“อนุทิน” สั่ง “คมนาคม” เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยเหตุรถไฟชนรถเมล์ “สิริพงศ์” เตรียมเสนอผลสอบข้อเท็จจริงต่อนายกฯ 20 พ.ค. พร้อมเปิดกว้างรับฟังแนวทางแก้ปัญหาจุดตัดทุกฝ่าย เคาะเยียวยาผู้เสียชีวิตได้ 2.3 ล้าน ผู้บาดเจ็บ 1 ล้านบาท “กมธ.คมนาคม สภาฯ” จ่อเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องแจงเหตุพุธนี้ “วุฒิสภา” ถกญัตติด่วนปมอุบัติเหตุ จี้รัฐบาลบังคับใช้ กม.จริงจัง “นันทนา” ยกเคสญี่ปุ่นหากเกิดเหตุ “รมว.คมนาคม” ลาออกไปแล้ว “สว.-ปชน.” ซัดไอเดีย “พิพัฒน์” ห้ามรถไฟวิ่งเข้ากลางเมือง บอกโยนภาระให้ ปชช. “รฟท.” ตื่นลุยตรวจฉี่พนักงานขับรถไฟ “นิติเวช” พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้แล้ว 6 ร่าง
เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (รมช.คมนาคม) กล่าวถึงมาตรการทดลองไม่ให้รถไฟวิ่งเข้ามาในกรุงเทพฯ ชั้นในเป็นระยะเวลา 3 เดือนว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ได้ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปทำแผนมาเสนอภายใน 2 เดือน โดยใช้เวลารวม 3 เดือนในการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ดำเนินการมาแล้วในอดีต จึงนำข้อท้วงติงต่างๆ มาพูดคุยกัน เช่น นำรถของ ขสมก.มาเดินรถขนานกับรถไฟ ปรากฏว่ามีความล่าช้า แต่ให้เปลี่ยนมาขึ้นรถไฟฟ้าก็มีราคาที่ต้องจ่ายสูงขึ้น ดังนั้นการดำเนินการครั้งนี้เป็นการศึกษาเสนอแนะแนวทาง ยังไม่มีการทดลองใช้ แต่หากจะทดลองใช้ก็เป็นเพียงระยะสั้น
“แผนยังไม่ได้นำส่ง เรารับฟังทุกเสียง แต่หลักในการจัดการคมนาคมที่ผ่านมา คือการนำระบบรางขึ้นลอยฟ้าให้หมด ก็จะเหมือนกับเส้นบางซื่อไปจนถึงรังสิต เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าช่วยแก้ไขปัญหาจราจรได้จริง และสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อคือระบบ Missing link ที่ยังทำไม่เสร็จ หากแล้วเสร็จก็จะเป็นระบบลอยฟ้าทั้งหมด ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาของ รฟท.” นายสิริพงศ์กล่าว
รมช.คมนาคมให้สัมภาษณ์อีกครั้งที่พรรคภูมิใจไทยว่า ในการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีพูดในที่ประชุมว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก ขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย เนื่องจากแต่ละวันจะมีพยานหลักฐานใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีคำถามจากภาคสังคมเข้ามา จึงสั่งการให้กระทรวงคมนาคมรีบสรุปประเด็นต่างๆ เช่น พนักงานขับรถไฟอยู่ในห้องขับหรือไม่ การที่พนักงานขับรถไฟเสพยาเกิดความบกพร่องส่วนใดบ้าง เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติด ทั้งหมดนี้ขอให้ดำเนินการตรวจสอบให้ครบถ้วน
ถามถึงผลการสอบสวนเหตุที่เกิดขึ้น นายสิริพงศ์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้รายงานนายกฯ ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว น่าจะสรุปผลได้ในวันนี้ (19 พ.ค.) และนำรายงานได้ไม่เกินวันที่ 20 พ.ค. ส่วนเรื่องเงินเยียวยาไม่ต้องเข้าที่ประชุม ครม. เพราะเป็นส่วนของกระทรวงคมนาคมที่จะดำเนินการ ซึ่งมีส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่จะนำมาจากกองทุนต่างๆ โดยคดีนี้กรณีผู้เสียชีวิตจะอยู่ที่ประมาณ 2,390,000 บาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บวงเงินสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท
ขณะที่ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการนำเรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถโดยสารประจำทางบริเวณแยกอโศก-ดินแดง เข้าสู่การพิจารณาใน กมธ. ในวันที่ 20 พ.ค.ว่า แบ่งเป็น 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก สาเหตุ ซึ่งไม่ใช่แค่กรณีนี้กรณีเดียว แต่ที่ผ่านมามีอุบัติเหตุในพื้นที่คาบเกี่ยวอย่างไรบ้าง และมีปัญหาการจอดคร่อมเลนจราจรอย่างไรบ้าง ซึ่งต้องดูภาพรวมของสาเหตุก่อน, เรื่องที่ 2 การแก้ไขปัญหาทั้งเชิงวิศวกรรมจราจร การจัดการจราจรก็ดี หรือในมิติของการรถไฟฯ การเชื่อมระบบต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริหารที่ง่ายขึ้น คือในส่วนของระยะสั้นและระยะกลาง แต่ระยะยาวคือเรื่องโครงการที่ต้องมีการประกันหรือไม่ เช่น โครงการมิสซิงลิงก์ (Missing Link) ซึ่งที่ผ่านมาเงียบไปหลายปี และเรื่องที่ 3 การติดตามเรื่องการเยียวยาให้กับประชาชน รวมทั้งสอบถามกรณีคำชี้แจงของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ที่ออกมาทั้งเรื่องระยะในการเบรก ปัญหาภายในของรถไฟ ซึ่งไม่ตรงกับที่อธิบดีกรมรางออกมาบอกก็ต้องสอบถาม
ถามกรณีนายพิพัฒน์มีแนวคิดจะลดการใช้รถไฟผ่านใจกลางเมือง นายศุภณัฐกล่าวว่า ต้องไปดูที่มาที่ไปของโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงก่อน ตอนที่วางแผนไว้วางเชื่อมกันหมดทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก มารวมที่สถานีกลางบางซื่อ พอท่านไปเปลี่ยนรูปแบบแบบนี้ เท่ากับท่านบอกว่ารัฐบาลสนับสนุนการเดินทางทางถนนเป็นหลัก ไม่ใช่ทางรางหรือไม่ คำถามคือโครงการที่มีการวางแผน มีการคิดมาตั้งนานแล้วจะทำอย่างไร ตนคิดว่าแผนไม่ได้ผิด มันผิดที่เราปฏิบัติตามโครงการช้าเกินไป เราให้ความสำคัญกับรถไฟฟ้าสามสนามบิน จนทำให้โครงการนี้เกิดไม่ได้ หรือเกิดได้ช้า ซึ่งยังคาราคาซังอยู่
"ต้องกลับไปถามว่า เรื่องนี้คุณจะเคลียร์อย่างไร คุณกำลังเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ไม่ดำเนินการตามสิ่งที่ตัวเองประมูล และพยายามดำเนินการแก้ไขสัญญา เพื่อผลประโยชน์ของผู้ประมูลหรือไม่ และเป็นสิ่งที่ภาครัฐควรทำหรือไม่ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาหลายปีแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังไม่ฟันธง แล้วจะมาเปลี่ยนในเวอร์ชันนี้แทน ตนคิดว่าไม่ตอบโจทย์ประชาชนในระยะยาว ซึ่งในระยะยาวควรจะเป็นการเชื่อมกันของระบบรางมากกว่าพึ่งพาระบบถนน" ปธ.กมธ.คมนาคม สภาฯ ระบุ
ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา (สว.) ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง เป็นประธานการประชุม นายวุฒิชาติ กัลยานมิตร สว. และ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ซึ่งเป็นวิกฤตความปลอดภัยและการเยียวยา เพื่อให้รัฐบาลนำไปแก้ไขต่อไป
สว.-ปชช.รุมซัดไอเดียพิพัฒน์
