
'รอมฎอน'แสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์รุนแรง ยันการใช้กำลังไม่ว่าจากฝ่ายใดไม่ใช่หนทางคลี่คลายความขัดแย้ง เชื่อเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ หนุนนายกฯมุ่งเน้นการพูดคุยสันติภาพด้วยความหนักแน่น
24 ก.ค. 2569 - นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง [ ความรุนแรงที่นราธิวาสกับสัญญาณต่อต้านแนวทางการเมืองและกระบวนการสันติภาพ ] มีเนื้อหาดังนี้
วันสองวันนี้เกิดเหตุรุนแรงในนราธิวาสอีกระลอกครับ ผมขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหล่านั้น ทั้งกำลังพลและพลเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรง ขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของผู้ที่สูญเสียทุกคนทุกนาย โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้
ผมยังคงต้องยืนยันอีกครั้งว่าการใช้กำลัง-ไม่ว่าจะกระทำโดยใครหรือฝ่ายใด-นอกจากจะต้องได้รับการประณามแล้ว วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่หนทางในการคลี่คลายความขัดแย้งที่เรามีมาเนิ่นนานข้ามชั่วรุ่น อีกทั้งยังต้องยืนยันด้วยว่าความรุนแรงไม่สามารถทำให้แต่ละฝ่ายบรรลุเป้าหมายของตนเองได้
สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวน ผมขอสนับสนุนการทำงานของพวกท่านในการรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนและติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ดี การทำงานตามอำนาจหน้าที่เช่นนี้ในสถานการณ์ความขัดแย้งนั้นไม่ง่าย เพราะแม้จะสรุปสำนวนคดีส่งอัยการได้ แต่ในเมื่อความขัดแย้งในภาพใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพร่องลงไปในระยะหลัง ก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นความท้าทายอย่างมากครับ
จากข้อมูลเท่าที่มีในขณะนี้ ผมพอจะมีข้อสังเกต ดังนี้ครับ
เรื่องแรก เหตุการณ์คาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง (21 ก.ค.) และเหตุการณ์กราดยิงด่านตรวจกลางตันหยงมัส (22 ก.ค.) อาจสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ได้ครับ แต่ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นขีดความสามารถในระดับยุทธวิธีของผู้ก่อเหตุ ในด้านกลับกันก็สะท้อนข้อจำกัดในเชิงยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นฝ่ายตั้งรับ ความจริงที่ยากจะยอมรับก็คือขีดความสามารถและความพร้อมของกำลังพลนั้นยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การรับมือกับ “สงครามยืดเยื้อ” เช่นนี้ทำให้เกิดภาวะล้า ความจริงข้อนี้ผู้ที่อยู่ระดับผู้บังคับบัญชาน่าจะรู้ดี แต่คงยากที่จะยอมรับต่อสาธารณะ
ลองพิจารณาดูว่า “สถานีตำรวจ” และ “ด่านตรวจ” เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างไร แต่กลับกลายเป็นเป้าโจมตีได้อีกในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่นับว่ากรณีของสถานีตำรวจตันหยงที่อยู่ใกล้เขตพระราชฐานนั้น จะส่งผลสะเทือนในทางสัญลักษณ์อย่างไร
หากไม่มีการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในระดับยุทธศาสตร์ของแนวทางการแก้ไขปัญหา ปัญหาในทางยุทธวิธีเช่นนี้ก็อาจจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป
ในภาพใหญ่ เรากำลังเข้าสู่ปี 2570 ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติเคยปักหมุดเอาไว้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านและถ่ายโอนภารกิจจากหน่วยงานพิเศษสู่หน่วยงานปกติ เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะนี้ก่อคำถามว่าเรามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด เป้าหมายที่เคยวางไว้ในช่วงรัฐบาลประยุทธ์จะบรรลุผลหรือไม่? --- ทิศทางใหญ่เช่นนี้จึงเป็นภารกิจของรัฐบาลครับ ท่านนายกฯ อนุทิน และรัฐบาลสีน้ำเงินจะเอาอย่างไรต่อ
เรื่องที่สอง ทำไม่เหตุการณ์ในนราธิวาสถึงแรงขึ้น ผมเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว ในภาพรวมความรุนแรงเริ่มส่งสัญญาณเพิ่มสูงขึ้นมาในช่วง 2 ปีหลังมานี้ แต่สำหรับนราธิวาส การเผชิญหน้าโดยการใช้กำลังนั้นแตกต่างไปจากอีก 2-3 จังหวัดที่เหลือ เป็นไปได้อย่างมากว่าเป็นผลมาจากการสับเปลี่ยนกำลังของฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะผู้นำหน่วยทหารในพื้นที่ แต่ก็ต้องประเมินการควบคุมกองกำลังของบีอาร์เอ็นในเขตนี้และการเลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองและอาชญากรรมอื่น ๆ ในท้องถิ่นด้วยเช่นกัน
ไม่นับว่าเหตุการณ์ลอบยิง สส. ก็เกิดขึ้นในเขตจังหวัดนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้จะเป็น “เหตุการณ์หนึ่ง” แต่ส่งผลสะเทือนในทางการเมืองและต่อความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ เพราะมีข้อมูลว่าสัมพันธ์กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” จำนวนหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่านราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) หนาแน่นที่สุด กล่าวคือมี 10 ใน 13 อำเภอที่มีการประกาศใช้ คิดเป็น 77% ของพื้นที่ ในขณะที่ปัตตานีและยะลา มีเพียง 42% และ 38% ตามลำดับ
เรื่องที่สาม ความรุนแรงระลอกย่อย ๆ นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีข่าวความคืบหน้าการพูดคุยสันติภาพ (สันติสุข) ที่รื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังรัฐบาลตั้งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็น “หัวหน้าการพูดคยฯ” และส่งคณะทำงานเชิงเทคนิคไปพบปะหารือกับผู้แทนบีอาร์เอ็น จนมีความคืบหน้าอย่างมาก หนึ่งในเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้อง “ทำงานร่วมกัน” ก็คือ “การยุติความรุนแรงชั่วคราว” ภายในพื้นที่และกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการแสวงหาข้อสรุปในเรื่องยาก ๆ ร่วมกันต่อจากนั้น
จากประสบการ์ในการติดตามพัฒนาการเหล่านี้มาหลายปี ในช่วงเวลาที่เริ่มมีความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ เหตุการณ์ความรุนแรงจะปะทุขึ้นอย่างน่ากังวล ผลกระทบสำคัญคือทำให้แรงสนับสนุนต่อการแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธีนี้จะถูกตั้งคำถามและต่อต้าน กระทั่งหยุดชะงักลงไป ในขณะที่เสียงเรียกร้องมาตรการที่แข็งกร้าวจะดังมากขึ้น เท่าที่มีข้อมูลอยู่ในเวลานี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ
พวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหนหรือฝ่ายไหน ต้องการบ่อนทำลายการแสวงหาทางออกด้วยแนวทางการเมืองและสันติวิธี เพราะพวกเขาเชื่อว่าความรุนแรงเหล่านี้จะยิ่งทำให้คนแยกขั้วแบ่งข้างและเรียกร้องการใช้กำลังตอบโต้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เหมือนในอดีตที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ปี
ความรุนแรงตลอด 23 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ผ่านความสูญเสียเกือบ 8 พันคน พลเรือนและประชาชนคนธรรมดาเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด (ข้อมูลล่าสุดจาก DSW) วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ รังแต่จะทำให้ความรุนแรงเหล่านี้วนลูปต่อไป
ในสถานการณ์เช่นนี้ เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลและผู้บังคับบัญชาในระดับชั้นต่าง ๆ จะสำคัญอย่างมาก เพราะจะเป็นการกำหนดทิศทางของการแก้ไขปัญหา โดยที่ไม่ให้ “ความรุนแรง” เหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจ ผมอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงโดยมุ่งเน้นไปที่งานยุทธศาสตร์อย่างการพูดคุยสันติภาพด้วยความหนักแน่น
ผมเชื่อว่ารัฐบาลยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ต้องทำให้ประชาชนและกำลังพลในระดับปฏิบัติมั่นใจได้ว่าแนวทางเหล่านี้จะนำไปสู่การยุติความรุนแรงและแสวงหาข้อตกลงที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้
ในฐานะ สส.พรรคฝ่ายค้าน การติดตามสถานการณ์และสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นงานพื้นฐานครับ มากกว่านั้นคือให้ข้อเสนอแนะรัฐบาลต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ควรจะเป็น ผมขอสนับสนุนหน่วยงานในการแสวงหาผู้ที่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็ขอสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานให้หนักแน่นและเดินหน้ากระบวนการสันติภาพต่อไปครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วันนอร์' ยกคณะใหญ่ถกมาเลเซีย ก.ย.นี้ฝันลงนามสร้างสันติสุข!
'วันนอร์' เผยเตรียมถกคณะใหญ่ที่มาเลเซีย ก.ย.นี้ลุ้นลงนามร่วมหากลงตัว ส่วน "นายกฯ" เยือนมาเลย์ 9-10 ก.ค. คาดเตรียมขอช่วยเร่งรัดความสงบยั่งยืน
'นักศึกษามุสลิม' ประณามเหตุคนร้ายฆ่าผู้บริสุทธิ์ เรียกร้องทุกภาคส่วนปกป้องพื้นที่พลเรือน
สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง การประณามเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่สถานศึกษา
'รอมฎอน' จี้ BRN แจงเหตุยิงครอบครัวดต.อดุลย์ ไม่วายบี้รบ.จริงจังต่อแนวทางแก้ปัญหา
นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ·เรื่อง [ บีอาร์เอ็นต้องตอบ! ส่วนรัฐบาลก็ต้องจริงจังกับปัญหาไฟใต้มากกว่านี้ ] มีเนื้อหาดังนี้
เพิ่งตื่น! 'รอมฎอน' ชง 'โสภณ' ใช้อำนาจตั้ง กกต.ติดตามคดียิง 'กมลศักดิ์'
'รอมฎอน' ขอ 'โสภณ' ใช้อำนาจตั้งกรรมการ ติดตามคดีลอบยิง 'กมลศักดิ์' ชี้ถือเป็นการโจมตีสถาบันทางการเมือง ด้านประธานสภาแจงคดียังไม่มีอุปสรรค ปล่อยให้หน่วยงานดำเนินการ
ยืนยันอีกครั้ง 'รอมฎอน' ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะจากฝ่ายใด
นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า
กมธ.ทหาร วุฒิสภา จี้ 'แม่ทัพภาค 4' ชี้แจงปมวิจารณ์โรงเรียนสอนศาสนา
กมธ.ทหาร วุฒิสภา วอนทุกฝ่ายหยุดใช้ไอโอ ในสถานการณ์เปราะบางตอกย้ำความแตกแยกในพื้นที่มากขึ้น จี้ แม่ทัพภาค 4 ทำความเข้าใจกับภาคประชาสังคม เรื่อง สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะบีอาร์เอ็น

