“นายกฯ” โชว์ขี่รถพ่วงข้างพุ่มพวงพา "ศุภจี” ซ้อนท้าย เปิด “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” กระจายสินค้าราคาถูก ถก "ครม.” สั่งเดินหน้าต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน บอกศาล รธน.วินิจฉัยค่อยว่ากันอีกที ยันไม่ต้องมีแผนสอง “เอกนิติ” ย้ำเงินกู้เพื่อแก้วิกฤตปากท้องเยียวยา ปชช.กลับมาแข็งแรงขึ้น ชงแผนบริหารหนี้สาธารณะ พ่วงไทยช่วยไทยพลัสเข้า ครม. 19 พ.ค.นี้ “ปกรณ์” มั่นใจ พ.ร.ก.กู้เงินไม่สะดุด ยก รธน. 3 ฉบับเทียบความจำเป็น ลั่นตีเช็คเปล่าแค่วาทกรรม ถ้าทำก็ติดคุก “ไอติม” ซัด รบ.ไม่จริงใจเข้าข่ายหนีสภาพลัส เล็งตั้ง กมธ.วิสามัญตามบี้ใช้เงิน
ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 12 พ.ค. เวลา 09.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการเปิดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยมีรัฐมนตรีเข้าร่วม อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ, นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยนายกฯ ได้สวมเสื้อกั๊กโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ เมื่อมาถึงได้ถ่ายภาพร่วมกับรัฐมนตรี ก่อนเดินดูรถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการจำหน่ายสินค้าในโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ที่เป็นรถกระบะ รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ช่วงหนึ่งที่เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าได้สอบถามราคาสินค้า จากนั้นนายกฯ ได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างหรือรถพุ่มพวง โดยมีนางศุภจีนั่งซ้อนท้าย จากหน้าตึกสันติไมตรีไปยังตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะหยิบสินค้ามาโชว์สื่อมวลชน อาทิ น้ำมันพืช แครอต
ผู้สื่อข่าวสอบถามมีอะไรมาขายบ้าง นายกฯ จึงตอบว่า มีทุกอย่างเลย ก่อนร้องเพลงจ้ำจี้ผลไม้ว่า “แตงกวา แตงไทย ขนุน น้อยหน่า พุทรา มังคุด ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ฟักแฟง แตงโม ไชโย โห่ฮิ้ว” เพื่อบรรยายสินค้าที่อยู่บนรถ พร้อมกล่าวว่า เขาจะเอาสินค้าเหล่านี้ไปขายในหมู่บ้าน ซึ่งมีราคาต่ำกว่าตลาดประมาณ 10% 20% 30% ขึ้นไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับโปรโมชันของแต่ละสินค้า โดยผู้ประกอบการให้ราคามาแบบนี้ ซึ่งคุณภาพ รสชาติเชื่อถือได้ ไม่มีการลดส่วนผสมใดๆ
“สินค้าในรถพุ่มพวงมีราคาถูกกว่าตลาดทั่วไป ซึ่งรถพุ่มพวงก็อยู่ในการออกร้านของกระทรวงพาณิชย์ ในโครงการไทยช่วยไทย ล็อตแรกที่เราเอาสินค้าไปให้ผู้ประกอบการนำไปขายให้รถเร่เพื่อนำไปขายให้ประชาชนอีกทีหนึ่ง เมื่อขายได้แล้วก็เอาเงินที่ได้ไปซื้อของมาเติม ซึ่งรัฐบาลช่วยในจุดเริ่มต้น พร้อมกับการเติมน้ำมัน ให้ฟรี” นายอนุทินกล่าว
ส่วนนางศุภจีกล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. และมีการขยายผลอย่างเป็นลำดับ ล่าสุดเตรียมเสนอใช้แหล่งเงินทุนจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.ก.) เงินกู้ เพื่อดำเนินโครงการไทยช่วยไทย Plus ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาประหยัดได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
เวลา 10.00 น. นายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีรัฐมนตรีแจ้งลาการประชุม 3 คน ได้แก่ 1.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ 2.นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และ 3.น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม
หนูสั่งเดินหน้าต่อ พรก.กู้เงิน
มีรายงานว่าก่อนเริ่มการประชุม ครม. นายกฯ ได้แจ้งว่า ขณะนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และมีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลสามารถดำเนินการได้เลย ส่วนกรณีฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินนั้น เป็นเรื่องของสภา ให้เป็นไปตามกระบวนการ รัฐบาลเดินหน้าต่อได้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา แล้วค่อยมาดูรายละเอียดว่าศาลวินิจฉัยเอาไว้อย่างไรบ้าง
นอกจากนี้ ในที่ประชุม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ได้เล่าและเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของการออก พ.ร.ก.กู้เงินแต่ละฉบับในอดีต ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และที่วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ โดยมีการพูดถึงเนื้อหาการออก พ.ร.ก.กู้เงินในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญปี 40, 50 และ 60 โดยเนื้อหาในรัฐธรรมนูญปี 40 ระบุเรื่องกู้เงินไว้ให้ดูเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ไม่มีเหตุผลเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ส่วนเรื่องการกู้เงินในรัฐธรรมนูญปี 50 จะแตกต่างกัน มีการกำหนดให้ดูเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความจำเป็นเร่งด่วนด้วย ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 60 ได้กลับไปใช้หลักการเดิมเหมือนปี 40 คือให้ตรวจสอบเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนกรณีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณาเอง
ต่อมาเวลา 12.30 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อ้างเหตุผลไม่จำเป็นเร่งด่วนว่า รัฐบาลในฐานะบริหารราชการแผ่นดินเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและมีประโยชน์
ถามว่า การยื่นตีความจะทำให้โครงการที่วางไว้สะดุดหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ครับ พ.ร.ก.กู้เงินมีผลบังคับใช้แล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพียงแต่ที่จะล่าช้าออกไปบ้าง คือเมื่อสมาชิกรัฐสภาจำนวน 1 ใน 5 ส่งเรื่องมา ทำให้ประธานสภาฯ ที่จะบรรจุวาระ พ.ร.ก.กู้เงินพิจารณาเป็นลำดับแรกยังทำไม่ได้ แต่ว่าถือเป็นคนละซอยกัน ซอยทำงานให้ประชาชนเอาเงินไปช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชนยังเดินต่อไป
ซักว่ามีการเตรียมการรับมือกรณีร้ายแรงที่สุดหากศาลตีความว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญไว้บ้างหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลทำหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องทำ คือช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชนที่เป็นเรื่องฝ่ายบริหาร เมื่อถามย้ำว่าต้องมีแผนหนึ่งแผนสองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีอยู่แผนเดียวแผนช่วยเหลือประชาชน เมื่อถามอีกว่าเรื่องนี้มีตำแหน่ง ครม.เดิมพัน หลายคนจึงตั้งคำถามว่ามีแผนสำรองหรือไม่หากศาลตีความเป็นอย่างอื่น นายอนุทินกล่าวว่า มาถึงจุดนี้แล้วถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออก พ.ร.ก. เท่านั้นเอง
ด้านนายเอกนิติยืนยันถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวิกฤตปากท้องประชาชน เชื่อว่าทุกประเทศมีความรับผิดชอบดูแลปากท้องประชาชน ส่วนที่หลายคนนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น ในปี 2540 ครั้งนั้นต้องเรียกว่าวิกฤตค่าเงินและวิกฤตแบงก์ล้ม ซึ่งแตกต่างจากในขณะนี้ที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยค่าครองชีพที่พุ่งสูงทั่วโลกถือเป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วน และมีการพิจารณาในคณะรัฐมนตรีอย่างรอบคอบ พร้อมระบุว่า หากไม่ทำในวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอก
ถามว่า ในส่วนของเงิน 2 แสนล้านบาทส่วนหลัง สามารถรอในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปกติได้หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ตนคิดว่า 2 แสนล้านบาทส่วนหลังกับ 2 แสนล้านบาทแรกต้องแยกกัน เพราะนี่คือวิกฤตเรื่องการเยียวยา ซึ่งวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ฉบับนี้คือการเยียวยา และนอกจากการเยียวยาแล้ว ยังต้องเปลี่ยนผ่านให้เกิดความเข้มแข็งได้ด้วย เปรียบเหมือนยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว ทั้งบรรเทาผลกระทบและทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น เพราะวิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก
นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ให้ที่ประชุมครม.พิจารณาในวันที่ 19 พ.ค.2569 จากเดิมที่จะเสนอเข้า ครม.ในวันที่ 12 พ.ค. เนื่องจากยังต้องรอความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ประกอบ โดยจะเป็นการเสนอพร้อมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะมีความชัดเจนว่าแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสมาจากแหล่งไหน
“การปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าวจะมีการก่อหนี้จากการกู้เงินในปีงบประมาณ 2569 เพิ่มอีก 2 แสนล้านบาท จากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยหลักการสำคัญคือ จะไม่เป็นการกู้เงินมากองไว้ เพราะจะทำให้รัฐต้องเสียดอกเบี้ย แต่จะเป็นการกู้เงินตามความจำเป็นของโครงการ และการใช้จริง” นายเอกนิติกล่าว
รองนายกฯ กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ครอบคลุมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไทม์ไลน์ยังเป็นตามเดิม คือจะมีการเสนอ ครม. ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ และจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พ.ค.2569 เพื่อให้เริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย.2569 ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม แต่มีโอกาสที่จะให้สิทธิ์คนละครึ่งพลัส 30 ล้านคน และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13.2 ล้านคน
ปกรณ์มั่นใจไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านว่า รัฐบาลมั่นใจตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้นมันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้าต่อไป ซึ่งสงครามยังไม่น่าจะจบ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ กฎหมายมีผลบังคับใช้โครงการจะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไร เว้นแต่ศาลบอกให้รอไว้ก่อน
“รัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาเพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภาจะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน” นายปกรณ์กล่าว
ถามว่า ฝ่ายค้านมองไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน จะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ ยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินทั้งในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตอนนั้นก็มีการถามประเด็นเรื่องความความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ต่อจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบ 2 เงื่อนไข 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อน เพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน
นอกจากนี้ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่ 2 ที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่าให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง และจนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลังเปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้
“หากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้นผมก็มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำหรอก เพราะเป็นการบายพาสสภา เพราะผลของมันร้ายแรงหากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกซึ่งถือเป็นไปตามปกติ โดย ครม.ทุกคนต้องรับผิดชอบ” นายปกรณ์กล่าว
ถามว่า ฝ่ายค้านมองเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายย้อนถามสื่อว่า เช็คเปล่าอีกแล้ว ก่อนระบุว่า "เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหน ใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มีหรอก โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรม ผมคิดว่าไม่ควรใช้ ตีชีวิตคุณตีเช็คเปล่าหรือไม่ ติดคุกนะ รัฐบาลไม่ทำหรอกครับ"
ไอติมชี้ รบ.จงใจหนีสภาพลัส
ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทว่า คำร้องเราเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน รัดกุม พุ่งเป้าไปที่เงินก้อน 2 แสนล้านบาทหลัง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นการตีกรอบให้ชัดในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ตนและพรรค ปชน.มีความกังวลใจคือการดำเนินการของรัฐบาล ว่ารัฐบาลเลือกดำเนินการอย่างไม่ตรงไปตรงมา เพื่อหลีกหนีการตรวจสอบของสภา ตนขอใช้คำว่าอาจเข้าข่ายปรากฏการณ์หนีสภาพลัส
นายพริษฐ์กล่าวว่า หนีที่หนึ่ง คือความจงใจของรัฐบาลในการนำเงิน 2 ก้อนมัดรวมไว้ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว ซึ่งเป็นการบีบให้ฝ่ายค้านอาจจะมีท่าทีไม่เห็นด้วย ต้องแสดงความเห็นกับเงินทั้ง 2 ก้อนในคราวเดียวกัน ส่วนคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เราได้แยกเงิน 2 ก้อนอย่างชัดเจน และมองว่าเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการรวมเงิน 2 ก้อนอยู่ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว ชัดเจนว่าเป็นการพยายามจะฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน และไปสอดไส้โครงการด้านพลังงาน หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา เพราะใช้กลไก พ.ร.ก.
