
“ทนายเขากระโดง” กางข้อกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะคู่ความ ไม่เหมารวมชาวบ้าน 995 แปลง ซัดการเมือง-อินฟลูฯ-ไอโอ ใช้จิตวิทยาหมู่ตีวัวกระทบคราด แต่สร้างความสับสน ท้ายสุดข้อมูลบิดเบือนย้อนทำลายจริยธรรมและวิชาชีพตัวเอง
14 มิ.ย. 2569 – นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า ความจริงประเด็นข้อกฎหมายที่พยายามสื่อสารเกี่ยวกับคดีเขากระโดงได้เคยให้ไว้ในเฟสอยู่บ่อยครั้ง แต่อาจจะยังไม่ทำให้ มุมมองนักกฎหมาย นักวิชาการ และอินฟลู กับขบานการ IO คิดได้ ดังนั้นครั้งนี้ ผมตั้งใจว่าจะอธิบายธประเด็น “ผลของคำพิพากษาถึงที่สุด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145อีกครั้ง
หลักของมาตรา 145มิได้ซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจ วรรคหนึ่งวางหลักว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมผูกพัน “คู่ความ” ในคดีนั้น ส่วนวรรคสองยืนยันว่า แม้ศาลจะกล่าวไว้กว้างเพียงใด คำพิพากษาก็ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ สำหรับคดีที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเอกสารสิทธิ์ที่ดิน กฎหมายใช้ถ้อยคำว่า “อาจใช้ยัน” บุคคลภายนอกได้ แต่ก็เปิดช่องไว้อย่างชัดแจ้งว่า เว้นแต่ บุคคลภายนอกยังพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า
ความแตกต่างระหว่างคำว่า “ผูกพัน” “ใช้ยัน” และ “บังคับคดี” จึงเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คำพิพากษาผูกพันคู่ความและสามารถบังคับคดีกับคู่ความหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่การ “ใช้ยัน” บุคคลภายนอก เป็นเพียงการนำผลคำวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์ไปกล่าวอ้างในกระบวนการต่อไป โดยบุคคลภายนอกยังมีสิทธิเต็มที่จะโต้แย้ง นำสืบ และพิสูจน์สิทธิของตน การกล่าวว่าคำพิพากษาคดีหนึ่งสามารถนำไปเพิกถอนเอกสารสิทธิของผู้ที่ไม่เคยเป็นคู่ความได้ทันที จึงเป็นการข้ามขั้นจาก “อาจใช้ยัน” ไปเป็น “บังคับเพิกถอน” ซึ่งตัวบทกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เช่นนั้น
เมื่อมองกลับมาที่คดีเขากระโดง แม้คำพิพากษาในคดีเดิมจะมีคำวินิจฉัยที่ให้เหตุผลเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินของการรถไฟตามพยานหลักฐานในสำนวนขณะนั้น แต่คำบังคับของศาลย่อมจำกัดอยู่กับคู่ความและที่ดิน 40 แปลง ในคดีนั้น เจ้าของเอกสารสิทธิรายอื่น 995 แปลง ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม ไม่ได้มีโอกาสนำพยานหลักฐานของตนเข้าสู่การพิจารณา และยังมีสิทธิตามกฎหมายที่จะพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่า หรือมีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีเดิมอย่างไร การถือว่าคำพิพากษาคดีเดิมมีผลตัดสิทธิของบุคคลเหล่านั้นทันที จึงไม่สอดคล้องกับทั้งตัวบทมาตรา ๑๔๕ และหลักการรับฟังความทุกฝ่าย
ผมเข้าใจดีว่าผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นจำนวนมากอาจมีเจตนาดี อยากให้รัฐรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน และอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ประเด็นนี้ไม่มีใครปฏิเสธ แม้แต่ผมเอง แต่ความตั้งใจที่ดีต้องเดินอยู่บนทางที่กฎหมายรองรับ หากเห็นว่าที่ดินเป็นของการรถไฟจริง ช่องทางตามกฎหมายก็มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินให้ครบถ้วน หรือการฟ้องร้องเป็นรายแปลงเพื่อให้เจ้าของเอกสารสิทธิแต่ละรายมีโอกาสต่อสู้ในศาล ทางเหล่านี้อาจใช้เวลา แต่เป็นทางที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม
สิ่งที่น่ากังวลคือ หากยังอธิบายซ้ำ ๆ ว่า “ศาลฎีกาตัดสินแล้ว จึงเพิกถอนเอกสารสิทธิของบุคคลภายนอกได้ทันที” โดยไม่แยกผลของคำพิพากษา เหตุผลของคำวินิจฉัย คำบังคับ และสิทธิของบุคคลภายนอกให้ชัดเจน ย่อมสร้างความสับสนแก่สังคม กดดันเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจหน้าที่คลาดเคลื่อน และทำให้ประชาชนผู้ถือเอกสารสิทธิถูกมองเป็นผู้กระทำผิด ทั้งที่บางรายยังไม่เคยมีโอกาสต่อสู้คดีของตนเองเลยต้องจมอยู่ในกองทุกข์เพิ่มขึ้น
ผมจึงขอเรียนว่า การเรียกร้องความถูกต้องไม่ควรเกิดจากการลดทอนสิทธิของคนที่กฎหมายยังคุ้มครองอยู่ และการเคารพคำพิพากษาไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุให้ข้ามขั้นตอนตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่เพิกถอนเอกสารสิทธิโดยไม่สอบสวน ไม่รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย หรือขยายผลเกินกว่าคำพิพากษาที่ศาลสั่งไว้ เจ้าหน้าที่เองก็อาจต้องรับความเสี่ยงทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา ส่วนผู้ที่ให้ความเห็นชี้นำสังคมไปในทางที่คลาดเคลื่อน ก็ย่อมต้องรับผิดชอบต่อผลของถ้อยคำของตนเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดคือในทางจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ
ผมขอฝากเพื่อนร่วมวิชาชีพ นักวิชาการ นักการเมือง และผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ว่า เราอาจเห็นต่างกันในการตีความกฎหมายได้ แต่ควรเห็นต่างด้วยกตัวบทกฎหมายที่อ่านให้ครบถ้วน คำว่า “ใช้ยัน” ไม่ใช่ “ผูกพัน” และไม่ใช่ “บังคับเพิกถอนทันที” แต่ตั้งใจอ่านกฎหมายเพิ่มอีกนิด จะรู้ด้วยปัญญาว่า บุคคลภายนอกที่ไม่เคยเป็นคู่ความยังมีสิทธิพิสูจน์สิทธิของตน และกระบวนการเพิกถอนเอกสารสิทธิยังต้องเป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ ไม่ใช่เพียงออกมา สร้างกระแสหรือแรงกดดันของสังคม จนเป็นกลยุทธ์การเมือง จิตวิทยาหมู่ ตีวัวกระทบคราด ส่วนมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้น ผมจะพูดในตอนถัดไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ทนายชนินทร์' แตะเบรกถวายฎีกาปมเขากระโดง
'ทนายชนินทร์' เบรกกลุ่มนักกฎหมายเตรียมถวายฎีกาปมเขากระโดง เตือนการดึงข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างพิจารณาส่อก้าวล่วงอำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม ย้ำต้องไม่ใช้เป็นช่องทางแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
‘รอมฎอน’ กางข้อกฎหมายเผยย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้ แต่มีปรับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้
นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า มาถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีน่าจะตัดสินใจยังไม่ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากตำแหน่ง
‘จุลพันธ์’ ย้ำแม้ร่วมรัฐบาลแต่มีอิสระ ลั่นเดินหน้าคดี 'ฮั้วสว. -เขากระโดง' ต่อ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้ทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อนำเสนอนโยบายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนมีโอกาส
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาวิพากษ์ชำแหละปมแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราคุ้มค่าจริงหรือ!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ทางออก-ข้อต่อสู้ ปมเขากระโดง ลั่น รฟท.ใช้เอกสารปลอม-เบิกความเท็จ คดีจบภายในสามปี หลังการรถไฟฯ ฟ้อง
ปมเรื่อง "เขากระโดง-บุรีรัมย์" คืออีกหนึ่งประเด็นการเมืองร้อน ที่หลายฝ่ายจับตามองกันมากว่าในยุครัฐบาลปัจจุบัน ที่มี "อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย"
‘DSI’ลุยสางคดี! ‘เอ้’เปิดตัวพรรค ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์1
"อธิบดีดีเอสไอ" ยันเดินหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เหตุมีพยานหลักฐาน รอถกอัยการสัปดาห์หน้า "ดร.เอ้" เปิดตัว "พรรคไทยก้าวใหม่" นั่งแคนดิเดตนายกฯ “นิพิฏฐ์-อรอนงค์”

