สถานการณ์ชายแดนยังมีความวุ่นวายเป็นจุดๆ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีถนนฝั่งกัมพูชาตัดเข้ามาถึงชายแดน เอื้อต่อการส่งกำลังเพิ่มเติมเข้ามาเผชิญหน้ากับแนววางกำลังของทหารไทยในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี
ปรากฏจากคลิป 20 ทหารกัมพูชาพยายามขัดขวางทหารไทยวางลวดหนามที่ “ช่องบก” อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี แต่ทหารไทยก็ดำเนินการจนจบภารกิจ และจัดกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ จนฝ่ายกัมพูชาต้องถอนกำลังกลับไป จากนั้นพบว่า “กัมพูชา” ได้วางระเบิดดักรถถังอานุภาพสูงเอาไว้
หรือในบางจุดที่มีช่องทางให้ “ทหารกัมพูชา” เจาะช่อง ขยับแนว เพื่อหวังจะเอาคืนพื้นที่ที่ไทยยึดไว้ ด้วยการแทรกซึมแบบมึนๆ ก็เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว เป็นยุทธวิธีที่ไม่ต่างจากเมื่อ 10 กว่าปีก่อน
ไม่เท่านั้น กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชายื่นหนังสือประท้วงไทย โดยกล่าวอ้างว่ามีการจัดสร้างพระพุทธรูป ติดตั้งธงชาติ สิ่งปลูกสร้างตามแนวชายแดน รวมถึงการวางลวดหนาม
จากนั้น “ฮุนเซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงการณ์ประท้วงไทยในการขึ้นทะเบียนกลุ่มปราสาทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นโบราณสถาน และยังมีกระแสข่าวในทำนองว่า“ฮุน เซน” ไปกล่าวบนเวทีในงานแห่งหนึ่งปลุกเร้าทหารกัมพูชา เวลาเจอทหารไทย สามารถยิงได้เลย
ส่วน “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ป่าวประกาศฟ้องนานาชาติว่า ไทยใช้กำลังเข้ายึดดินแดนกัมพูชา
สะท้อนถึงท่าทีของกัมพูชาที่ไม่ให้ความสำคัญในการสร้างบรรยากาศการพูดคุยเพื่อหาทางออก แต่มุ่งเน้นไปที่การสร้างสภาวะแวดล้อมด้วย “เทคนิค-กลเกม” เพื่อให้ได้ชัยชนะในทุกโจทย์ปัญหา รวมไปถึงการสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ชายแดน ระหว่างที่ไทยกำลังเสริมสร้างความแข็งแรงให้โครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันประเทศตลอดแนว
ในขณะที่ “ฝ่ายไทย” ในระดับนโยบายประสานเสียง รักษาผลประโยชน์ของชาติ มุ่งมั่นในการดึง “กัมพูชา” เข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกด้วยวิธีสันติ เพราะพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล ได้รับฉันทามติจากคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแสชาตินิยมจากการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาเป็นแรงหนุน
แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ “นักการเมือง”บางคนที่เชื่อมโยงกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างน้อย 2 พรรค ต้องกลืนเลือดจากการเสียผลประโยชน์ตามแนวชายแดน รวมถึงนักธุรกิจ นายทุน ที่ทำมาหากินกับการค้าชายแดน ที่ได้รับผลกระทบอย่างยืดเยื้อยาวนาน ต้องการให้เหตุการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
ท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามกดดันให้ “แง้มด่าน” หรือ “แง้มจุดผ่อนปรน” บ้าง แต่ “รัฐบาล” ก็ไม่กล้าจะสวมหัวใจสิงห์เปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะรู้ว่าเป็นของร้อนและอาจส่งผลต่อสถานะรัฐบาลได้
แม้กระแสดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการปั่นข่าว และมีขั้วสีทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือแค่ “เพจผี” หวังยอดไลก์ ยอดแชร์ เลยสร้างข่าวเท็จขึ้นมา แต่ก็ต้องยอมรับว่า “ถ้ามีควัน ก็ย่อมมีไฟ”
ในส่วนของ “กองทัพ” ที่เพิ่งใช้ทุกสรรพกำลังไล่ตีทหารกัมพูชาลงไปได้ และเข้ายึดคุมพื้นที่แนวหน้าผาเอาไว้ทั้งหมด หลังจากทหารกัมพูชาใช้เวลาร่วม 10 ปีเข้ามาวางกำลังในยุทธภูมิสูงข่ม คงไม่ต้องการให้เปิดด่านเสริมความได้เปรียบให้กัมพูชาอย่างแน่นอน ยกเว้นรัฐบาลสั่งการตามอำนาจหน้าที่ แต่นั่นต้องไม่ใช่การเสนอของกองทัพแต่อย่างใด
หันมาดูการแก้ไขปัญหาบนโต๊ะเจรจาของฝ่ายไทย รัฐบาล โยนให้ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศของไทย เป็นกำลังหลักในการเดินเกมด้านต่างประเทศ
ในด่านแรกหลังจากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU 44 กับกัมพูชา และใช้กลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea : UNCLOS) เป็นกรอบในการเจรจา
กัมพูชาลากไทยข้ามขั้นไปสู่ “กระบวนการประนอมภาคบังคับ” ทันที โดย “ฮุน มาเนต” ประกาศยื่นเรื่องไปที่เลขาธิการสหประชาชาติ ปฏิเสธพูดคุย 2 ฝ่ายกับไทยก่อนตามข้อเสนอของ “รมต.สีหศักดิ์” ของไทย ทำให้เห็นยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่ต้องการ “เดินเกมเร็ว” มีแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับขุมทรัพย์พลังงานใต้ทะเล
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศเคยมีการชี้แจงกับสื่อเป็นการภายในว่า ได้เตรียมความพร้อมไว้ในทุกฉากทัศน์ ซึ่งรายงานที่ออกมาจาก “คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ” จะไม่มีผลทางกฎหมาย เป็นเพียงข้อเสนอแนะ และเป็นกรอบที่ 2 ชาติจะใช้ในการเจรจากันต่อไป
นอกจากนั้นประเทศไทยได้ทำข้อสงวนไว้ตั้งแต่ตอนเข้าเป็นภาคี UNCLOS ว่า จะไม่ยอมรับอำนาจของศาลสากลใดๆ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดนทางทะเล
สำหรับการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลภายใต้ UNCLOS นั้น จะเกี่ยวข้องกับ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การแบ่งทะเลอาณาเขต การแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และการแบ่งเขตไหล่ทวีป
ในเรื่องทะเลอาณาเขต กำหนดไว้ 2 ขั้นตอน คือ ต้องไปตกลงแบ่งเขตกันโดยทำความตกลงร่วมกัน หากตกลงกันไม่ได้ ให้ใช้เส้นมัธยะ (Equidistance Line) หรือแนวเส้นที่มีระยะห่างจากจุดอ้างอิงบนชายฝั่งของทั้ง 2 ฝ่ายเท่ากัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชายฝั่งทะเลไม่ได้เป็นเส้นตรง มีส่วนเว้าส่วนโค้ง
การแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และเขตไหล่ทวีปนั้น การแบ่งเขตต้องทำบนฐานกฎหมายระหว่างประเทศให้บรรลุผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม หากไม่สามารถตกลงกันได้ในระยะเวลาอันสมควร ให้รัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยวิธีการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี
ที่น่าสนใจคือ การกำหนดข้อปฏิบัติไว้ว่า ระหว่างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลง 2 ฝ่ายต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะจัดทำข้อตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะแนวปฏิบัติได้ เช่น การทำพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA เหมือนกรณีไทยกับมาเลเซีย และจุดไหนถ้าจะเจรจาแล้วอาจใช้เวลานาน ต้องตกลงทำข้อตกลงชั่วคราวมาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน
“หรือในระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงเด็ดขาด ห้ามมิให้รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินมาตรการฝ่ายเดียว ในลักษณะที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในอนาคตได้ หมายความว่า รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถดำเนินการฝ่ายเดียวในการเอาทรัพยากรใต้ทะเลมาใช้ประโยชน์”
ในภาพรวม โจทย์ใหญ่ของ “รัฐบาล” คงต้องยึดกรอบกฎหมายที่ไทยตัดสินใจเลือกใช้ ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยที่ประเทศต้องไม่เสียเปรียบ หรือเสียประโยชน์
พร้อมปล่อยให้กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คลี่คลายปัญหา มีอิสระในการตัดสินใจ และใช้เครื่องมืออย่างรอบด้าน ที่จะต่อสู้ในเวทีโลกกับคู่ขัดแย้งได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีปัจจัยเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง มิจฉาทิฐิของกลุ่มบุคคล หรือผลประโยชน์ของขั้วการเมืองเข้ามาแทรกแซง
เช่นเดียวกับเหตุการณ์ชายแดนที่ยังอ่อนไหวเปราะบาง เพราะมีบางกลุ่มหวังให้เกิดการ “ล้มมวย” ด้วยตัวเลขการค้าชายแดนที่สูญเสียไปจากเม็ดเงินขาว เทา ดำ
ไม่เช่นนั้นสิ่งที่หลายภาคส่วนร่วมทำกันมาร่วมปีก็เหมือนสูญเปล่า.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ทักษิณ”อิสรชนลุยหลังม่าน “ตัวแปร”เขย่า”กระดานการเมือง”
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569” ส่งผลให้ผู้ต้องราชทัณฑ์นับหมื่นรายทั่วประเทศได้รับอานิสงค์ หากแต่ในทางเมืองมันคือการปลดพันธนาการขั้นสุดท้ายของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของการเมืองไทย นั่นคือ ทักษิณ ชินวัตร
ปลื้ม60:40ผุดพลัสใหม่ ไม่รื้อเกณฑ์บัตรคนจน
ขุนคลังย้ำเสียงเข้ม เกณฑ์คัดกรองผู้ได้สิทธิ์ "บัตรคนจน" ต้องเป็นกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุด
สีหศักดิ์ซัดเขมร เล่นเล่ห์โชว์โลก ไทยมีแผนรับมือ
นายกฯ ขอ ปชช.ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ต้องกังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร
ทักษิณรอปลดEM ยธ.ให้คกก.ออกใบบริสุทธิ์/ชัชชาติท้าใบเสร็จอากง
“นายกฯ อนุทิน” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ “รมว.ยธ.” ยันมีชื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษจริง
นายกฯอนุทิน ตอกพวกไลฟ์สดป่วนชายแดน เป็นภัยสังคม ต้องส่งไปรพ.ศรีธัญญา
นายกฯ ขอ ปชช.ไม่ต้องกังวล เหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เย้ย "กังฟู" แฉบ่อนเอี่ยวนักการเมือง บอกเรื่องมั่นคงของจริงไม่มีใครไลฟ์บอกน่าส่งไปศรีธัญญา
‘เนวิน’ไม่ติดใจเสรีบุกบ้าน
“อนุทิน” แจงปม "เขากระโดง" รฟท.ฟ้องเป็นรายแปลง ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยทุกคนต้องทำตาม กม .“ไชยชนก” เผยคุย “เนวิน” แล้ว "เสรีพิศุทธ์" โผล่ถึงหน้าบ้านส่วนตัวไม่ติดใจ