นายวุฒิชาติได้เปิดคลิปวิดีโอเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ให้สมาชิกในที่ประชุมได้พิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงคลิปการโบกธงแดง พร้อมระบุว่า ระเบียบของหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน พ.ร.บ.จราจร ที่ควบคุมการปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรื่องกฎระเบียบของการรถไฟ มีระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งหมด ถ้าทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามเหตุการณ์เหล่านี้ก็จะไม่เกิด
“บริเวณดังกล่าวกายภาพของถนนไม่สามารถช่วยในเรื่องของการจัดการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีการเคลียร์รถที่ต้องผ่านทั้งหมด 3 แยกออกให้หมดก่อน ตอนสมัยผมดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผมเคยลงไปดูจุดนี้ เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาว่าเราจะแก้ไขอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าในเรื่องการใช้ถนนร่วมกัน การใช้ราง เวลารถไฟวิ่งผ่านกัน ถ้าเป็นขบวนที่วิ่งสวนกันใช้เวลาประมาณ 1 นาทีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งก็เข้าใจว่าคนที่มีภารกิจรีบร้อนแล้วมาอยู่ในช่วงการจราจรติดขัด ก็ต้องรีบทุกอย่าง เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเร็วที่สุด” นายวุฒิชาติกล่าว
ส่วน น.ต.วุฒิพงศ์เสนอญัตติว่า เรื่องนี้เป็นโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ เป็นวิกฤตความปลอดภัยและแนวทางเยียวยา ขอให้ผู้ว่าฯ การรถไฟแห่งประเทศไทยขอโทษต่อประชาชนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอเรียกร้องให้ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่ว่าใครที่ละเลยประมาท ละเว้น ไม่เพียงแค่ตัวเล็กตัวน้อย ต้องเอาตัวใหญ่มารับความผิดด้วย
น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจาว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยตั้งคำถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครต้องรับผิดชอบ และเราจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ถ้าดูผิวเผินสังคมจะวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องความไม่มีวินัยของพวกเราคนไทย ไม่ใส่ใจกฎจราจร จอดรถทับบนทางรถไฟได้อย่างไร ยิ่งไปตรวจพบว่าคนขับรถไฟปัสสาวะสีม่วง ไม่มีใบอนุญาตขับรถและไม่ได้นั่งควบคุมอยู่ที่คนขับ พากันประณามถามหาจิตสำนึกของพนักงานขับรถไฟคนนี้ แทบทุกปัญหาในประเทศไทยเรามักจะโทษไปที่เรื่องสันดานคนไทย
“ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาล ถ้าเป็นประเทศญี่ปุ่นหรือหลายประเทศในยุโรปเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราจะได้เห็นรัฐมนตรีคมนาคมออกมาประกาศความรับผิดชอบพร้อมลาออกแล้ว แต่ประเทศไทยถูกหลอกว่าเป็นเรื่องของความไม่เอาไหนของประชาชน ไม่ว่าความเสียหายจะใหญ่ขนาดไหน ก็ไม่ต้องมีรัฐมนตรี ปลัด อธิบดีคนไหนออกมาแสดงความรับผิดชอบ อย่างเก่งก็จะออกมาแสดงวิสัยทัศน์ เช่น จะขุดอุโมงค์ลอดใต้แยกอโศก โดยไม่รู้เลยว่าใต้ถนนอโศกนั้นมีรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่ข้างล่างแล้ว ถ้าขุดลึกลงไปกว่านั้นก็เจอนรกแล้ว บางท่านเสนอให้รถไฟไปหยุดที่ชานกรุงเทพฯ ขนถ่ายผู้โดยสารขึ้นรถเมล์มาขึ้นรถไฟฟ้า จบที่มอเตอร์ไซค์ อันนี้ไม่ใช่แลนด์บริดจ์" น.ส.นันทนาระบุ
นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า แนวคิดห้ามรถไฟวิ่งเข้า กทม.ชั้นในนั้น ตนขอคัดค้านอย่างหนัก เป็นนโยบายวัวหายล้อมคอก ผลักภาระให้ประชาชน 4 หมื่นคนที่ใช้รถไฟเดินทางมาทำงานใน กทม.ทุกวัน อย่าให้ความมักง่ายแก้ปัญหาของรัฐตัดตอนความต่อเนื่องการเดินทาง แล้วโยนความยากลำบากให้ประชาชน ขอให้ใช้การสูญเสีย 8 ชีวิต สร้างกำแพงความปลอดภัยทางวิศวกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตประชาชนได้จริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นเสร็จสิ้น ที่ประชุมมีมติส่งเรื่องให้รัฐบาลนำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่อไป
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงกรณีวิปรัฐบาลจะยื่นญัตติด่วนถึงสถานการณ์เหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์วันที่ 20 พ.ค.ว่า เรามีแผนจะยื่นญัตติด่วนอยู่แล้ว และได้มีการยกหูหาตัวแทนวิปรัฐบาล ตกลงกันว่าจะมีการยื่นญัตติร่วมกัน ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกันว่าจะใช้ช่วงเวลาในวันที่ 20 พ.ค.มาพิจารณา คิดว่ามีหลายประเด็นที่จะต้องเสนอแนะรัฐบาล อย่างท่าทีของนายพิพัฒน์ล่าสุด ที่เสมือนเป็นการเสนอทางออกว่าจะไม่ให้มีรถไฟวิ่งเข้ามากลางเมือง ตนคิดว่าอาจจะเป็นแนวคิดที่คิดตื้นไป ไม่ได้รอบด้าน เป็นการพักภาระให้กับประชาชนที่เดินทางโดยรถไฟ คิดว่าทางออกในเรื่องนี้ควรจะรอบคอบและรอบด้านกว่านี้
“หลายอย่างที่เราทำได้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนโดยไม่ต้องเพิ่มภาระ 1.เราต้องเอาจริงและการบังคับใช้กฎหมาย 2.การพยายามออกแบบเส้นทางการใช้รถใช้ถนนสะดวกต่อการสัญจรไปมามากขึ้น 3.การเร่งโครงการทางรถไฟส่วนขาด (Missing Link) เพื่อลดจุดตัดระหว่างทางรถไฟกับรถยนต์” นายพริษฐ์กล่าว
รฟท.ตื่นลุยตรวจฉี่คนขับรถไฟ
ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าฯ รฟท. ในฐานะรักษาการผู้ว่าฯ รฟท. กล่าวว่า รฟท.ได้เริ่มดำเนินการตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถไฟทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 951 คนแล้ว ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม และคำสั่งของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) โดยในวันนี้ (19 พ.ค.2569) รฟท.ได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้าตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติด ซึ่งถือเป็นวันแรกที่ได้เริ่มจากการตรวจพนักงานขับรถไฟที่อยู่ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ประมาณ 120 คน โดยต้องรายงานผลการตรวจสอบไปยัง ขร. ภายใน 24 ชั่วโมงนับจากการตรวจแล้วเสร็จ
นายอนันต์กล่าวว่า ในการตรวจสอบหากพบผลตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง หรือมีสารเสพติดในร่างกาย จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจซ้ำอีกครั้ง เพื่อยืนยันผลโดยแพทย์ของ รฟท. เนื่องจากการตรวจเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุชนิดของสารได้ชัดเจน โดยหากพบความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด แม้เพียงระดับเบื้องต้น พนักงานจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นปฏิบัติหน้าที่เดินรถทันที และจะมีการจัดเจ้าหน้าที่ชุดใหม่เข้าทำหน้าที่แทน
“พื้นที่อื่นทั่วประเทศแม้ยังไม่สามารถตรวจได้ครบทุกแห่ง แต่ได้ให้พนักงานลงนามรับรองตนเองว่าไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดก่อนเข้าปฏิบัติงาน พร้อมยืนยันว่าจะขยายมาตรการตรวจเข้มไปทั่วประเทศต่อเนื่อง” นายอนันต์กล่าว
รักษาการผู้ว่าฯ รฟท.ยอมรับว่า ปัจจุบันยังขาดแคลนพนักงานขับรถไฟประมาณ 300 อัตรา จากกรอบอัตรากำลังทั้งหมด 1,248 อัตรา ส่งผลให้พนักงานบางส่วนต้องทำงานต่อเนื่องหลายวัน จึงอยู่ระหว่างเสนอขอเพิ่มอัตรากำลังรวม 2,850 อัตราต่อกระทรวงคมนาคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว
“เรื่องความคืบหน้าการสอบสวนกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำเพิ่มเติม คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในช่วงเย็นวันที่ 19 พ.ค.2569 จากนั้นจะสรุปรายงานให้กระทรวงคมนาคมในวันที่ 20 พ.ค.นี้ นอกจากนี้จะหารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานด้านจราจร เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขเฉพาะจุด รวมทั้งการปรับระบบสัญญาณไฟและการบริหารจัดการจราจรบริเวณจุดตัดทั้ง 27 แห่ง ให้สอดคล้องกับจังหวะการเดินรถไฟมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยในอนาคต” รักษาการผู้ว่าฯ รฟท.ระบุ
วันเดียวกัน ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ตลอดทั้งวันญาติผู้เสียชีวิตเหตุรถไฟรถเมล์ทยอยติดต่อขอรับศพผู้เสียชีวิตเพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนา ซึ่งขณะนี้ได้ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้แล้ว 4 ร่าง จากทั้งหมด 8 ร่าง ประกอบด้วย นางเอื้อง มะโนแจ่ม อายุ 66 ปี, น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี อายุ 25 ปี, นายทีฆา อุตมากร อายุ 34 ปี และนายธนัสพิพัฒน์ เขียววิจิตร อายุ 22 ปี
มีรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวชวิทยาสามารถพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้แล้วจำนวน 6 ร่าง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ชัชชาติ’ชูแคมเปญสมัย2 ส้มไม่ยันผู้สมัครสก.ไร้โกง
"ชัชชาติ" คิกออฟแคมเปญชิงสมัย 2 "กรุงเทพฯ ทำงาน" ขึ้นจอ LED ทางด่วน
รู้จัก‘เฮ้ง’น้อยไป! กลับลำขอโทษสื่อ ‘ปกรณ์’สางทุจริต
“สุชาติ” ฉุนเดินชนไหล่นักข่าว หลังถูกจี้ปมไม่ตรวจสอบกรมควบคุมมลพิษคดีสินบน
หนูนำภท.ยื่นร่างแก้รธน. เบรกขึ้นเงินผู้ช่วยสส.สว.
"อนุทิน" นำทีม ภท.ยื่นร่างแก้ รธน.ต่อ ปธ.สภาฯ วันพุธ เปิดทางมี ส.ส.ร. 100 คน
รบ.ทุ่ม1.76แสนล. ‘ไทยช่วยไทยพลัส’อุ้ม43ล้านคนแจงศาล‘พรก.กู้’สัปดาห์นี้
รัฐบาลเคาะ “ไทยช่วยไทยพลัส” แจงไม่ได้กระตุ้น ศก. แต่บรรเทาผลกระทบค่าครองชีพกว่า 43 ล้าน
ไม่หวั่นศาลสั่งแจงพรก.กู้เงินใน7วัน
ศาลรัฐธรรมนูญรับตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สั่ง ครม.แจงใน 7 วัน
รฟท.วัวหายล้อมคอก เล็งปิดหัวลำโพงตรวจเข้มยาเสพติด/ให้ประกันคนขับ-โบกธง
“อนุทิน” ไฟเขียวตัวเลขเยียวยาไม่ต้องมาขออนุมัติ “พิพัฒน์” แจงเสียชีวิตได้รายละ 2.39 ล้านบาท

