้องไปผ่านที่ช่องแคบมะละกา ส่วนเรื่องแบ่งแยกดินแดนก็ไม่จริงเช่นกัน เพราะโครงการเก่าที่ศึกษาไว้นั้น จะมีอุโมงค์ลอดใต้ทะเลที่รถสามารถวิ่งได้ ซึ่งมีความกว้างประมาณ 300-400 เมตรเท่านั้น ที่เรือจะผ่านและวิ่งสวนกันได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดนแน่นอน ที่พูดกันเป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น" นายสุรเดชกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใกล้ออกจากคุก ทักษิณนับวันรอ ไปตรวจสุขภาพ

ใกล้ออกจากคุก! “ทักษิณ” ดีใจ เฝ้านับวันในเรือนจำฯ กว่า 243 วันครึ่ง หลังต้องเยี่ยมผ่านลูกกรงมาตลอด "อิ๊งค์" ระบุพ่อไม่ได้คุยเรื่องเส้นทางการเมืองหลังจากได้พักโทษให้ฟัง

นายกฯ เงาโชวกึ๋น! เท้งแนะอนุทินใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำ

'เท้ง ณัฐพงษ์' ยก 3 วาระประชาชน ที่ 'นายกฯอนุทิน' ควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะ เคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี