นายกฯ ยันระเบียบออกทะเบียนราษฎรไม่มีปัญหา อย่าเอาปลาเน่าตัวเดียวไปติเรือทั้งโกลน เรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องสังคายนาใหม่ ยอมรับต้องทบทวนฟรีวีซ่า "สอบสวนกลาง" สั่งเช็กเส้นทางการเงิน-ข้อมูลสื่อสารละเอียด เผยมีข้อมูลลับแต่ยังไม่ฟันธงปมก่อการร้าย! ฟัน "วินัย-อาญา" แจ้งข้อหาค้าอาวุธทหารเรือ-พลเรือนรวม 5 ราย
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสังคมตั้งคําถามถึงความหละหลวมในการออกทะเบียนราษฎร หลังพบว่าชาวจีนที่ถูกจับพร้อมอาวุธสงครามถือบัตรประจําตัวไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ว่า ขณะนี้การออกทะเบียนราษฎร การโอนสัญชาติทุกอย่างเข้มข้นมาก กรณีที่เป็นประเด็นขึ้นมา ตนไม่ขอเอ่ยชื่อเพราะเคารพในสิทธิส่วนบุคคล เท่าที่ทราบขณะนี้ยังไม่มีการให้สัญชาติอะไร
"อย่าเอาปลาเน่าตัวเดียวไปติเรือทั้งโกลน เรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องสังคายนาใหม่เพราะกฎระเบียบดีอยู่แล้ว เพียงแต่อย่าให้คนที่มีปัญหาทำผิดกฎหมาย มีประวัติไม่ดีเข้ามาในสารระบบ และอย่าแกล้งเซ่อ เพราะว่ามันไม่มีทางหลุดรอดพ้นกระบวนการตรวจสอบของระบบราชการไปได้ ถ้าหลุดไปก็แกล้งทั้งนั้น ต้องดําเนินการลงโทษไม่รู้กี่คนแล้ว อย่างเช่นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการเอาบัตรประชาชนไปขาย นายอําเภอที่เกี่ยวข้องก็ถูกดําเนินคดีให้ออกจากราชการแล้ว ใครทำผิดก็ใช้กระบวนการทางกฎหมายดําเนินการ"
ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจได้รายงานความคืบหน้ากรณีการจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนที่ถูกจับกุมพร้อมอาวุธสงครามที่จังหวัดชลบุรีแล้วหรือยัง นายกฯ ตอบว่า ได้คุยกับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติว่าคนที่สะสมอาวุธร้ายแรงเป็นงานอดิเรกนั้น ตามกฎหมายขณะนี้ทําไม่ได้ เพราะตนออกระเบียบห้ามการพกพาอาวุธ ห้ามซื้อ ห้ามออกใบอนุญาต ตั้งแต่เป็น รมว.มหาดไทย 2-3 ปีที่แล้ว จะทําเป็นงานอดิเรกก็มีข้อยกเว้น และตนบอก ผบ.ตร.ไปว่า หากเป็นเราไปทําเช่นนี้ในต่างประเทศจะได้กลับประเทศหรือไม่ คงเป็นเรื่องราวใหญ่โต ฉันใดก็ฉันนั้นเรื่องนี้ต้องขยายผลไปให้ถึงเครือข่าย จนกว่าเราจะมั่นใจว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ต่อประเทศไทยและคนไทย
เมื่อถามว่า จําเป็นต้องทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กําลังทบทวนอยู่ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ต้องชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่ว่าฟรีเข้ามาแล้วไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ตอนที่ยังไม่มีนโยบายก็มีคําถามว่าทําไมไม่ปล่อยวีซ่า เราต้องหาจุดที่ลงตัว อย่าเอากรณีที่เกิดขึ้น 2-3 เคสไปเปรียบเทียบทั้งหมด เราสามารถสร้างรายได้จากคนเป็นแสนเป็นล้านคน อย่ามีปัญหาแค่ร้อยคน ก็ไปแก้ปัญหาที่ร้อยคนนั้น
ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เข้าบัญชาการด้วยตนเอง ส่วนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ส่ง พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เข้าร่วม โดยจะดูในเรื่องของข้อมูลโทรศัพท์และเส้นทางการเงิน และตอนนี้มีการมอบหมายแบ่งหน้าที่ร่วมกับกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 2, กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงชุดทำงานความมั่นคงของ พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เพื่อที่จะนำจิกซอว์ทั้งหมดมารวมกัน ก่อนที่จะมาประเมินว่าผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างไรกับประเทศไทย ยืนยันว่าเรื่องนี้เราจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ ส่วนเรื่องเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่นั้นขอตรวจสอบรายละเอียด เบื้องต้นมีข้อมูลบางส่วนแล้วแต่ไม่อยากฟันธง
ขณะที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่า อาวุธปืนที่ตำรวจตรวจพบเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว เป็นอาวุธปืน 1 กระบอกของตำรวจ สน.สายไหม ซื้อจากสวัสดิการของ บช.น.ตั้งแต่ปี 2545 เป็นอาวุธปืนยี่ห้อกล็อก 26 เป็นปืนสวัสดิการ และเป็นอาวุธปืนประจำตัวสำหรับใช้ส่วนตัว โดยมีการระบุห้ามเปลี่ยนมือ ถือเป็นปืนมรดก หากมีการซื้อขายถือว่าไม่ถูกต้อง
ส่วนกรณีมีการขายต่อเป็นทอดๆ หลายทอดนั้น บช.น.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อรายงานต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบว่ามีการซื้อขายไม่ถูกต้อง การครอบครองผิดกฎหมาย หรือมีความผิดทางวินัยหรืออาญาหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการจะรายงานผลให้ทราบต่อไป
ส่วนกรณีอาวุธปืนสงครามที่ตรวจพบเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนของตำรวจ สน.สายไหมหรือไม่นั้น ผบช.น.กล่าวว่า หลังได้รับรายงานและคำสั่งจาก ผบ.ตร. ได้สั่งให้ตรวจสอบพื้นที่บ้านเลขที่ และบ้านอดีตภรรยาแล้ว ยังไม่พบอาวุธปืนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม แต่ยังต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงทั้งหมด รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าของคดี พ.ต.ท.สินสมุทร บุญทัศนา สว.สอบสวน ได้แจ้งพฤติการณ์และการกระทำของผู้ถูกกล่าวว่าเป็นความผิดฐาน “มีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตไว้ในครอบครอง และร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาต” และได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบว่า ผู้ต้องหามีสิทธิ์ที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ถ้าให้การคำให้การของผู้ต้องหานั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ต้องหามีสิทธิ์ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ เบื้องต้นผู้ต้องหารับทราบข้อกล่าวหาและเข้าใจดีโดยตลอด โดยผู้ต้องหาทั้งหมด 5 รายได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอต่อสู้แสดงความบริสุทธิ์ในชั้นศาล
วันเดียวกันนี้ ร.ต.อ.อาทิตย์ แสนปัญญา รองสารวัตรสอบสวน สภ.นาจอมเทียน เจ้าของสำนวนคดี ได้เดินทางไปยังห้องควบคุมตัวผู้ต้องหาชั่วคราวของตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เพื่อเบิกตัวนายหมิงเฉิน ซัน นำตัวส่งศาลจังหวัดพัทยา และส่งต่อไปยังเรือนจำพิเศษหนองปลาไหล ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
ขณะที่ระหว่างการเบิกตัว นายหมิงเฉิน ซัน มีใบหน้าที่ซีดและเคร่งเครียด ไม่ตอบคำถามสื่อมวลชน เมื่อขึ้นมาบนรถได้หันกลับไปเรียกเจ้าหน้าที่ ถามหายาประจำตัว เท่านั้น โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประกบตัวอย่างใกล้ชิด ก่อนควบคุมขึ้นรถผู้ต้องหาท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา พร้อมมีรถสายตรวจจาก สภ.เมืองพัทยา ขับปิดท้ายขบวนตลอดเส้นทาง
ด้าน พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า ข้อมูลของตำรวจพบว่าชาวจีนรายนี้แต่งงานกับผู้หญิงคนไทยที่กรุงเทพฯ แล้วทำบัตรชมพูครั้งแรก ต่อมาได้ทำการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และได้ย้ายออกไป นอกจากนี้ยังมีการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกหลายครั้ง ซึ่งการย้ายชื่อเข้าออกทะเบียนบ้านต่างๆ หลายครั้งถือว่ามีความผิดปกติ และทำให้เชื่อได้ว่า อาจจะมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี โดยในส่วนของการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่อำเภอเชียงดาวนั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีเจตนาสวมสิทธิ์เป็นบุคคลบนพื้นที่สูง แต่ไม่สบโอกาสจึงได้ย้ายออกไป อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน
รายงานข่าวของขแมร์ทูเดย์ระบุว่า ทีมสืบสวนไทยกล่าวอ้างว่าผู้ต้องสงสัยอาจเกี่ยวข้องกับหน่วยความมั่นคงหนึ่งที่เชื่อมโยงกับกองบัญชาการองครักษ์พิทักษ์ฮุน เซน "BHQ" และมันอาจเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนอาวุธข้ามชายแดน โดยมีเจตนาเพื่อลงมือโจมตีภายในดินแดนของไทย เจ้าหน้าที่ยังกล่าวอ้างหลักฐานทางดิจิทัลในนั้น รวมถึงการสื่อสารบนโลกออนไลน์ที่พาดพิงถึงวัตถุระเบิด และคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นการฝึกใช้อาวุธ
อย่างไรก็ตาม ขแมร์ทูเดย์รายงานว่า มีคำถามผุดขึ้นมาในเรื่องเกี่ยวกับเอกสารของผู้ต้องสงสัย พวกนักสังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารที่เผยแพร่ต่อสาธารณะนั้น จนถึงตอนนี้มีเพียงแค่พาสปอร์ตจีนและบัตรประจำตัวประชาชนไทยเท่านั้น ไม่มีการแสดงหนังสือเดินทางกัมพูชาอย่างชัดเจนในฐานะหลักฐาน ความคลาดเคลื่อนนี้ก่อความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องของคำกล่าวอ้างในเบื้องต้น และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว พร้อมถ้อยคำสั้นๆ กินใจ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน

