ยื่นค้านกัมพูชาเสนอมาตรการชั่วคราว ถกขุมทรัพย์เขตทับซ้อนในทะเล “สีหศักดิ์” ยันควรจำกัดเฉพาะเรื่องเขตแดน พร้อมแย้งเหตุผลเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ แจงไม่ได้ถูกลากไป เหตุไทยเข้าสู่กระบวนการนี้เอง แต่ไม่ได้ไปตามเงื่อนไขของฝ่ายกัมพูชา ระบุ กัมพูชาเลือกปิดประตูสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจฟื้นฟูความสัมพันธ์
5 มิถุนายน 2569 - ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แถลงข่าวท่าทีของไทยต่อกรณีกัมพูชายื่นเรื่องให้เลขาธิการสหประชาชาติเข้าสู่กระบวนการปองประนีประนอมภาคบังคับว่า เมื่อไม่มีช่องทางที่จะเดินไปสู่การเจรจาทวิภาคีแล้วก็มีความจำเป็นไปสู่กระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ” ซึ่งก็ทำให้เราประหลาดใจ และไม่เห็นด้วยกับกัมพูชา
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เนื่องจากในการพูดคุยระหว่างตนกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา หรือล่าสุดกรณีการพูดคุยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ของไทย กับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเหตุผลที่เรายกเลิก MOU44 เพราะตลอด10-20 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา และกัมพูชาได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) แล้ว
ดังนั้นทั้งสองชาติจึงควรพูดคุยในเรื่องเขตแดนทางทะเล และ ไหล่ทวีป ภายใต้กติกา UNCLOS ก่อน ซึ่งตนได้เรียนกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาว่า ลองคุยกันก่อน ถ้าคุยแล้วไม่มีความคืบหน้าก็มาดูว่ามีขั้นตอนต่อไปอย่างไรบ้าง
ซึ่งขั้นตอนก่อนไปถึงกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ จะมีกระบวนการประนีประนอมภาคสมัครใจ เพื่อพูดคุยว่าเงื่อนไขและกติกาในการประนีประนอมนั้นเป็นอย่างไร แต่กัมพูชาก็ไปสู่ขั้นตอนของกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับเลย โดยอ้างว่าไม่มีประตู หรือลู่ทางที่จะเจรจาแล้ว ทั้งที่เราได้อธิบายว่าการยกเลิกMOU44 นั้นเพื่อจะได้เริ่มต้นการเจรจาทวิภาคีในบริบทใหม่
นอกจากนั้น เราไม่เห็นด้วยใน สิ่งที่กัมพูชาเสนอเกี่ยวกับขอบเขตของกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ 2 ประการคือ
1. ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอว่าระหว่างที่ไม่สามารถพูดคุยกันหรือตกลงกันเรื่องเขตแดนทางทะเลได้ก็เสนอให้มีมาตรการชั่วคราวในการพัฒนาร่วมกัน เพื่อแบ่งปันทรัพยากรน่านน้ำร่วมกัน ซึ่งไทยเห็นว่าการไปสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับควรจะจำกัดเฉพาะเขตแดนทางทะเล และ ไหล่ทวีปให้ชัดเจนไปเลย
“เพราะถ้าทำดีที่สุดอาจจะไม่มีเขตทับซ้อน และไม่มีความจำเป็นต้องมี JDA แต่การที่จะคุยเรื่องการพัฒนาร่วมนั้นขณะนี้ไม่ได้อยู่ใน mandate หรือ กรอบ ขอบเขตของกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ ซึ่งเรื่องการพัฒนาร่วม หรือใช้ทรัพยากรร่วมนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งภายใต้ขอบเขตของกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับต้องคุยกันก่อนระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าจะให้กระบวนการนี้มีหน้าที่ตรงนี้หรือเปล่า
2.สิ่งที่เรากังวลและไม่สบายใจคือ ในการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่เมืองเซบู พูดถึงเรื่องการฟื้นฟูพัฒนาความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และเน้นกระบวนการพูดคุยระหว่างกันในทุกเรื่องที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อความ สัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเขตแดนทางทะเล เขตแดนทางบกหรือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องชายแดน เพราะฉะนั้นทางเลือกและการตัดสินใจของกัมพูชาในเรื่องเขตแดนทางทะเล ที่ได้เสนอเรื่องไปสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับจึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมย์ของสองชาติ
"ดังนั้นก็เป็นสิ่งที่ลำบากเหมือนกัน ที่จะทำให้เกิดความคืบหน้าในประเด็นที่เกี่ยวกับเขตแดนทางบก หรือชายแดนของประเทศทั้งสอง เพราะเจตนารมย์ดังกล่าวต้องไปทั้งสองทางคือเรื่องทางทะเลและทางบก ดังนั้นเรื่องต่างๆที่อยากคุยกับกัมพูชาในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจการแก้ไขปัญหาชายแดน อาจจะต้องมีการกลับไปทบทวนพิจารณากันใหม่อีกครั้ง"
นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยจะยื่นข้อมูลชี้แจงไปก่อนว่าไทยไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของกัมพูชาที่บอกว่าการเจรจาจบไปแล้ว เจตนาของไทยคือยกเลิกMOU 44 เพื่อเจรจาใหม่ และ ไม่เห็นด้วยกับขอบเขตอำนาจของกระบวนการปรองดองฯเพราะควรจำกัดอยู่เฉพาะ เขตแดนทางทะเล ไม่ควรพูดคุยในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วก็ต้องเสนอผู้ร่วมประนีประนอมใน 21 วัน ซึ่งกัมพูชาได้แจ้งผู้ประนีประนอม2 คนแล้วซึ่งเราจะเสนอ2 ชื่อเหมือนกัน ซึ่งเราพิจารณากลั่นกรองแล้ว เป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์จริงเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเล เก่งทั้งวิชาการและมีประสบการณ์ในการว่าความด้วย ดังนั้นเราก็พร้อมที่จะชี้แจงรายชื่อ และมีความมั่นใจแต่ต้องรอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะเปิดชื่อ แต่ตอนนี้ติดต่อเจ้าตัวแล้วเขาก็ตอบรับด้วย
หลังจากนั้น คณะประนีประนอมฯต้องหารือเพื่อคัดเลือกคนที่ 5 ซึ่งมีความเป็นกลางมานั่งเป็นประธาน อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนถึง 1 เดือนกว่า จากนั้น คณะประนีประนอมก็จะทำหน้าที่พูดคุยกันเอง รวมถึงพูดคุยกับประเทศที่เกี่ยวข้องคือ ไทยและกัมพูชา ซึ่งระยะเวลาของกระบวนการนี้ เมื่อดูจากกรณีของ ติมอร์ฯ และ ออสเตรเลีย จะใช้เวลา2 ปีกว่า
สิ่งแรกคือเราจะต้องแสดงความไม่เห็นด้วยของไทยต่อกระบวนการนี้ต่อเหตุผลของกัมพูชาที่ใช้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับและไม่เห็นด้วยกับขอบเขตหน้าที่ของกระบวนการปรองดองภาคบังคับ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวอีกว่า อยากขอชี้แจงด้วยว่าในการเขียนข่าวหรือนำเสนอข่าวเรื่องนี้ที่บอกว่าประเทศไทยถูกลากไปสู่กระบวนการนี้ตนยืนยันว่า เราไม่ได้ถูกลากไป เพราะเราเข้าสู่กระบวนการนี้เอง แต่เราไม่ได้ไปตามเงื่อนไขของฝ่ายกัมพูชาแน่นอนเราต้องแย้งเหตุผลที่กัมพูชาว่า ทำไมต้องไปสู่กระบวนการนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้คุยกัน และเราไม่เห็นด้วยในเรื่องของเขตหน้าที่ซึ่งกัมพูชาให้ทำ2 อย่างคือเรื่องเขตแดนทางทะเล ถ้าทำไม่ได้ก็ขอให้ไปสู่การพัฒนาร่วมซึ่งเราบอกชัดเจนว่ากระบวนการประนีประนอมฯนี้จำกัดเฉพาะเรื่องการกำหนดเขตแดน การจะไปสู่เรื่องการพัฒนาร่วมนั้น ไม่ได้อยู่ใน mandate กระบวนการนี้ ต้องคุยกันต่อระหว่างไทยกับกัมพูชา
“ดังนั้นการที่บอกว่า เราถูกลากไปนั้นไม่ใช่ เราไป โดยรู้ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าเขาเลือกทางนี้แต่เราไปด้วยความมั่นใจของเรา และเราไม่ได้ไปตามเงื่อนไขของฝ่ายกัมพูชา การนำเสนอข่าวจะบอกว่าประเทศไทยถูกลากไป ซึ่งไม่ใช่เช่นนั้น”
พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจของกัมพูชา เป็นทางเลือกของเขาที่สามารถเดินได้ทั้ง 2 ทาง อยากจะได้การฟื้นฟูความสัมพันธ์ หรืออยากได้เรื่องการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางบก และเรื่องชายแดน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่พูดคุยกับเราเลยในเรื่องเขตแดนทะเล ทั้งที่เราบอกว่ามาเริ่มต้นกันใหม่ดีกว่า โดยพูดคุยกันก่อน ถ้าพูดคุยกันไม่ได้ในช่วง5-6 เดือน ค่อยไปสู่กระบวนการอื่นๆภายใต้ UNCLOS ขณะเดียวกันเราก็เริ่มพูดคุยกันในเรื่องเขตแดนทางบก และ ชายแดนซึ่งไปได้ทั้ง 2 ทางแต่ในเมื่อเขา เลือกไปทางนี้ก็เหมือนปิดประตูที่เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือฟื้นฟูความสัมพันธ์ ดังนั้นไม่ได้อยู่ที่เราแต่อยู่ที่เขา แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้ถูกลากไป
เมื่อถามว่า ไทยปฏิเสธโดยไม่เข้าสู่กระบวนการ ประนีประนอมภาคบังคับได้หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักกฎหมายต่างประเทศ และของเรา ก็บอกว่า ได้ แต่กระบวนการก็เดินต่อไปอยู่ดี เขาก็จะแต่งตั้ง คณะผู้ประนีประนอมให้กับฝ่ายไทย และในกลไก UNCLOS เรามีพันธะกรณี ที่เราจะต้องปฏิบัติตาม แต่เราไม่ได้ไปตามเงื่อนไขของเขา สิ่งที่สำคัญคือผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ได้มีผลผูกมัดทางกฎหมาย และอาจกลับมาเจรจา มาพูดคุยกันต่อ ในที่สุดก็อาจจะกลับมา ที่เดิม คือคุยกันทั้งสองฝ่าย เจตนาของฝ่ายกัมพูชาก็อยากแสดงให้เห็นว่าเขา “รุก ”ประเทศไทย แต่ในที่สุดผลก็กลับมาที่เดิม เพราะ หากย้อนดู กระบวนการนี้ใช้เวลาเกือบ 2 ปีแต่ถ้าพูดคุยโดยตรงอาจตกลงได้เร็วกว่านี้ ในฐานะและกระบวนการที่เป็นมิตร ดังนั้นจึงถือว่าอันนี้เป็นทางเลือกของเขา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ มอบ 'สีหศักดิ์' ตัวแทนไทยเข้ากระบวนการ UNCLOS กร้าวปิดประตูคุย JBC-GBC
นายกฯ มอบ "สีหศักดิ์" เป็นตัวแทนประเทศไทยในการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
กองทัพขู่ใช้ไม้แข็งสกัดข่าวปลอม ยืนยันไม่พบเขมรเคลื่อนรถถังประชิดชายแดน
กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าฝ่ายทหารกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถังจำนวนกว่า 200 คัน พร้อมอาวุธ RPG ล็อตใหม่ และกำลังพลจำนวนมากเข้าประชิดแนวชายแดนไทย ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่อย่างละเอียด ยังไม่พบความเคลื่อนไหวดังกล่าวแต่อย่างใด
'สีหศักดิ์' รายงานนายกฯ แผนรับมือเขมร ลากไทยเข้า UNCLOS
นายกฯ เข้าทำเนียบฯ 'สีหศักดิ์' รายงานแนวทางรับมือหลัง 'กัมพูชา' เดินหน้ากระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS
เกม“ชายแดน-ประนอมภาคบังคับ” ไทยต้องไปให้สุดอย่ากลัว“สะดุดตอ”
สถานการณ์ชายแดนยังมีความวุ่นวายเป็นจุดๆ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีถนนฝั่งกัมพูชาตัดเข้ามาถึงชายแดน เอื้อต่อการส่งกำลังเพิ่มเติมเข้ามาเผชิญหน้ากับแนววางกำลังของทหารไทยในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี
กองทัพไทย ลั่นเอาผิดถึงที่สุด โซเชียลแพร่ข่าวเฟกนิวส์ ใช้ AI ทำภาพรั้วชายแดนมีช่องโหว่
พลตรีวิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงกรณีเพจ "ดึกดำบรรพ์" เผยแพร่ข้อความและภาพเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่หน่วยงานได้ชี้แจงต่อสาธารณชนมาโดยตลอด
เมินเสียงนกเสียงกา! 'กังฟู ไทรวมพลัง' ลั่นไม่ท้อ เดินหน้าลุยทำถนนให้ทหารแนวหน้า
นายวสวรรธน์ พ่วงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทรวมพลัง โพสต์ภาพลงพื้นที่แนวชายแดน อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ร่วมสนับสนุนหลวงตาเยื้อนในการเทคอนกรีตถนนให้แนวหน้าได้ใช้สัญจรทันทีเพื่อความสะดวกมั่นคงปลอดภัยแข็งแกร่งของทหารตัวเล็กหน้าแนวรบ

