จับตาศาลถก‘พรก.’ ปชป.ผวากู้4แสนล.ซ้ำเติมวิกฤต/เปิดทำเนียบฯรับบิ๊กCEO

“ปธ.สภาฯ” ส่งคำร้อง "ฝ่ายค้าน" ขอตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทถึงมือ "ศาลรธน.” แล้ว “ปชน.” จี้ "โสภณ” บรรจุวาระเสนอญัตติตั้ง กมธ.ใช้เงินกู้ เปิดทางรัฐบาลแจงความจริงใจต่อ ปชช. “อภิสิทธิ์” ซัด รบ.กู้เงินเพิ่มความเสี่ยงทาง ศก. หวั่น 4 เดือนใช้เงินหมดวิกฤตยังไม่คลี่คลาย แนะ "อนุทิน” แก้ตรงจุดลดภาษีน้ำมันจะได้ไม่ต้องขับรถพุ่มพวง “กรณ์” ชงเก็บภาษีลาภลอย หลังผลกำไร บ.น้ำมันยักษ์ใหญ่พุ่ง 456%   “เอกนิติ” การันตีใช้เงินกู้โปร่งใส สั่งปลัดคลังโชว์ทุกโครงการใช้เงินสกัดโกงซ้ำรอยอดีต

ที่รัฐสภา วันที่ 13 พ.ค.2569 มีความคืบหน้าภายหลัง สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ยื่นคำร้องผ่านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น    ล่าสุดมีรายงานว่า นายโสภณได้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วเมื่อ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา และทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ลงเลขรับทางธุรการไว้แล้ว

 “ในส่วนการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ล้านบาท  แม้รัฐบาลจะส่งเนื้อหาเพื่อให้บรรจุวาระของสภาตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. แต่นายโสภณยังไม่สั่งบรรจุวาระ เนื่องจากว่าได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางดำเนินการของสภา ว่าหากมีสมาชิกยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แม้ว่าการพิจารณาบรรจุวาระดังกล่าวจะทำได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและความเรียบร้อย นายโสภณจึงยังไม่บรรจุวาระ และจะรอให้ศาลรัฐธรรมนนูญวินิจฉัยแล้วให้เสร็จก่อน” แหล่งข่าวระบุ

ขณะที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีพรรค ปชน.เตรียมยื่นญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท วันที่ 14  พ.ค. ว่า เรื่องนี้ได้เตรียมการไว้แล้ว แต่สุดท้ายประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุหรือไม่ ต้องติดตามว่าประธานสภาฯ จะเปิดโอกาสให้สภามีโอกาสได้ซักถามและตั้งคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่

“แม้วันนี้รัฐบาลจะยืนยันว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และจะปกป้องเงินทุกบาททุกสตางค์ที่กู้มาเอาไปใช้ประโยชน์สูงสุดกับประชาชน แต่ก็ยังมีคำถามที่ยังไม่ได้ตอบจากรัฐบาลและนายกฯ ว่าสุดท้ายแล้วเงินก้อนที่สองที่บอกว่าจะไปชดเชยหรือเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเร่งด่วน และคุ้มค่าจริงหรือไม่  วันนี้ถ้ารัฐบาลตั้งใจจะเดินหน้าเรื่องนี้ ก็ควรแสดงความจริงใจให้พื้นที่กับสภาในการตรวจสอบ พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อยเป็นการแสดงความจริงใจให้ประชาชนเห็นว่าหลังจากนี้กู้เงินจะเดินหน้าแบบไหน ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศจริงๆ แบบที่พูดได้หรือไม่” น.ส.ภคมนกล่าว

ถามว่า พ.ร.ก.กู้เงินประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รัฐบาลสามารถใช้เงินได้ทันที การเข้าสภาเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้นหรือไม่ โฆษกพรรค ปชน.กล่าวว่า สุดท้ายเป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะใช้เงินเดินหน้าทำอะไรก็ตาม เพียงแต่หากมีความจริงใจสักหน่อยกับฝ่ายค้านและประชาชน เห็นประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญ ไม่น่าจะหลีกเลี่ยงการซักถามในสภา

“ถ้าวันนี้หยุดให้สภาได้ซักถาม นายกฯ ก็จะใช้เวทีสภาในการสื่อสารกับประชาชน เพราะถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจและเชื่อใจนายกฯ ได้บ้างกับการใช้เงินก้อนนี้” โฆษกพรรค ปชน.กล่าว

ปชป.ซัดกู้เงินพา ปท.เสี่ยง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชป. แถลงกรณีปัญหาที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า พรรค ปชป.ไม่เห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะมองว่ามีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่า ที่บอกว่าสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้วันนี้ทำเหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจของไทยขณะนี้พบว่าเติบโตถึง 1.5% ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือน มี.ค.เพิ่ม 0.8%  นอกจากนั้นแล้วบริษัทมูดี้ส์ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยตัวเลขระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือน มีตรงไหนที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง

“คำพูดที่ว่าคนอื่นเคยทำ ต้องดูว่าสถานการณ์เหมือนกันหรือไม่ ฝนตกพายุหนักต้องใส่เสื้อหรือใช้ร่มหรือไม่ อาจมีฝนตกปรอยๆ จะอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกันนั้นไม่ใช่ รองนายกฯ บอกว่าไม่มีสิทธิ์ตีความเรื่องจำเป็นเร่งด่วน โดยรัฐธรรมนูญให้ดุลยพินิจกับรัฐบาล แต่ต้องใช้ดุลยพินิจนั้นโดยสุจริตและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรัฐบาลต้องเคารพ ถ้าละเมิดฝ่ายค้านพร้อมจะตรวจสอบใช้กลไกอื่นต่อไปตามรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า ประเด็นการกู้เงินและแผนที่รัฐบาลประกาศจะทำนั้น พรรคมองว่านอกจากการตรา พ.ร.ก.และการกู้เงินไม่เป็นไปตามความมั่นคงเศรษฐกิจแล้วยังซ้ำเติม และทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น เพราะกรณีที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ภายใน 4 เดือน หากใช้หมดภายในเวลา แต่ยังมีวิกฤตซ้ำซ้อนเกิดขึ้น เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น จะทำให้ของแพงมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐบาลจะทำอย่างไร เพราะใช้อาวุธหมดแล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะได้สร้างแรงกดดันทางด้านราคา ขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้แตะเพดานจากการใช้เงินรวดเร็ว หากหนี้ชนเพดานรัฐบาลจะทำอย่างไร

 “พรรคมองว่ามีวิธีอื่นที่แกัปัญหาได้โดยไม่ต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านการลดภาษีหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมาตรการดังกล่าวดีเซลจะลดลงเหลือลิตรละ 33 บาท การลดต้นทุนให้น้ำมันลดลงคือการช่วยที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่แค่คนขับรถ  แต่ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่เพิ่มสูงและขาดแคลน หากใช้วิธีดังกล่าวเพียง 4 เดือน จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยใช้เงินเพียง 1 ใน 3 ของรัฐบาลจะใช้ และทำให้ของถูกลง รวมทั้งใช้วิธีเก็บภาษีลาภลอยที่อาจทำให้ราคาน้ำมันลดลงเหลือลิตรละ 30 บาท จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้นเศรษฐกิจมั่นคง” หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะใช้ในส่วนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือโซลาร์รูฟ เชื่อว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยน้อยมาก เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือมีโอกาสสูงสนับสนุนนำเข้า หากรัฐบาลเปลี่ยนผ่านและสร้างมูลค่าในประเทศต้องเดินหน้าทำบี 20 และบี 50 เพิ่มสัดส่วนปาล์มน้ำมันในไบโอดีเซล ใช้เงินลงทุนกับผู้ประกอบการยานยนต์ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ทำให้การพึ่งพาน้ำมันน้อยลง และยังได้สนับสนุนเกษตรกรสวนปาล์มเพิ่มมากขึ้น

“ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลคือเติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่งบที่รัฐบาลใช้ไม่ใช่ส่วนใหญ่  น้อยกว่าไทยช่วยไทยหรือคนละครึ่ง ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายโอนงบประมาณได้ พรรคเข้าใจว่าประชาชนเดือดร้อน แต่มั่นใจว่ามีวิธีการที่ถูก ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถูกกฎหมายและถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้โดยไม่กู้เงิน ขณะที่การกู้เงินสร้างความเสี่ยง เพิ่มความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการฉวยโอกาสทำโครงการเพื่อประโยชน์ และไม่ชอบ ส่อรั่วไหลหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา” นายอภิสิทธิ์กล่าว

จี้แก้ต้นเหตุเก็บภาษีลาภลอย

ถามว่า ดูเหมือนขณะนี้รัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะฟังเสียงทัดทานในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลอนุมัติไปแล้ว ประกาศไปแล้ว แล้วกฎหมายอนุมัติแล้ว การโต้แย้งจึงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่สำหรับฝ่ายค้านคิดว่าหากรัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้แล้วเปลี่ยนใจว่าถึงมีอำนาจในการกู้เงิน เพราะมีกฎหมายนี้อยู่ แต่ไม่กู้ แล้วไปทำการลดราคาน้ำมัน ลดราคาสินค้าให้กับประชาชนตอนนี้เลย และใช้เงินเท่าที่จำเป็นในการดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และดีกว่านั้นคือไปทำเรื่อง พ.ร.บ.โอนงบให้เรียบร้อยเสียก่อน  คิดว่าจะดีกับทุกคน ดีกับประชาชนที่เดือดร้อน เพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต นายกฯ ไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง

ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ผลประกอบการของบริษัท ไทยออยล์ ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่งประกาศผล ซึ่งเห็นได้ชัดว่าที่เราพูดมาโดยตลอดว่าจะมีกำไรลักษณะลาภลอยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือมีการซื้อน้ำมันกักตุนเอาไว้ก่อนเกิดสงคราม แล้วรัฐบาลเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันสามารถขายให้กับประชาชนในราคาที่ปรับสูงขึ้นแล้วหลังสงครามได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดที่สำคัญของรัฐบาล

นอกจากนี้ ประเด็นที่ 2 คือค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาที่ 16-17 บาทต่อลิตร และมีการถกเถียงตลอดว่าค่าการกลั่นที่สูงขึ้นส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่นหรือไม่ แต่วันนี้ชัดเจนแล้วไตรมาส 1 บริษัท ไทยออยล์มีกำไรถึง 9,000 ล้านบาท สูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันหรือไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว 4.5 เท่า หรือ 456% และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีที่แล้ว ประมาณ 30% นี่คือความชัดเจนว่ากำไรสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และกำไรตรงนี้สะท้อนให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งคือความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

นายกรณ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ โดยอ้างสาเหตุสำคัญมาจากประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น นอกเหนือจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นแล้ว อีก 2 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเกินจำเป็น คือ 1.รัฐบาลไม่ได้ไปกำกับดูแลในเรื่องของวิธีการกำหนดราคาน้ำมัน แต่กลับมาตั้งคณะกรรมการความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยส่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เป็นประธาน และไปศึกษาว่ามีแนววิธีการอื่นใดหรือไม่ที่จะกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับประชาชนมากกว่าที่ใช้อยู่ แต่วันนี้ก็ยังใช้สูตรเดิม ยังคำนวณแบบเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินควร

2.ภาษีสรรพสามิต ซึ่งง่ายมากในการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชนหรือผู้ประกอบการทุกคน คือรัฐบาลลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลง   ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนน้ำมันสูง จนทำให้รัฐบาลยกมาเป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เพราะรัฐบาลไม่ดำเนินการในสิ่งที่ควรทำ ปล่อยให้ราคาพลังงานสูงเกินควร แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เพิ่มเติมเพื่อเยียวยาประชาชน ซึ่งจริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องเยียวยาเลยตั้งแต่แรก หากได้ทำในสิ่งที่พรรค ปชป.แนะนำมาตลอด

เอกนิติลั่น 4 แสนล.ใช้โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ชี้แจงกรณีพรรค ปชป.ระบุรัฐบาลไม่สนใจฟังเสียงทัดทานการกู้เงิน 4 แสนล้านที่อาจเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจว่า ขอยืนยันความตั้งใจของรัฐบาลเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินในครั้งนี้ จะเน้นเรื่องความโปร่งใสอย่างเข้มข้น โดยได้กำชับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลและ AI ในทุกโครงการที่จะเข้ามาใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และไม่ให้เป็นเหมือนการกู้เงินของรัฐบาลในอดีตที่มีปัญหาเยอะมาก

 “การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้จะอยู่ภายใต้หลักการ 5T คือ มุ่งเป้า (Targeted), การเปลี่ยนผ่าน (Transition), การปฏิรูป (Transform), ความโปร่งใส (Transparency) และการมีส่วนร่วม (Together) โดยทั้งหมดจะต้องโปร่งใสมากที่สุด นี่เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้" นายเอกนิติกล่าว

รองนายกฯ และ รมว.การคลังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ได้มีการประชุมนัดแรก ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อวางกฎ ระเบียบ และกติกาต่างๆ สำหรับโครงการที่จะเข้ามาใช้เงินกู้ โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีการเสนอโครงการเข้ามาให้พิจารณา แต่หลังจากนี้คาดว่าหน่วยงานน่าจะเริ่มทยอยส่งคำขอเข้ามา

 “กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งสรุปรายละเอียดของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งครอบคลุมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสรุป และเบื้องต้นยังยืนยันว่าจะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ตามกำหนดการเดิมในวันที่ 19 พ.ค.นี้” รองนายกฯ และ รมว.การคลังระบุ

วันเดียวกัน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดและการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนว่า รัฐบาลเดินหน้าการทำงานตามนโยบาย โดยมุ่งยกระดับระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงง่าย และสอดรับกับการพัฒนาเมืองสมัยใหม่อย่างยั่งยืน

 “สิ่งที่ประชาชนจะได้รับคือการเข้าถึงพลังงานสะอาดที่สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น ลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ

มีรายงานว่า ในวันที่ 15 พ.ค. เวลา 17.00 น. นายกฯ จะเป็นประธานเปิดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงลึกจากภาคเอกชนจากผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสถาบันหลัก (กกร.) กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มสุขภาพ กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยี ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมเปิดวงสนทนา Open Dialogue เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเสรี ในบรรยากาศที่เปิดกว้าง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดรีมแมตช์ ‘ญี่ปุ่น’ บู๊‘บราซิล’ คนไทยทำใจเลือกเชียร์ยาก

ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ เดินทางมาถึงรอบน็อกเอาต์ 32 ทีมสุดท้าย ค่ำคืนวันที่ 29 มิถุนายน หรือตรงกับเช้าตรู่ วันที่ 30 มิถุนายน ตามเวลาประเทศไทย มีเกมฟาดแข้ง 3 คู่ 3 สนาม ไฮไลต์สำคัญเป็นการดวลกันระหว่าง บราซิล ปะทะ ญี่ปุ่น