"นายกฯ" ทูลเกล้าฯ ถวาย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ตอกกลับพวกค้านก็เคยกู้มาก่อน ย้ำเงินทุกบาทส่งตรงถึงมือ ปชช. หวังกระตุ้น ศก. เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน "ผู้ว่าฯ ธปท." ประเมินเงินกู้ช่วยเข็นจีดีพีปี 69 ขยับเพิ่ม 0.6% ดันทั้งปีโต 2.1% รับเงินเฟ้อสูงขึ้นแต่จะทยอยลดลง "ไหม" ซัด รบ.ส่อขัด รธน.172 ยัดไส้ตีเช็คเปล่า เตือนอย่าเอาเงินเยียวยา ปชช.เป็นตัวประกัน "เท้ง" เดินหน้ามติ ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ยินดี "ปชป.-พรรคฝ่ายค้าน" ร่วมลงชื่อ แต่ต้องให้ ปชน.เขียนคำร้อง
เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….. วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า ตนเป็นผู้ลงนามเพื่อที่จะนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยไปเรียบร้อยเเล้ว
ถามว่า ฝ่ายค้านจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะทำให้การช่วยเหลือประชาชนและการทำงานของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสะดุดลงหรือไม่ เพราะจะต้องใช้เวลาพิจารณา 60 วัน นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ทุกคนพยายามช่วยกันแก้ไขปัญหาที่จะลดความเดือดร้อนของประชาชน เพราะเรามาเป็นผู้แทนของประชาชน ก็จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก
"ในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน ผมน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกู้เงินในลักษณะเช่นนี้มาโดยตลอด แม้คนที่จะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เคยกู้มาก่อนเป็นจำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ ตอนนั้นเขาใช้คำว่า ไทยเข้มแข็ง แต่ผมใช้คำว่า ไทยช่วยไทย” นายอนุทินกล่าว
ซักว่าในการกู้ครั้งนี้มีความแตกต่างทั้งรูปแบบใช้เงินและรูปแบบการกู้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ครั้งนี้ตนใช้เงินกู้สกุลบาท ไม่มีการใช้สกุลเงินต่างประเทศ และเมื่อกู้ผ่านแล้วเงินทุกบาททุกสตางค์จะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านโครงการ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และจะทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศไทยหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น ได้ประโยชน์มากขึ้น
"สิ่งที่ผมทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก ซึ่งผมจะต้องดูแลกำกับการใช้จ่ายเงินให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเมื่อถึงเวลาจำเป็นที่เราคิดว่าจะดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการ ตามนโยบายที่เราได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา" นายกฯ กล่าว
ถามย้ำว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้โครงการคนละครึ่งพลัสและโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสะดุดลงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะรัฐบาลทำสิ่งที่เคยให้สัญญาไว้ และดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ทุกประการ ด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต
ขณะที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2569 โตเพิ่ม 0.6% มาอยู่ที่ 2.1% จากเดิมคาด 1.5% ส่วนปี 2570 คาดว่าจีดีพีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.6% จากเดิมคาด 2% เป็นผลจากฐานที่สูงในปีนี้ จากการออกมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ยกเว้นจะมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาอีก
ธปท.ชี้กู้เงินช่วยหนุน ศก.
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดที่ออกมาอยู่ที่ 2.89% เป็นไปตามที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะทยอยเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในบางเดือนอาจสูงถึง 4-5% ก่อนจะทยอยปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 3-3.1% จากคาดการณ์ที่ 2.9% และคาดว่าปี 2570 อัตราเงินเฟ้อจะเข้าสู่ภาวะปกติและเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 1.4% ลดลงจากคาดการณ์ปัจจุบันที่ 1.5%
“สิ่งที่ต้องจับตาคือเรื่องของการลงทุนที่รัฐบาลต้องการจะปรับเรื่องการใช้พลังงาน ว่าการใช้เงินจะออกมาเร็วหรือช้าเพียงใด โดยการกระตุ้นการบริโภค 200,000 ล้านบาทแรก ยอมรับว่ามีผลต่อเงินเฟ้อบ้าง ขณะที่การลงทุนก็มีผลบ้าง แต่ไม่มากนักสำหรับทั้งปี แต่จะมีผลต่อรายไตรมาส เช่น ไตรมาส 3/2569 ที่จะมีโครงการคนละครึ่งพลัส 4,000 บาท แต่ทั้งปีเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก” ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าว
ส่วนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่งพลัสและโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ยืนยันจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 25 พ.ค.2569 โดยจะแบ่งเป็นการเปิดให้ลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ต้องการรับสิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมจำนวน 13.2 ล้านราย จะต้องกดยืนยันรับสิทธิ์ในรอบแรกก่อน เพื่อให้เริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย.2569 พร้อมกันทั้งหมด
"กรอบการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินรวม 4 พันบาทต่อคน เป็นระยะเวลา 4 เดือน แต่จะแบ่งการจ่ายเงินเป็น 2 ระยะ หรือรูปแบบ 2+2 โดยการจ่ายเงินระยะแรก รัฐบาลจะจ่ายวงเงิน 2 พันบาท ทยอยจ่ายเดือนละ 1 พันบาท เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงแรก และระหว่างนี้รัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือบัตร หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ก็จะต้องไปรับสิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสในระยะที่ 2 ต่อไป ซึ่งตรงนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเปิดลงทะเบียนใหม่ด้วย ตามหลักเกณฑ์นี้ประชาชน 1 คนจะได้รับเพียง 1 สิทธิ์" นายเอกนิติกล่าว
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ถามนายอนุทินเรื่องร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ..... แต่นายอนุทินมอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า การที่ ครม.อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปด้วยความที่เป็นวาระลับ ปัจจุบันยังคงไม่เห็นเนื้อหาใน พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีเพียงที่รองนายกฯ ออกมาแถลงว่าเงินจำนวน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร บอกเพียงแค่มี 11 มาตรา ตนคิดว่าคงเป็นเพียงกระดาษไม่กี่หน้าที่จะมาขอกู้เงินภาษีจากประชาชน ฉะนั้นจึงต้องมีการถามในรายละเอียด
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า แผนที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน หากต้องกู้มาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น เราไม่ติด แต่ติดใจเรื่องของวงเงิน และนำไปใช้ทำอะไร ปรากฏว่าเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 ที่จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 หมื่นล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 172,800 ล้านบาท หลังจากที่เราจะมี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และวงเงินเยียวยามีแค่ 2 แสนล้านบาท แต่ 4 เดือนแรกจะใช้ไป 172,800 ล้านบาท เรียกว่ากู้มาปุ๊บแจกหมดหน้าตักปั๊บ และยังบอกอีกว่าหลักการของ พ.ร.ก.นี้คือ 5T โดย T แรกคือ Target คือมุ่งเป้ากำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน
ปชน.ลุยยื่นศาล รธน.เบรก
รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า หาก 4 เดือนไม่จบก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ สิ่งที่รัฐบาลทำคือมีแผนที่ 2 ยัดไส้มา คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นเช่นนี้ ถังแตกเช่นนี้ ก็ยังจะกู้สุดแรงเกิด และยังมีเจตนาที่จะยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาอยู่ พ.ร.ก.เร่งด่วนเช่นนี้ด้วย จึงขอถามว่า หากไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจเลี่ยงได้ใช่หรือไม่ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร
"หากอยากกู้เงินใจจะขาด ดิฉันคิดว่าแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยา ซึ่งอาจจะใช้ไม่ถึง 2 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ อีกก้อนออกเป็น พ.ร.บ. ให้มีรายละเอียดโครงการมาเลย ดิฉันคิดว่าจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172” รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว
ด้านนายภราดรชี้แจงว่า ความจำเป็นของรัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก วันนี้ทางรัฐบาลเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถที่จะเยียวยากับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า ท่านถามว่าทำไมถึงเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาทนี้ เพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานสถานการณ์สงครามว่าจะมีการยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน ซึ่งก็ได้ประเมินว่าอาจจะอยู่ในช่วงยืดเยื้อระดับกลาง อาจจะไม่จบเร็วในเร็วๆ นี้ จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้ เพราะเป็นช่วง 4 เดือนที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสภาวะสงคราม และหากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงที สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า เราไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น
จากนั้น น.ส.ศิริกัญญาถามตอนหนึ่งว่า หากต้องเยียวยานั้นพวกตนไม่ติด แต่ขอให้ออกน้อยกว่า 2 แสนล้านบาท หากจะนำไปทุ่มกับการทำคนละครึ่งถึง 1.2 แสนล้านบาท แต่นี่ 4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท ตนคิดว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ๆ แต่กระสุนจะไม่เหลือให้เราใช้สำหรับช่วยเหลือประชาชนแล้ว แถมกู้ใหม่ก็ไม่ได้แล้ว นี่คือเม็ดเงินสุดท้ายที่เราจะสามารถออกมาเป็น พ.ร.ก.ได้ เพราะนอกจากใกล้จะชนเพดานแล้ว ดอกเบี้ยก็ยังสูงขึ้นอีกด้วย
“ขอฝากไปยังรัฐบาลว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วมายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วนเพียงเพื่อหวังผลอื่นใดหรือไม่ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วพบว่ามีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง ก็ขออย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกัน หรือข้ออ้างเช่นนี้ เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ดังนั้นไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
ด้านนายภราดรกล่าวว่า ข้อกล่าวหาเช็คเปล่าตนคิดว่ารุนแรงเกินไป เพราะเราได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ถามว่าเร่งด่วนเพียงพอหรือไม่ ท่านบอกว่ารัฐบาลจะใช้ก้อนแรกกว่า 170,000 ล้านบาท ภายใน 4 เดือน ถูกต้อง เพราะเราต้องการเยียวยาประชาชนในช่วงสั้นๆ ตรงนี้ ถ้าไม่เยียวยาตรงนี้แล้วจะไปเยียวยากันเมื่อไหร่ จะรอให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยไปหาแนวทางเยียวยาแบบนั้นหรือ
“ขอย้ำว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลคือจะนำเงินทุกบาททุกสตางค์ให้ถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน” นายภราดรกล่าว
ต่อมานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. แถลงถึงจุดยืนของพรรคกรณี ครม.มีมติออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุมพรรคมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นคือการพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี
"การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามว่า มีการกู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีก พรรคจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรค ปชน.เป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป" นายณัฐพงษ์กล่าว
ถามว่า การเข้าชื่อยื่นศาล รธน.ทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ยินดีที่จะให้พรรค ปชป.และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ มาร่วมลงชื่อด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดก็คือ ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของตัวคำร้องนั้น พรรค ปชน.จะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง
ซักว่าร่างที่จะส่งศาล รธน.จะเสร็จทันหรือไม่ เนื่องจากจะมีการนำร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้ หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า เราได้ประสานพรรคร่วมอื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. หรือวันอังคารที่ 12 พ.ค.นี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ คือยื่นก่อนรัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันพฤหัสบดี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว พร้อมถ้อยคำสั้นๆ กินใจ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน

