“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัดแนวคิด “ปิยบุตร” ใช้ “คณะรัฐมนตรี” แทน “คณะองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางการเมือง
26 พฤษภาคม 2569 - ที่รัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า “อภิรัฐมนตรี” เป็นคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ การถวาบคำปรึกษา แนะนำข้อราชการแผ่นดิน และพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพระมหากษัตริย์ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะการปกครองสยามสมัยนั้น อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ จนถึงคณะราษฎร์ อภิวัฒน์สยาม นำไปสู่เปลี่ยนแปลงปกครองในระบอบใหม่ เมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยรูปแบบการปกครองให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและทรงใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2475 ไม่ได้นำ “อภิรัฐมนตรี”มาบัญญัติไว้ ต่อมาได้นำมาบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 โดยเปลี่ยนชื่อจาก อภิรัฐมนตรี เป็น องคมนตรี โดยรูปแบบองค์คณะ ปรากฏใน มาตรา 13 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอีกไม่มากกว่าแปดคน ประกอบคณะองคมนตรี”
“คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”
สาระสำคัญ “องคมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอื่น สมาชิกวุฒิสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองและต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ ”ปรากฏในมาตรา 15
ทั้งบัญญัติให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรี การให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งก็ดี “เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย”
โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปรากฏหลักคุ้มครองพระพระมหากษัตริย์ ในมาตรา 5 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ สืบเนื่องถึงปัจจุบัน
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เกี่ยวกับคณะองคมนตรี ได้บัญญัติไว้ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ได้แก่ มาตรา 6 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12
กรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล คณะก้าวหน้า มีแนวคิด ยกเลิก “องคมนตรี”โดยให้
“คณะรัฐมนตรี”มาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาพระมหากษัตริย์แทนคณะองคมนตรี ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12 เพราะสถานะผู้ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจ จะต้องมีความกลางทางการเมือง เพราะสถานะการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์มิได้ทรงใช้อำนาจบริหารประเทศ เพราะระบบรัฐสภา เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ทั้งในมาตรา 12 คำว่า องคมนตรี ต้องไม่เป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น” หมายรวมถึง คณะรัฐมนตรีด้วย
ข้อเสนอ “ยกเลิกองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ เพราะการให้เสนอแนวคิดให้นำ“คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน “คณะองคมนตรี” ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เพราะระบอบการปกครองไทย เป็นลักษณะ “ระบบไฮบริด” ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ระบอบประชาธิปไตย และ พระมหากษัตริย์ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้
ทั้งพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคแรก
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า คำว่า “ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจทั้งปวง” หมายถึง เฉพาะพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ มิใช่การบริหารราชการรแผ่นดิน
ดังนั้น การมอบหมายให้คณะองคมนตรีติดตามภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม จาก กรม ภป.กระทรวงมหาดไทยและร่วมเข้าฟังติดตามและให้ข้อสนอแนะ มิใช่ เป็นการแทรกแซงในการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาล แต่เพื่อปัดป้องมิให้ปวงประชาราษฎร์ พสกนิกร ได้รับความเดือดร้อน ได้ตระหนัก ถึงถัยล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมรับภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ในโครงการพระราชดำริ มาประยุกต์ใช้และแนะนำ ประจำทุกปี เป็นพระราชกรณียกิจหนึ่ง ของพระมหากษัตริย์ มิใช่ เข้าไปกำกับ แทรกแซงและบังคับให้ปฏิบัติตาม
ข้อเสนอให้ยกเลิก “คณะองคมนตรี” และให้ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน ย้อนแย้งหลักการปกครองในระบบรัฐสภา ฝ่าฝืนและขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12
แม้สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ จะมีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ทั้งกลไกรัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรมนูญ มีกฎเหล็กไว้ถึง 2 ชั้น ในมาตรา 256(3) และ (8) ต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งในสามหรือจำนวน 67 คน และผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนด่านสุดท้าย เพราะเป็นบทบังคับหากแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ จะต้องจัดออกเสียงประชามติและผ่านความเห็นชอบจากประชาชน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ปิยบุตร' เสนอ 5 ข้อถึง 'อนุทิน' คลายปมคดี ม.112 หลังสภาไม่นิรโทษกรรม
"ปิยบุตร แสงกนกกุล" เสนอ 5 แนวทางถึงนายกรัฐมนตรี หลังรัฐสภาผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมโดยไม่รวมคดีมาตรา 112 แนะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดี วางแนวทางให้ตำรวจและอัยการใช้ดุลพินิจ
ระทึก! ไม่เกินบ่ายโมงรู้ผลชี้ชะตา พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
รู้ผลไม่เกินบ่ายโมง พ.ร.ก.4 แสนล้าน ไปต่อหรือล้มกระดาน เผยหากจะวินิจฉัยว่า ขัดรธน.ต้องมีขั้นต่ำ 6 เสียง ลุ้นมติ 9 ตุลาการศาลรธน. ออกได้สามสูตร
ดร.ณัฏฐ์ ซัดนิด้าโพลเข้าข่ายปั่นกระแส ชี้ผลสำรวจความนิยมการเมืองยังไม่นิ่ง
“ดร.ณัฏฐ์” ตั้งข้อกังขาผลสำรวจความนิยมทางการเมืองไตรมาส 2/2569 ของนิด้าโพล ชี้การเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คนทางโทรศัพท์ยังไม่ครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่าเข้าข่าย “ชี้นำสังคม” หรือ “ปั่นกระแสทางการเมือง” หรือไม่ และยื
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ กกต.ยึดพยานหลักฐานคดีฮั้ว สว. ‘เส้นเงิน-โพย’ ชี้ชะตา 229 ผู้ถูกกล่าวหา
“ดร.ณัฏฐ์” ระบุคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ระหว่างการวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ กกต. ต้องยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก โดยเฉพาะ “เส้นเงิน” และ “โพย” ที่เชื่อมโยงการกระทำเป็นขบวนการ พร้อมย้ำผู้ถูกกล่าวหา
ดร.ณัฎฐ์ ชี้ยึดคำวินิจฉัยศาล รธน. ปมเลือกตั้ง สสร. ความเห็นส่วนตัวไม่มีผลผูกพัน
“ดร.ณัฏฐ์” ระบุกรณีมีกระแสอ้างว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าสามารถเลือกตั้ง สสร.จากประชาชนได้ 100% ว่า หากเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ย่อมไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย พร้อมย้ำต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งกำหนดให้รัฐสภาไม่มีอำนา
พระราชวงศ์และองคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานพระศพ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'
พระราชวงศ์และองคมนตรีบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานพระศพ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ ประโคมย่ำยาม 6 ช่วงเวลา ประกอบพระอิสริยยศ

