ศาลปกครองกลางสั่งไม่รับคำฟ้อง “นพ.สรณ” ประธาน กสทช. กรณีฟ้องกรรมการสรรหาฯ หลังมีคำวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้าม ชี้ในชั้นนี้ยังถือไม่ได้ว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงยังไม่มีสิทธิฟ้อง พร้อมสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบ
8 สิงหาคม 2569 - ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลปกครองกลาง ถึงความคืบหน้าในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่มีคำวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามในการเป็น กสทช. ที่ก็คือต้องพ้นจากการเป็น กสทช. อันทำให้ต้องพ้นจากการเป็นประธาน กสทช.
ซึ่งมติของกรรมการสรรหาฯ ดังกล่าว ทำให้การประชุม กสทช. ล่มสามครั้งติดต่อกัน คือ วันที่ 27 ก.ค. 5 ส.ค. และล่าสุด 6 ส.ค. เพราะ กสทช. บางส่วนเห็นว่า นพ.สรณ มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติการเป็น กสทช. จึงไม่สามารถร่วมประชุม กสทช. ที่ นพ.สรณ จะทำหน้าที่ประธานการประชุมได้ เพราะเกรงจะเกิดปัญหาข้อกฎหมายตามมาภายหลัง จนมีการวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุมสามครั้งติดต่อกัน จนทำให้การทำงานของ กสทช. เกิดปัญหาในช่วงที่ผ่านมา
โดยล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่คำสั่งศาลปกครองกลาง ไม่รับฟ้องคดีดังกล่าวที่ นพ.สรณ เป็นผู้ฟ้องคดี
ซึ่งคำสั่งดังกล่าว มีเนื้อหาบางส่วนสรุปความว่า ศาลได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี (นพ.สรณ) เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากผู้ถูกฟ้องคดีให้เป็นกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และได้เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 12 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จำนวน 5 คน โดยผู้ฟ้องคดีได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งด้านกิจการกระจายเสียง
ต่อมา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธาน กสทช. และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 13 เมษายน 2565 ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 เมษายน มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (นพ.สรณ) เป็นประธานกรรมการ กสทช. ตามที่เสนอแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมฯ
ต่อมาภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้เข้าดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดี (กรรมการสรรหาฯ) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการ กสทช. (นพ.สรณ) โดยวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ จึงมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 4 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และถือว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 4 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล
คำสั่งศาลปกครองกลางระบุอีกว่า กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ ซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้ดำเนินการสรรหาใหม่
คำสั่งดังกล่าวระบุไว้อีกว่า แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 4 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ที่ผู้ถูกฟ้องคดีวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 4 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกรณีที่มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และในวรรคสองว่า ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
“ดังนั้น ในชั้นนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดี (นพ.สรณ) ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงยังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดี จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ” คำสั่งศาลปกครองกลางระบุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษา ชำแหละ 'กสทช.' ปมข่าว 'หมอสรณ' จากคำสั่งศาลถึงแท็กติกแก้เกม
“วัส ติงสมิตร” วิเคราะห์กรณี กสทช.เผยแพร่ข่าวคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ก่อนศาลท้วงข้อความไม่ตรงความจริง ชี้ต้องแยก “คำอ้
‘ศาลปกครอง’จ่อเช็กบิล สำนักงานกสทช.ตัดตอน
“ปกรณ์” แจง 11 ข้อหลักกฎหมาย ยันคำสั่งทางปกครองบังคับใช้ทันที เตือนอย่าใช้โวหารสร้างความเชื่อบิดเบี้ยวแก่สังคม “สำนักงาน กสทช.”
ศาลปกครองเตือน กสทช. ปมคดี 'หมอสรณ' เผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อนอาจผิดกฎหมาย
ศาลปกครองเตือน กสทช. บิดเบือนคำสั่งศาลคดี “หมอสรณ” เข้าข่ายผิดกฎหมาย การนำข้อความเพียงบางส่วนในคำสั่งไปเผยแพร่โดยไม่สมบูร
'ปกรณ์' เปิด 11 ข้อ หลักสำคัญ คำสั่งทางปกครอง คลี่ปมร้อน 'หมอสรณ'
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงหลักกฎหมายว่าด้วยคำสั่งทางปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม
วิกฤต กสทช. ประชุมล่มครั้งที่ 8 กับทางออกเชิงนิติธรรมและหลักกฎหมายปกครอง
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง วิกฤต กสทช. ประชุมล่มครั้งที่ 8 กับทางออกเชิงนิติธรรมและหลักกฎหมายปกครอง มีเนื้อหาดังนี้
'ไตรรัตน์' แจงข้อกฎหมายยิบ! บอกสำนักงาน กสทช.พร้อมจัดประชุมให้ปฏิบัติหน้าที่ตาม กม.
สำนักงาน กสทช. อำนวยความสะดวกจัดประชุม กสทช. อย่างเต็มที่ เพื่อให้ กสทช. ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ยึดหลักปฏิบัติให้ความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