“คำถามคือทำไมต้องรวมอยู่ในฉบับเดียว ทำไมไม่เอาเงิน 2 แสนล้านบาทหลังมารวมเข้ากับงบประมาณปกติ หากจะอ้างว่าไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติได้ ก็แยกออกมาเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้อีกฉบับก็ได้ แต่การเอามารวมกันมันเป็นรูปธรรมของการหนีสภาชั้นที่หนึ่งด้วยการยัดไส้” นายพริษฐ์กล่าว
ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวว่า หนีที่สอง ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ พรรค ปชน.จะยื่นญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมการธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้นี้ แม้ว่าจะยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ พ.ร.ก.เงินกู้ก็บังคับใช้ได้แล้ว และรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ เมื่อการใช้เงินกำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ดีที่สภาจะสามารถมีกรรมาธิการวิสามัญมาตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้เงิน ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ เหมือน พ.ร.ก.เงินกู้ช่วงโควิด-19 ที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแบบนี้ขึ้นมา
“การยื่นศาลรัฐธรรมนูญอาจทำให้วาระการลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ชะลอออกไป แต่เมื่อการใช้เงินเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีเหตุใด ที่สภาจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงิน จึงหวังว่า สส.รัฐบาลจะให้ความร่วมมือ และไม่พยายามใช้เสียงข้างมากเพื่อปิดกั้นการตรวจสอบ เราเห็นว่าทุกครั้งที่มีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาโดยเฉพาะ หากมีการสกัดกั้นไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว เราก็ต้องพยายามใช้กลไกอื่นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ผมคิดว่าไม่มีเหตุที่จะไม่ตั้ง” ประธานวิปฝ่ายค้านระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลุ้นพิเชษฐชิงผู้ว่าฯ แม้วควงอ้อเช็กฟิต
“ทักษิณ” ควงคุณหญิงอ้อพร้อม 2 ลูกสาวเช็กสุขภาพ รพ.พระราม 9
เร่งปราบนอมินี สอบ‘20บริษัท’ ยึดพะงัน-สมุย
นายกฯ สั่ง คกก.นโยบายที่ดินฯ เร่งรับรองโฉนดชุมชนให้เสร็จใน 60 วัน
สภาสูงหวั่นค่าโง่แลนด์บริดจ์
สภาสูงถก “รายงาน-ญัตติแลนด์บริดจ์” รุมถล่มชี้จุดอ่อนเพียบ
หนูปลอบหายห่วง‘ตี๋C4’ ตร.ตื่นล้างบางใน3เดือน
นายกฯ ย้ำคดี “หมิงเฉิน ซัน” หากพาดพิงใครดำเนินคดีหมด
'สส.สุราษฎร์ฯ' โต้เดือด 'อิสราเอล' ยึดเกาะพะงันยันไม่ใช่เรื่องจริง
สส.สุราษฎร์ฯ โต้เดือด อิสราเอลยึดเกาะพะงัน ยันไม่จริง ชี้เป็นดรามาสร้างภาพครึกโครม ยอมรับมีนอมินีรับจ้างเปิดบริษัทแต่เนื้อร้ายตัดทิ้งหมด แจงยิวเยอะช่วงนี้เพราะกลับบ้านไม่ได้ จากเหตุสงครามกับอิหร่าน
ทะเบียนราษฎรไร้ปัญหา นายกฯปัดสังคายนาใหม่
นายกฯ ยันระเบียบออกทะเบียนราษฎรไม่มีปัญหา อย่าเอาปลาเน่าตัวเดียวไปติเรือทั้งโกลน เ

