"นายกฯ" ทูลเกล้าฯ ถวาย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ตอกกลับพวกค้านก็เคยกู้มาก่อน ย้ำเงินทุกบาทส่งตรงถึงมือ ปชช. หวังกระตุ้น ศก. เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน "ผู้ว่าฯ ธปท." ประเมินเงินกู้ช่วยเข็นจีดีพีปี 69 ขยับเพิ่ม 0.6% ดันทั้งปีโต 2.1% รับเงินเฟ้อสูงขึ้นแต่จะทยอยลดลง "ไหม" ซัด รบ.ส่อขัด รธน.172 ยัดไส้ตีเช็คเปล่า เตือนอย่าเอาเงินเยียวยา ปชช.เป็นตัวประกัน "เท้ง" เดินหน้ามติ ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ยินดี "ปชป.-พรรคฝ่ายค้าน" ร่วมลงชื่อ แต่ต้องให้ ปชน.เขียนคำร้อง
เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….. วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า ตนเป็นผู้ลงนามเพื่อที่จะนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยไปเรียบร้อยเเล้ว
ถามว่า ฝ่ายค้านจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะทำให้การช่วยเหลือประชาชนและการทำงานของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสะดุดลงหรือไม่ เพราะจะต้องใช้เวลาพิจารณา 60 วัน นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ทุกคนพยายามช่วยกันแก้ไขปัญหาที่จะลดความเดือดร้อนของประชาชน เพราะเรามาเป็นผู้แทนของประชาชน ก็จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก
"ในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน ผมน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกู้เงินในลักษณะเช่นนี้มาโดยตลอด แม้คนที่จะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เคยกู้มาก่อนเป็นจำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ ตอนนั้นเขาใช้คำว่า ไทยเข้มแข็ง แต่ผมใช้คำว่า ไทยช่วยไทย” นายอนุทินกล่าว
ซักว่าในการกู้ครั้งนี้มีความแตกต่างทั้งรูปแบบใช้เงินและรูปแบบการกู้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ครั้งนี้ตนใช้เงินกู้สกุลบาท ไม่มีการใช้สกุลเงินต่างประเทศ และเมื่อกู้ผ่านแล้วเงินทุกบาททุกสตางค์จะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านโครงการ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และจะทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศไทยหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น ได้ประโยชน์มากขึ้น
"สิ่งที่ผมทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก ซึ่งผมจะต้องดูแลกำกับการใช้จ่ายเงินให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเมื่อถึงเวลาจำเป็นที่เราคิดว่าจะดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการ ตามนโยบายที่เราได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา" นายกฯ กล่าว
ถามย้ำว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้โครงการคนละครึ่งพลัสและโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสะดุดลงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะรัฐบาลทำสิ่งที่เคยให้สัญญาไว้ และดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ทุกประการ ด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต
ขณะที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2569 โตเพิ่ม 0.6% มาอยู่ที่ 2.1% จากเดิมคาด 1.5% ส่วนปี 2570 คาดว่าจีดีพีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.6% จากเดิมคาด 2% เป็นผลจากฐานที่สูงในปีนี้ จากการออกมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ยกเว้นจะมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาอีก
ธปท.ชี้กู้เงินช่วยหนุน ศก.
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดที่ออกมาอยู่ที่ 2.89% เป็นไปตามที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะทยอยเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในบางเดือนอาจสูงถึง 4-5% ก่อนจะทยอยปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 3-3.1% จากคาดการณ์ที่ 2.9% และคาดว่าปี 2570 อัตราเงินเฟ้อจะเข้าสู่ภาวะปกติและเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 1.4% ลดลงจากคาดการณ์ปัจจุบันที่ 1.5%
“สิ่งที่ต้องจับตาคือเรื่องของการลงทุนที่รัฐบาลต้องการจะปรับเรื่องการใช้พลังงาน ว่าการใช้เงินจะออกมาเร็วหรือช้าเพียงใด โดยการกระตุ้นการบริโภค 200,000 ล้านบาทแรก ยอมรับว่ามีผลต่อเงินเฟ้อบ้าง ขณะที่การลงทุนก็มีผลบ้าง แต่ไม่มากนักสำหรับทั้งปี แต่จะมีผลต่อรายไตรมาส เช่น ไตรมาส 3/2569 ที่จะมีโครงการคนละครึ่งพลัส 4,000 บาท แต่ทั้งปีเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก” ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าว
ส่วนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่งพลัสและโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ยืนยันจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 25 พ.ค.2569 โดยจะแบ่งเป็นการเปิดให้ลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ต้องการรับสิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมจำนวน 13.2 ล้านราย จะต้องกดยืนยันรับสิทธิ์ในรอบแรกก่อน เพื่อให้เริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย.2569 พร้อมกันทั้งหมด
"กรอบการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินรวม 4 พันบาทต่อคน เป็นระยะเวลา 4 เดือน แต่จะแบ่งการจ่ายเงินเป็น 2 ระยะ หรือรูปแบบ 2+2 โดยการจ่ายเงินระยะแรก รัฐบาลจะจ่ายวงเงิน 2 พันบาท ทยอยจ่ายเดือนละ 1 พันบาท เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงแรก และระหว่างนี้รัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือบัตร หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ก็จะต้องไปรับสิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสในระยะที่ 2 ต่อไป ซึ่งตรงนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเปิดลงทะเบียนใหม่ด้วย ตามหลักเกณฑ์นี้ประชาชน 1 คนจะได้รับเพียง 1 สิทธิ์" นายเอกนิติกล่าว
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ถามนายอนุทินเรื่องร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ..... แต่นายอนุทินมอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า การที่ ครม.อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปด้วยความที่เป็นวาระลับ ปัจจุบันยังคงไม่เห็นเนื้อหาใน พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีเพียงที่รองนายกฯ ออกมาแถลงว่าเงินจำนวน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร บอกเพียงแค่มี 11 มาตรา ตนคิดว่าคงเป็นเพียงกระดาษไม่กี่หน้าที่จะมาขอกู้เงินภาษีจากประชาชน ฉะนั้นจึงต้องมีการถามในรายละเอียด
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า แผนที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน หากต้องกู้มาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น เราไม่ติด แต่ติดใจเรื่องของวงเงิน และนำไปใช้ทำอะไร ปรากฏว่าเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 ที่จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 หมื่นล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 172,800 ล้านบาท หลังจากที่เราจะมี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และวงเงินเยียวยามีแค่ 2 แสนล้านบาท แต่ 4 เดือนแรกจะใช้ไป 172,800 ล้านบาท เรียกว่ากู้มาปุ๊บแจกหมดหน้าตักปั๊บ และยังบอกอีกว่าหลักการของ พ.ร.ก.นี้คือ 5T โดย T แรกคือ Target คือมุ่งเป้ากำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน
ปชน.ลุยยื่นศาล รธน.เบรก
รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า หาก 4 เดือนไม่จบก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ สิ่งที่รัฐบาลทำคือมีแผนที่ 2 ยัดไส้มา คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นเช่นนี้ ถังแตกเช่นนี้ ก็ยังจะกู้สุดแรงเกิด และยังมีเจตนาที่จะยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาอยู่ พ.ร.ก.เร่งด่วนเช่นนี้ด้วย จึงขอถามว่า หากไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจเลี่ยงได้ใช่หรือไม่ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร
"หากอยากกู้เงินใจจะขาด ดิฉันคิดว่าแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยา ซึ่งอาจจะใช้ไม่ถึง 2 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ อีกก้อนออกเป็น พ.ร.บ. ให้มีรายละเอียดโครงการมาเลย ดิฉันคิดว่าจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172” รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว
ด้านนายภราดรชี้แจงว่า ความจำเป็นของรัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก วันนี้ทางรัฐบาลเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถที่จะเยียวยากับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า ท่านถามว่าทำไมถึงเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาทนี้ เพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานสถานการณ์สงครามว่าจะมีการยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน ซึ่งก็ได้ประเมินว่าอาจจะอยู่ในช่วงยืดเยื้อระดับกลาง อาจจะไม่จบเร็วในเร็วๆ นี้ จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้ เพราะเป็นช่วง 4 เดือนที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสภาวะสงคราม และหากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงที สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า เราไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น
จากนั้น น.ส.ศิริกัญญาถามตอนหนึ่งว่า หากต้องเยียวยานั้นพวกตนไม่ติด แต่ขอให้ออกน้อยกว่า 2 แสนล้านบาท หากจะนำไปทุ่มกับการทำคนละครึ่งถึง 1.2 แสนล้านบาท แต่นี่ 4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท ตนคิดว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ๆ แต่กระสุนจะไม่เหลือให้เราใช้สำหรับช่วยเหลือประชาชนแล้ว แถมกู้ใหม่ก็ไม่ได้แล้ว นี่คือเม็ดเงินสุดท้ายที่เราจะสามารถออกมาเป็น พ.ร.ก.ได้ เพราะนอกจากใกล้จะชนเพดานแล้ว ดอกเบี้ยก็ยังสูงขึ้นอีกด้วย
“ขอฝากไปยังรัฐบาลว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วมายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วนเพียงเพื่อหวังผลอื่นใดหรือไม่ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วพบว่ามีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง ก็ขออย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกัน หรือข้ออ้างเช่นนี้ เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ดังนั้นไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
ด้านนายภราดรกล่าวว่า ข้อกล่าวหาเช็คเปล่าตนคิดว่ารุนแรงเกินไป เพราะเราได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ถามว่าเร่งด่วนเพียงพอหรือไม่ ท่านบอกว่ารัฐบาลจะใช้ก้อนแรกกว่า 170,000 ล้านบาท ภายใน 4 เดือน ถูกต้อง เพราะเราต้องการเยียวยาประชาชนในช่วงสั้นๆ ตรงนี้ ถ้าไม่เยียวยาตรงนี้แล้วจะไปเยียวยากันเมื่อไหร่ จะรอให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยไปหาแนวทางเยียวยาแบบนั้นหรือ
“ขอย้ำว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลคือจะนำเงินทุกบาททุกสตางค์ให้ถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน” นายภราดรกล่าว
ต่อมานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. แถลงถึงจุดยืนของพรรคกรณี ครม.มีมติออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุมพรรคมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นคือการพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี
"การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามว่า มีการกู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีก พรรคจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรค ปชน.เป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป" นายณัฐพงษ์กล่าว
ถามว่า การเข้าชื่อยื่นศาล รธน.ทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ยินดีที่จะให้พรรค ปชป.และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ มาร่วมลงชื่อด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดก็คือ ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของตัวคำร้องนั้น พรรค ปชน.จะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง
ซักว่าร่างที่จะส่งศาล รธน.จะเสร็จทันหรือไม่ เนื่องจากจะมีการนำร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้ หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า เราได้ประสานพรรคร่วมอื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. หรือวันอังคารที่ 12 พ.ค.นี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ คือยื่นก่อนรัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันพฤหัสบดี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ใกล้ออกจากคุก ทักษิณนับวันรอ ไปตรวจสุขภาพ
ใกล้ออกจากคุก! “ทักษิณ” ดีใจ เฝ้านับวันในเรือนจำฯ กว่า 243 วันครึ่ง หลังต้องเยี่ยมผ่านลูกกรงมาตลอด "อิ๊งค์" ระบุพ่อไม่ได้คุยเรื่องเส้นทางการเมืองหลังจากได้พักโทษให้ฟัง
2อดีตอธิบดีมท. เอาคืนภูมิธรรม เด้งไม่เป็นธรรม
สิงห์น้ำเงินเอาคืน! "ก.พ.ค." มีมติเสียงข้างมาก ชี้คำสั่งเด้ง “2 อธิบดีมหาดไทย"
อนุทินถกมาเนต ฟื้นสัมพันธ์2ปท. สร้างสันติภาพ
นายกฯ อนุทินเผชิญหน้า "ฮุน มาเนต" หารือผู้นำสามฝ่าย "ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์"
ยก21ล้านเสียงจี้แก้รธน. นัดหารือร่างกม.31ฉบับ
"นายกฯ” ส่งหนังสือด่วนขอรัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมาย 31 ฉบับ
ชี้‘แลนด์บริดจ์’แพ้สิงคโปร์
"นายกฯ” โต้ฝ่ายค้านตีตนไปก่อนไข้ ปูด “อาม่า” กว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์
นายกฯ เงาโชวกึ๋น! เท้งแนะอนุทินใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำ
'เท้ง ณัฐพงษ์' ยก 3 วาระประชาชน ที่ 'นายกฯอนุทิน' ควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะ เคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี

