“ปธ.สภาฯ” ส่งคำร้อง "ฝ่ายค้าน" ขอตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทถึงมือ "ศาลรธน.” แล้ว “ปชน.” จี้ "โสภณ” บรรจุวาระเสนอญัตติตั้ง กมธ.ใช้เงินกู้ เปิดทางรัฐบาลแจงความจริงใจต่อ ปชช. “อภิสิทธิ์” ซัด รบ.กู้เงินเพิ่มความเสี่ยงทาง ศก. หวั่น 4 เดือนใช้เงินหมดวิกฤตยังไม่คลี่คลาย แนะ "อนุทิน” แก้ตรงจุดลดภาษีน้ำมันจะได้ไม่ต้องขับรถพุ่มพวง “กรณ์” ชงเก็บภาษีลาภลอย หลังผลกำไร บ.น้ำมันยักษ์ใหญ่พุ่ง 456% “เอกนิติ” การันตีใช้เงินกู้โปร่งใส สั่งปลัดคลังโชว์ทุกโครงการใช้เงินสกัดโกงซ้ำรอยอดีต
ที่รัฐสภา วันที่ 13 พ.ค.2569 มีความคืบหน้าภายหลัง สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ยื่นคำร้องผ่านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น ล่าสุดมีรายงานว่า นายโสภณได้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วเมื่อ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา และทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ลงเลขรับทางธุรการไว้แล้ว
“ในส่วนการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ล้านบาท แม้รัฐบาลจะส่งเนื้อหาเพื่อให้บรรจุวาระของสภาตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. แต่นายโสภณยังไม่สั่งบรรจุวาระ เนื่องจากว่าได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางดำเนินการของสภา ว่าหากมีสมาชิกยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แม้ว่าการพิจารณาบรรจุวาระดังกล่าวจะทำได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและความเรียบร้อย นายโสภณจึงยังไม่บรรจุวาระ และจะรอให้ศาลรัฐธรรมนนูญวินิจฉัยแล้วให้เสร็จก่อน” แหล่งข่าวระบุ
ขณะที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีพรรค ปชน.เตรียมยื่นญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท วันที่ 14 พ.ค. ว่า เรื่องนี้ได้เตรียมการไว้แล้ว แต่สุดท้ายประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุหรือไม่ ต้องติดตามว่าประธานสภาฯ จะเปิดโอกาสให้สภามีโอกาสได้ซักถามและตั้งคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่
“แม้วันนี้รัฐบาลจะยืนยันว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และจะปกป้องเงินทุกบาททุกสตางค์ที่กู้มาเอาไปใช้ประโยชน์สูงสุดกับประชาชน แต่ก็ยังมีคำถามที่ยังไม่ได้ตอบจากรัฐบาลและนายกฯ ว่าสุดท้ายแล้วเงินก้อนที่สองที่บอกว่าจะไปชดเชยหรือเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเร่งด่วน และคุ้มค่าจริงหรือไม่ วันนี้ถ้ารัฐบาลตั้งใจจะเดินหน้าเรื่องนี้ ก็ควรแสดงความจริงใจให้พื้นที่กับสภาในการตรวจสอบ พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อยเป็นการแสดงความจริงใจให้ประชาชนเห็นว่าหลังจากนี้กู้เงินจะเดินหน้าแบบไหน ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศจริงๆ แบบที่พูดได้หรือไม่” น.ส.ภคมนกล่าว
ถามว่า พ.ร.ก.กู้เงินประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รัฐบาลสามารถใช้เงินได้ทันที การเข้าสภาเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้นหรือไม่ โฆษกพรรค ปชน.กล่าวว่า สุดท้ายเป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะใช้เงินเดินหน้าทำอะไรก็ตาม เพียงแต่หากมีความจริงใจสักหน่อยกับฝ่ายค้านและประชาชน เห็นประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญ ไม่น่าจะหลีกเลี่ยงการซักถามในสภา
“ถ้าวันนี้หยุดให้สภาได้ซักถาม นายกฯ ก็จะใช้เวทีสภาในการสื่อสารกับประชาชน เพราะถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจและเชื่อใจนายกฯ ได้บ้างกับการใช้เงินก้อนนี้” โฆษกพรรค ปชน.กล่าว
ปชป.ซัดกู้เงินพา ปท.เสี่ยง
ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชป. แถลงกรณีปัญหาที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า พรรค ปชป.ไม่เห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะมองว่ามีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่า ที่บอกว่าสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้วันนี้ทำเหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจของไทยขณะนี้พบว่าเติบโตถึง 1.5% ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือน มี.ค.เพิ่ม 0.8% นอกจากนั้นแล้วบริษัทมูดี้ส์ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยตัวเลขระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือน มีตรงไหนที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง
“คำพูดที่ว่าคนอื่นเคยทำ ต้องดูว่าสถานการณ์เหมือนกันหรือไม่ ฝนตกพายุหนักต้องใส่เสื้อหรือใช้ร่มหรือไม่ อาจมีฝนตกปรอยๆ จะอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกันนั้นไม่ใช่ รองนายกฯ บอกว่าไม่มีสิทธิ์ตีความเรื่องจำเป็นเร่งด่วน โดยรัฐธรรมนูญให้ดุลยพินิจกับรัฐบาล แต่ต้องใช้ดุลยพินิจนั้นโดยสุจริตและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรัฐบาลต้องเคารพ ถ้าละเมิดฝ่ายค้านพร้อมจะตรวจสอบใช้กลไกอื่นต่อไปตามรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า ประเด็นการกู้เงินและแผนที่รัฐบาลประกาศจะทำนั้น พรรคมองว่านอกจากการตรา พ.ร.ก.และการกู้เงินไม่เป็นไปตามความมั่นคงเศรษฐกิจแล้วยังซ้ำเติม และทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น เพราะกรณีที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ภายใน 4 เดือน หากใช้หมดภายในเวลา แต่ยังมีวิกฤตซ้ำซ้อนเกิดขึ้น เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น จะทำให้ของแพงมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐบาลจะทำอย่างไร เพราะใช้อาวุธหมดแล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะได้สร้างแรงกดดันทางด้านราคา ขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้แตะเพดานจากการใช้เงินรวดเร็ว หากหนี้ชนเพดานรัฐบาลจะทำอย่างไร
“พรรคมองว่ามีวิธีอื่นที่แกัปัญหาได้โดยไม่ต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านการลดภาษีหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมาตรการดังกล่าวดีเซลจะลดลงเหลือลิตรละ 33 บาท การลดต้นทุนให้น้ำมันลดลงคือการช่วยที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่แค่คนขับรถ แต่ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่เพิ่มสูงและขาดแคลน หากใช้วิธีดังกล่าวเพียง 4 เดือน จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยใช้เงินเพียง 1 ใน 3 ของรัฐบาลจะใช้ และทำให้ของถูกลง รวมทั้งใช้วิธีเก็บภาษีลาภลอยที่อาจทำให้ราคาน้ำมันลดลงเหลือลิตรละ 30 บาท จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้นเศรษฐกิจมั่นคง” หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะใช้ในส่วนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือโซลาร์รูฟ เชื่อว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยน้อยมาก เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือมีโอกาสสูงสนับสนุนนำเข้า หากรัฐบาลเปลี่ยนผ่านและสร้างมูลค่าในประเทศต้องเดินหน้าทำบี 20 และบี 50 เพิ่มสัดส่วนปาล์มน้ำมันในไบโอดีเซล ใช้เงินลงทุนกับผู้ประกอบการยานยนต์ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ทำให้การพึ่งพาน้ำมันน้อยลง และยังได้สนับสนุนเกษตรกรสวนปาล์มเพิ่มมากขึ้น
“ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลคือเติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่งบที่รัฐบาลใช้ไม่ใช่ส่วนใหญ่ น้อยกว่าไทยช่วยไทยหรือคนละครึ่ง ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายโอนงบประมาณได้ พรรคเข้าใจว่าประชาชนเดือดร้อน แต่มั่นใจว่ามีวิธีการที่ถูก ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถูกกฎหมายและถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้โดยไม่กู้เงิน ขณะที่การกู้เงินสร้างความเสี่ยง เพิ่มความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการฉวยโอกาสทำโครงการเพื่อประโยชน์ และไม่ชอบ ส่อรั่วไหลหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา” นายอภิสิทธิ์กล่าว
จี้แก้ต้นเหตุเก็บภาษีลาภลอย
ถามว่า ดูเหมือนขณะนี้รัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะฟังเสียงทัดทานในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลอนุมัติไปแล้ว ประกาศไปแล้ว แล้วกฎหมายอนุมัติแล้ว การโต้แย้งจึงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่สำหรับฝ่ายค้านคิดว่าหากรัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้แล้วเปลี่ยนใจว่าถึงมีอำนาจในการกู้เงิน เพราะมีกฎหมายนี้อยู่ แต่ไม่กู้ แล้วไปทำการลดราคาน้ำมัน ลดราคาสินค้าให้กับประชาชนตอนนี้เลย และใช้เงินเท่าที่จำเป็นในการดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และดีกว่านั้นคือไปทำเรื่อง พ.ร.บ.โอนงบให้เรียบร้อยเสียก่อน คิดว่าจะดีกับทุกคน ดีกับประชาชนที่เดือดร้อน เพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต นายกฯ ไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง
ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ผลประกอบการของบริษัท ไทยออยล์ ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่งประกาศผล ซึ่งเห็นได้ชัดว่าที่เราพูดมาโดยตลอดว่าจะมีกำไรลักษณะลาภลอยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือมีการซื้อน้ำมันกักตุนเอาไว้ก่อนเกิดสงคราม แล้วรัฐบาลเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันสามารถขายให้กับประชาชนในราคาที่ปรับสูงขึ้นแล้วหลังสงครามได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดที่สำคัญของรัฐบาล
นอกจากนี้ ประเด็นที่ 2 คือค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาที่ 16-17 บาทต่อลิตร และมีการถกเถียงตลอดว่าค่าการกลั่นที่สูงขึ้นส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่นหรือไม่ แต่วันนี้ชัดเจนแล้วไตรมาส 1 บริษัท ไทยออยล์มีกำไรถึง 9,000 ล้านบาท สูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันหรือไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว 4.5 เท่า หรือ 456% และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีที่แล้ว ประมาณ 30% นี่คือความชัดเจนว่ากำไรสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และกำไรตรงนี้สะท้อนให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งคือความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
นายกรณ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ โดยอ้างสาเหตุสำคัญมาจากประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น นอกเหนือจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นแล้ว อีก 2 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเกินจำเป็น คือ 1.รัฐบาลไม่ได้ไปกำกับดูแลในเรื่องของวิธีการกำหนดราคาน้ำมัน แต่กลับมาตั้งคณะกรรมการความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยส่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เป็นประธาน และไปศึกษาว่ามีแนววิธีการอื่นใดหรือไม่ที่จะกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับประชาชนมากกว่าที่ใช้อยู่ แต่วันนี้ก็ยังใช้สูตรเดิม ยังคำนวณแบบเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินควร
2.ภาษีสรรพสามิต ซึ่งง่ายมากในการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชนหรือผู้ประกอบการทุกคน คือรัฐบาลลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนน้ำมันสูง จนทำให้รัฐบาลยกมาเป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เพราะรัฐบาลไม่ดำเนินการในสิ่งที่ควรทำ ปล่อยให้ราคาพลังงานสูงเกินควร แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เพิ่มเติมเพื่อเยียวยาประชาชน ซึ่งจริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องเยียวยาเลยตั้งแต่แรก หากได้ทำในสิ่งที่พรรค ปชป.แนะนำมาตลอด
เอกนิติลั่น 4 แสนล.ใช้โปร่งใส
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ชี้แจงกรณีพรรค ปชป.ระบุรัฐบาลไม่สนใจฟังเสียงทัดทานการกู้เงิน 4 แสนล้านที่อาจเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจว่า ขอยืนยันความตั้งใจของรัฐบาลเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินในครั้งนี้ จะเน้นเรื่องความโปร่งใสอย่างเข้มข้น โดยได้กำชับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลและ AI ในทุกโครงการที่จะเข้ามาใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และไม่ให้เป็นเหมือนการกู้เงินของรัฐบาลในอดีตที่มีปัญหาเยอะมาก
“การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้จะอยู่ภายใต้หลักการ 5T คือ มุ่งเป้า (Targeted), การเปลี่ยนผ่าน (Transition), การปฏิรูป (Transform), ความโปร่งใส (Transparency) และการมีส่วนร่วม (Together) โดยทั้งหมดจะต้องโปร่งใสมากที่สุด นี่เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้" นายเอกนิติกล่าว
รองนายกฯ และ รมว.การคลังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ได้มีการประชุมนัดแรก ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อวางกฎ ระเบียบ และกติกาต่างๆ สำหรับโครงการที่จะเข้ามาใช้เงินกู้ โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีการเสนอโครงการเข้ามาให้พิจารณา แต่หลังจากนี้คาดว่าหน่วยงานน่าจะเริ่มทยอยส่งคำขอเข้ามา
“กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งสรุปรายละเอียดของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งครอบคลุมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสรุป และเบื้องต้นยังยืนยันว่าจะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ตามกำหนดการเดิมในวันที่ 19 พ.ค.นี้” รองนายกฯ และ รมว.การคลังระบุ
วันเดียวกัน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดและการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนว่า รัฐบาลเดินหน้าการทำงานตามนโยบาย โดยมุ่งยกระดับระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงง่าย และสอดรับกับการพัฒนาเมืองสมัยใหม่อย่างยั่งยืน
“สิ่งที่ประชาชนจะได้รับคือการเข้าถึงพลังงานสะอาดที่สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น ลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
มีรายงานว่า ในวันที่ 15 พ.ค. เวลา 17.00 น. นายกฯ จะเป็นประธานเปิดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงลึกจากภาคเอกชนจากผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสถาบันหลัก (กกร.) กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มสุขภาพ กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยี ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมเปิดวงสนทนา Open Dialogue เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเสรี ในบรรยากาศที่เปิดกว้าง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เสี่ยงทาย‘วันพืชมงคล’ น้ำน้อย-ค้าขายดีศก.รุ่ง
"ในหลวง-พระราชินี" เสด็จฯ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569
นายกฯซัด‘AI’คลิปเปิดด่าน เขมรโวยทะเบียนปราสาท
“อนุทิน” โวยคลิปเสียงเปิดด่านเป็น AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี
ล้างแก๊งฮุบพะงัน เย้ยพิพัฒน์ร้อนตัว
นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่พะงัน ล้างนอมินีต่างชาติฮุบเกาะ ฮึ่มสั่ง ตร.ลากเส้นทางเงิน พร้อมลุยจัดระเบียบชายหาด
ลุ้นพิเชษฐชิงผู้ว่าฯ แม้วควงอ้อเช็กฟิต
“ทักษิณ” ควงคุณหญิงอ้อพร้อม 2 ลูกสาวเช็กสุขภาพ รพ.พระราม 9
อนุทินสั่งครม.ลุยกู้ มั่นใจพรก.ไม่สะดุด‘ไทยช่วยไทยพลัส’เดินตามไทม์ไลน์
“นายกฯ” โชว์ขี่รถพ่วงข้างพุ่มพวงพา "ศุภจี” ซ้อนท้าย เปิด “ไทยช่วยไทยลดภาระค่าครองชีพ” กระจายสินค้าราคาถูก

